ชะตากรรม ‘ประชามติ’ รัฐธรรมนูญ กกต.รับสารภาพ ‘เงียบ’ พรรคการเมืองโชว์จุดยืน หนุน แต่พ่วง ‘เงื่อนไข’
ในประเทศ
ชะตากรรม ‘ประชามติ’ รัฐธรรมนูญ
กกต.รับสารภาพ ‘เงียบ’
พรรคการเมืองโชว์จุดยืน
หนุน แต่พ่วง ‘เงื่อนไข’
นับถอยหลังเหลือระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน จะถึงวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งประชาชนชาวไทยที่เป็นผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ประมาณ 53 ล้านคน จะได้ร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศ ใช้ 1 สิทธิ์ 1 เสียง เข้าคูหาไปกากบาทเลือกผู้สมัคร ส.ส.และพรรคการเมืองที่ชื่นชอบเข้าไปเป็นตัวแทนประชาชนทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร
นอกจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว ยังถูกกำหนดให้เป็นวันออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการจัดการออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งส.ส. ฉะนั้น เมื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง จะได้รับบัตรเลือกตั้ง 3 ใบ โดยบัตรสีเขียว คือบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต บัตรสีชมพู คือบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรสีเหลือง คือบัตรออกเสียงประชามติ
เท่ากับว่า นอกจากกากบาทเลือกผู้แทนเข้าสภาฯ แล้ว ครั้งนี้ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งยังได้มีส่วนร่วมตัดสินใจอนาคตเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผ่านกระบวนการออกเสียงประชามติ ในประเด็นคำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
หากผลการออกเสียงประชามติครั้งนี้ คะแนนเสียงออกมาประชาชนกาเลือก “เห็นชอบ” มากกว่า เท่ากับว่าประตูแห่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะถูกเปิดขึ้นและนำไปสู่กระบวนการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ทว่า หากผลการออกเสียงประชามติออกมาแล้ว พบว่าคะแนนกาเลือก “ไม่เห็นชอบ” มากกว่า จะส่งผลให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องจบลงทันที
ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายที่ต้องการผลักดันให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มต้นขึ้น จึงเร่งเดินหน้ารณรงค์ เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ สร้างการรับรู้ เพื่อให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญในการออกไปใช้สิทธิ์กันอย่างเต็มที่
แต่การออกเสียงประชามติ ถูกกำหนดให้ทำได้วันเดียวกันทั่วประเทศ จึงไม่มีการลงคะแนนออกเสียงล่วงหน้า
แม้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้รับผิดชอบ จะเปิดให้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ออกเสียงนอกเขตได้ แต่เมื่อดูจำนวนคนลงทะเบียนที่น้อยกว่ายอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า
จึงมีความกังวลว่าจะทำให้จำนวนผู้ออกไปใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติน้อย เพราะไม่สะดวกเดินทางไปใช้สิทธิ์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์
ยิ่งไปกว่านั้น นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการ กกต. ออกมายอมรับถึงกระแสการรณรงค์การออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค่อนข้างเงียบว่า ขณะนี้สำนักงาน กกต.ได้จัดส่งเนื้อหาการทำประชามติไปยังผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ และนอกราชอาณาจักรแล้ว ยอมรับว่า การตื่นตัวของประชาชนในการทำประชามติไม่คึกคักเท่าที่ควร กกต.แต่ละจังหวัดอาจต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายภาคประชาชนช่วยรณรงค์การทำประชามติตามบ้านผู้มีสิทธิ์ออกเสียงให้มากขึ้น พร้อมทั้งให้ กกต.แต่ละจังหวัดเร่งจัดทำรายละเอียดผู้ขอจัดเวทีแสดงความคิดเห็นและเปิดเวทีดีเบตประชามติ อย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง
“เนื้อหาการทำประชามติครั้งนี้ เป็นการถามประชาชนว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น ถ้าเสียงประชามติส่วนใหญ่เห็นชอบ จึงจะมีกระบวนการทำประชามติในขั้นตอนต่อไป
แต่ถ้าเสียงประชามติส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบ กระบวนทำประชามติก็จบลงทันที” รองเลขา กกต.ระบุ
ส่วนท่าทีของพรรคการเมืองเกี่ยวกับจุดยืนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ล่าสุด แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แถลงจุดยืนชัดเจนไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ และไม่เห็นชอบต่อการทำประชามติลักษณะที่เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560
โดยนายพีระพันธุ์มองว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเท่ากับฉีกรัฐธรรมนูญเดิมทิ้งทั้งหมด ทั้งที่บทบัญญัติหลายส่วนของรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยเฉพาะกลไกที่ตัดสิทธิ์หรือจำกัดคุณสมบัตินักการเมืองที่กระทำผิดร้ายแรง
หากยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ บุคคลที่เคยถูกตัดสิทธิ์อาจกลับเข้าสู่ระบบการเมืองได้โดยอัตโนมัติ
และตั้งข้อสังเกตต่อคำถามประชามติที่ให้ประชาชนตัดสินใจโดยไม่ทราบกรอบและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปรียบเสมือนการให้ประชาชน “เซ็นเช็คเปล่า” และอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ประชาชนต้องยอมรับรัฐธรรมนูญที่จัดทำเสร็จแล้ว แม้ไม่เห็นด้วยในรายละเอียด
พร้อมย้ำว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการของนักการเมืองบางกลุ่ม
ฟากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายนิกร จำนง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชี้แจงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. ได้ให้ความเห็นว่า นายอนุทินและสมาชิกของพรรค ภท.เห็นชอบและสนับสนุนคำถามตามที่คณะรัฐมนตรีได้ส่งคำถามประชามติไปยัง กกต.ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
โดยนายนิกรอธิบายว่า ถ้อยแถลงของนายอนุทินนั้นได้พูดไว้ชัดเจนมากว่าเห็นสมควรที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อจะได้มีการแก้ไขในประเด็นที่มีปัญหาในรัฐธรรมนูญ ยกเว้นจะต้องไม่ไปแตะหรือแก้ไขในหมวด 1 หมวด 2 รวมถึงกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วยนายอนุทินและพรรค ภท.มีจุดยืนที่แน่วแน่และมั่นคงปกป้องสถาบันมาตลอด
ส่วนที่มีความห่วงใยต่อปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากการออกเสียงเห็นชอบต่อการเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่หัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรค ภท.สนับสนุนในชั้นนี้นั้น นายนิกรยืนยันว่า จะไม่เกิดปัญหา เพราะเชิงโครงสร้างกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในครั้งนี้ได้ถูกล็อกไว้อย่างน้อย 3 ชั้น
ด้านพรรคเพื่อไทย (พท.) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค พท. ระบุถึงจุดยืนการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคว่า พรรคเพื่อไทยพูดถึงจุดยืนตรงนี้มาตลอดว่าการที่จะทำให้ต่างประเทศเชื่อมั่นในประเทศไทย รัฐธรรมนูญควรมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และสิ่งสำคัญ มี 3 ข้อที่จำเป็นต้องยึดถือและต้องปรับเพื่อทำให้ได้รับการยอมรับ คือการบริหารราชการแผ่นดิน กระบวนการยุติธรรม และความเหลื่อมล้ำ ทั้งเรื่องการศึกษาและสาธารณสุข ที่สำคัญต้องไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งเป็นจุดยืนของพรรคเพื่อไทยมาตลอด
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ระบุว่า พรรคปชป.มีนโยบายที่ชัดเจนว่า แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะผ่านการออกเสียงประชามติแล้ว แต่ก็ยังติดขัดมาตรา 256 ซึ่งที่ผ่านมา แม้จะมีข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ พรรคปชป.เสียดาย เพราะที่ผ่านมาการพยายามแก้ไขมาตรา 256 เหมือนรัฐสภาจะตกผลึกแล้วว่า จะไม่มีการแก้ไขหมวด 1-2
“แปลกใจที่รัฐบาลเป็นผู้เลือกคำถาม เหตุใดจึงไม่มีการเจาะจงว่าเป็นการยกร่างฉบับใหม่ โดยไม่มีการแตะหมวด 1 และหมวด 2 ดังนั้น ยืนยันว่าพรรค ปชป.จะดูแลไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 และอยากเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง ที่เคยตกลงกันได้แล้วประกาศเช่นเดียวกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจในการลงมติเห็นชอบ” นายอภิสิทธิ์ระบุ
อย่างไรก็ตาม นับจากนี้ไปเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันจะถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ที่จะได้รู้กันว่า ท้ายที่สุดแล้ว บานประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะถูกเปิดออกเพื่อเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ทั้งหมดอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน ในฐานะผู้มีสิทธิ์ออกเสียงว่า จะร่วมกำหนดและชี้ชะตาให้กับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างไร
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
