1 พฤษภา วันแรงงาน เราจะช่วยแรงงานในไทยให้รอดพ้นจากภัยโควิดได้อย่างไร

วันแรงงานสากล (International Labour Day) ถือกำเนิดจากเมืองชิคาโกในเมกาเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว แรงงานเรียกร้องคุณภาพชีวิตในการทำงาน วันละ 10 ชั่วโมงให้เหลือ 8 ชั่วโมงได้สำเร็จ
ในปัจจุบันอาเซียนเป็นย่านที่มีการเคลื่อนไหวของแรงงานมากที่สุดในโลกย่านหนึ่ง เนื่องจากการเติบโตต่อเนื่องของเศรษฐกิจเปลี่ยนจากการเกษตรเป็นอุตสาหกรรมและการบริการที่ต้องใช้แรงงานเป็นหลัก (labour intensive) แรงงานส่วนเกินจากชนบทถูกดูดซับเข้าเมือง และจากประเทศรายได้น้อยเข้าประเทศที่มีรายได้สูงกว่า ทั้งแรงงานในระบบที่มีกฎหมายแรงงานคุ้มครอง และแรงงานนอกระบบที่กฎหมายแรงงานคุ้มครองไปไม่ถึง
ประเทศไทยเป็นทั้งจุดหมายปลายทางของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นทางผ่านของแรงงานที่ผิดกฎหมายไปยังประเทศที่รายได้ดีกว่า การเพิ่มจำนวนปีการศึกษาภาคบังคับเป็นเงื่อนไขไปสู่รายได้ประเทศที่ดีขึ้น และ การเจริญพันธุ์ที่ช้าลง ประเทศในอาเซียนที่มีรายได้สูงมีการเจริญพันธุ์ต่ำ จึงต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาของแรงงานวันแรงงานยุคโควิดจึงเป็นปัญหาของแรงงานต่างชาติ
การที่โควิดระบาดระลอกสองในกลุ่มแรงงานต่างชาติได้เผยให้เห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างพลเมืองชาวสิงคโปร์กับแรงงานต่างชาติซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เบียดเสียดยัดเยียด ไม่ได้รับการป้องกันควบคุมโรคที่ดีจากรัฐ สภาพความเป็นอยู่ของแรงงานต่างชาติในไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าในสิงคโปร์ ดังนั้นจึงเป็นที่น่าเป็นห่วงว่าอาจจะเกิดการระบาดใหญ่ของโควิดในที่พักแรงงานต่างชาติในประเทศไทย เช่นเดียวกันกับที่เกิดแล้วในสิงคโปร่ เราจะมีมาตรการในการแก้ไขระยะสั้นและระยะยาวอย่างไร
พวกเราหลายคนที่ทำงานเกี่ยวกับการสอบสวนโรคก็มักจะตั้งคำถามว่า เราออกไปทำงานเชิงรุกในกลุ่มแรงงานด้วยวิธีที่เรียกว่า active case finding จะดีไหม
คำว่า active case finding หมายถึงการออกไปค้นหาผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อในชุมชน ส่วนใหญ่ทำโดยการตรวจคัดกรองแบบปูพรม (mass screening) สมัยควบคุมไข้หวัดนกเราใช้คำว่า “เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว”
การออกไปปฏิบัติการตรวจคัดกรองปูพรมนี้ เหมาะสมที่จะดำเนินการ ถ้าคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้แพร่เชื้ออยู่ในชุมชนนั้นมาก หรือมีการระบาดหนักในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง อย่างเช่น สำนักงาน สสจ. ยะลาออกปฎิบัติการในหมู่บ้านที่มีเบาะแสว่ามีการรับผู้ติดเชื้อเข้ามามาก การคัดกรองปูพรมไม่เหมาะที่จะดำเนินการอย่างกว้างขวางเกินไป เนื่องจากมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูง และอาจจะไม่คุ้มค่าเลย ถ้ามีผู้ติดเชื้อในชุมชนน้อยมาก
มีผู้เสนอว่าควรใช้วิธีการตรวจคัดกรองที่ต้นทุนต่ำ เช่น ตรวจจากน้ำลาย ซึ่งสะดวกและได้รับความร่วมมือจากชุมชนมากกว่า แต่ปัญหาก็คือการตรวจด้วยน้ำลายในพื้นที่ควาวมเสี่ยงสูงจะมีผู้ติดเชื้อเล็ดลอดการคัดกรองไปได้ถึง 10-15% ซึ่งคนเหล่านี้ยังสามารถแพร่โรคอยู่
เราใช้การตรวจคัดกรองแบบปูพรมในประชากรทั่วไป สำหรับโรคเรื้อรังที่เกิดขึ้นใหม่ได้ช้า เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็งปากมดลูก ซึ่งโรคก่อตัวอย่างช้า ๆ มีวิธีรักษาได้ผล
การตรวจคัดกรองจะได้ผลไม่ดี ถ้ามีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่น โรคโควิด เพราะคนที่ตรวจไม่พบเชื่อในครั้งนี้ก็อาจจะมีเชื้อและแพร่เชื้อได้ในอีกไม่กี่วันต่อมา จะรู้อีกทีโรคก็อาจจะกระจายไปมาก ซึ่งก็สายเสียแล้ว
การควบคุมโรคระบาดที่เฉียบพลันและรวดเร็วไม่ได้อยู่ที่การคัดกรองอย่างกว้างขวาง แต่อยู่ที่การจัดตั้งระบบการเฝ้าระวังที่ตรวจพบโรคในระยะแรกได้ทันท่วงที และมีการตอบสนองที่รวดเร็ว
การเฝ้าระวังโรคเป็นเครื่องมือที่สำคัญของการควบคุมโรคเมื่อโรคเริ่มสงบลง ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับช่วงนี้ ถ้าโรคบางรายกลับมาใหม่และเราตะครุบจัดการได้เร็ว โรคก็จะไม่สามารถระบาดได้ หรือถึงแม้จะแพร่ได้บ้างก็จะอยู่ในวงจำกัด
ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างดีในการต่อสู้กับโควิดในยกแรกโดยใช้การสอบสวนผู้สัมผัสโรคเป็นไม้ตาย
ยกต่อไปก็ต้องสร้างระบบเฝ้าระวังให้เข้มแข็งอย่างรวดเร็ว ก่อนที่โควิดจะแผลงฤทธิ์อีกรอบ
ระบบเฝ้าระวังที่สำคัญมีสองส่วน คือ ชุมชน ซึ่งรวมทั้งชุมชนของแรงงาน กับคลินิกหรือโรงพยาบาล
ชุมชนเป็นด่านแรกของการเฝ้าระวัง เมื่อพบผู้ต้องสงสัยว่าอาจจะติดเชื้อโควิด ชุมชนต้องคิดสงสัยและจัดการให้ผู้ต้องสงสัยนั้นได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที ทางสาธารณสุขอาจจะพัฒนาเกณฑ์ในการตั้งข้อสงสัยและส่งต่อให้ชุมชนนำไปปฏิบัติ
กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตั้งแต่เมื่อ 40 ปีมาแล้ว นี่คือระบบเฝ้าระวังโรคระบาดที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในสังคมเมืองที่ผู้คนไม่ค่อยได้ติดต่อสื่อสารกันภายในชุมชน ระบบ อสม. อาจจะทำงานยาก ยิ่งในกลุ่มแรงงานต่างชาติยิ่งจัดตั้งได้ยาก อสต. หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขต่างชาติ ยิ่งขึ้นไปอีก
กระทรวงสาธารณสุขอาจจะต้องทำงานเฝ้าระวังโรคร่วมกับผู้ชำนาญในการจัดตั้งชุมชนหรือกลุ่มแรงงานนอกภาครัฐเช่น องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันพื้นฐานทางศาสนา เช่น วัด มัสยิด โบสถ์คริสต์ รวมทั้งหน่วยงานการกุศล
ถ้าจัดตั้งระบบเฝ้าระวังโรคในชุมชนไม่สำเร็จ ด่านที่สองในการเฝ้าระวังโรค คือ ระบบบริการสาธารณสุข เช่น ห้องพยาบาลในโรงงานหรือโรงเรียน ร้านขายยา คลินิก ศูนย์บริการสาธารณสุข สถานีอนามัยและโรงพยาบาล สถานบริการเหล่านี้ต้องได้รับการอบรมให้ค้นพบผู้ต้องสงสัยว่าผู้รับบริการลักษณะอย่างไรบ้าง ที่อาจจะป่วยด้วยโรคโควิด เมื่อพบแล้วจะทำอย่างไร
จุดแข็ง คือ หน่วยงานเหล่านี้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนและแรงงานอยู่แล้ว จุดอ่อนของการตั้งรับที่ด่านในระดับสองเหล่านี้ คือ ผู้ป่วยอาจจะเข้าถึงบริการได้ไม่สะดวก ความเชื่องช้าของระบบราชการจะ ทำให้ได้แพร่โรคไปมากแล้ว
แรงจูงใจให้ระบบเฝ้าระวังทำงานอย่างยั่งยืนตราบเท่าที่ยังมีโควิดเป็นภัยคุกคามอยู่ก็เป็นเรื่องสำคัญ กลุ่มแรงงานต่างชาติมีการเคลื่อนย้ายบ่อย ๆ ยากต่อการจัดตั้งและติดตาม รัฐอาจจะตั้งระบบแรงจูงใจพิเศษให้แรงงานนำผู้ป่วยที่ต้องสงสัยมาพบแพทย์ เช่น การให้ค่าตอบแทนให้คนทำงานติดตามวัดอุณหภูมิของแรงงานในกลุ่มที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ หรือ ให้ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการส่งต่อผู้ป่วยที่มีอาการสงสัยว่าป่วยจากไข้โควิด
สุดท้ายก็คือการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานและที่พักไม่ให้เกิดการเบียดเสียด พัฒนาความรับรู้และทัศนคติของแรงงานให้คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและสาธารณะ เรื่องนี้เป็นคำตอบขั้นสูงสุด (ultimate solution) ของการป้องกันการระบาดของไข้โควิด ปัญหาโรคระบาดไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการแพทย์ แต่เป็นปัญหาทางแรงงานสัมพันธ์ด้วย รัฐบาล ตัวแทนแรงงาน และผู้ประกอบการต้องร่วมกันหารือวิธีการป้องกันโรคและแก้ปัญหาที่เห็นว่าสำคัญอื่น ๆ ไปพร้อม ๆ กัน
ความเป็นอยู่ที่เบียดเสียดยัดเยียดของคนงานเป็นเหมือนเชื้อเพลิง ไข้โควิดเหมือนไฟ การตรวจคัดกรองเป็นการไปตรวจว่าไฟไหม้หรือยัง ซึ่งไม่ใช่วิธีป้องกันอัคคีภัยที่ได้ผล การป้องกันไฟไหม้คือลดเชื้อเพลิงในบ้านให้เหลือน้อยที่สุดจัดที่พักที่ทำงานให้เบียดเสียดน้อยที่สุด
วิถีชีวิตของแรงงานเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจไทยในช่วงหลังโควิด ถ้าแรงงานแข็งแรงดี โรงงานและสถานประกอบการก็จะดำเนินการไปได้ในระดับหนึ่ง เงินที่แรงงานได้รับนอกจากจะเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวแล้ว ยังเป็นเงินหมุนเวียนในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจค่อย ๆ ฟื้นขึ้นได้
เนื่องในวันแรงงานของชาติ เราจึงต้องช่วยกันลุ้นและช่วยกันคนละไม้คนละมือ พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานไม่ว่าเป็นชาติพันธุ์และสัญชาติใด ๆ ก็ตามในไทย ให้ปลอดภัยจากโรคโควิดที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้และร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจของไทยต่อไป
