ในประเทศ
กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ตลอดหลายวันที่ผ่านมา สำหรับ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” หลังร้านเจลาโต้ของเจ้าตัวถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราคาสินค้า
แรกๆ คนก็แค่สงสัยไอศกรีมอะไรราคาถ้วยละหลายร้อย ตามมาด้วยดราม่าสะกิดต่อมอยากรู้ของคนไทยอย่างกฎเหล็กของร้าน ตั้งแต่การห้ามถ่ายรูป กฎห้ามเคี้ยว ต้องมีวิธีการกินที่ถูกต้อง ต้องตักกินคำเล็กๆ และกินทันที
หรือจะเป็นดราม่า พนักงานจะชั่งน้ำหนักแล้วตักออก หากน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน (เช่น เกิน 101 กรัม) จะทำการตักไอศกรีมส่วนเกินออก 1 กรัม ทำให้ถูกมองว่าตระหนี่ขี้เหนียว
แต่ที่ทำให้ดราม่านั้นแรงก็คือคำชี้แจงตอบกลับของกฤษณ์ ที่โต้กลับชาวเน็ตแบบแซ่บๆ ทั้งวิจารณ์มายด์เซ็ตไม่พัฒนาของคนไทย จนถึงการใช้คำแรงๆ อย่าง “กะลาแลนด์” หรือตอบกลับคนมาวิจารณ์เรื่องราคาว่า “อยู่แบบเดิมต่อไปครับ”
เจลาโต้ ที่โชว์จุดแข็งเนียนนุ่มแบบ Ultra Smooth เลยไม่ค่อย Smooth ซักเท่าไร ร้อนจนเจ้าตัวต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวขออภัย
เป็นอีกหนึ่งดราม่ารอบสัปดาห์ ผ่านหูผ่านตาคนไทยได้รับรู้ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆ ไม่ได้กระทบกับปากท้องคนไทย
ผิดกับปัญหากรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เกิดปัญหาวุ่นวายตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่กระทบกับคนไทยหลายล้านคน
ตั้งแต่ปัญหาการลงทะเบียน มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดผู้มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น
เช่น เกณฑ์เรื่องการถือครองที่ดิน จำนวนเงินหมุนเวียนในบัญชี การทำประกันชีวิต การครอบครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก
เป็นเกณฑ์ใหม่ที่เข้มขึ้นมาก พาให้ “ผู้คนอึดอัด”
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เมื่อเกณฑ์ที่ถูกกำหนดจากส่วนกลางซึ่งคำนวณด้วยเหตุผลทางตัวเลขมากกว่าความเป็นจริงของชีวิต เกณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อลดต้นทุน เหนือกว่าหวังช่วยเหลือคนเดือดร้อนไม่ให้หลุดออกนอกระบบถูกบังคับใช้ พลันก็เกิดเสียงก่นด่าระงมทั้งบ้านเมือง
คนหลายล้านคนต้องหลุดออกจากโครงการเดิมที่เคยได้รับ
หลังมีกระแสข่าวต่อเนื่องถึงปัญหาความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ก็เป็นนักการเมืองฝ่ายสีน้ำเงินเองนั่นแหละที่รับรู้กระแสนี้ดี รีบออกมาโพสต์เฟซบุ๊กกระทั่งอัดคลิปพร้อมรับฟังความเห็นเพื่อนำไปสู่การแก้ไข
มีคำถามว่าทำไมรอบนี้เสียงวิจารณ์ถึงรุนแรงมาก เพราะในเชิงหลักการ โครงการสวัสดิการแห่งรัฐฯ ถือเป็นการช่วยเหลือคนที่มีฐานะเปราะบางจำนวนมากในสังคม โดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา
รัฐบาลช่วยเหลือเงินให้กลุ่มคนดังกล่าวเดือนละ 300 บาท ช่วยเหลือค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟเล็กน้อย ค่าแก๊สหุงต้ม อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันว่าคนไทยจะไม่อยู่อย่างอนาถา หากถึงคราวหมดตัว
เมื่อได้รับมายาวนาน แล้วมาถูกยกเลิกด้วยเหตุผลที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้เกณฑ์เคยมีมอเตอร์ไซค์เก่าๆ เป็นการขีดเส้นความยากจนที่ง่ายเกินไป
คนจำนวนมากจึงออกมาโวย
กลับมามองในเชิงโครงสร้าง ต้องยอมรับว่าปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้ารัฐบาลไม่อยู่ใกล้ภาวะถังแตกในทางการคลัง
เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้ก็คือรัฐบาลไม่มีเงินเพียงพอในการจัดสวัสดิการให้ประชาชน
ดูจากโครงสร้างของการจัดสรรงบประมาณปี 2570 คลี่ตัวเลขจัดประเภทการใช้เงินดูก็จะพบว่า ส่วนใหญ่หมดไปกับรายจ่ายประจำและการใช้หนี้ที่รัฐบาลในอดีตกู้มาใช้ งบบุคลากร เงินเดือนข้าราชการสูงลิบ การจัดเก็บรายได้ก็ไม่เข้าเป้าต่อเนื่องหลายปี
งบที่ใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสรอบนี้ยังต้องออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงินมาใช้ เช่นเดียวกับงบที่จะเอามาใช้จ่ายกับโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลก็แอบแทรกมาเอาไปจากเงินกู้ก้อนนี้
นั่นจึงเป็นสาเหตุสำคัญให้การจัดงบรอบนี้รัฐบาลต้องกลับมาคิดบนฐานข้อจำกัดด้านการคลัง จำเป็นต้องวางระบบกันใหม่ให้รอบคอบรัดกุม พุ่งเป้าช่วยเหลือคนที่จนและเปราะบางจริงๆ
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ต้องยอมรับว่าถึงเวลาปฏิบัติจริงแล้วยังไม่ดีพอ
ก็น่าเสียใจว่าสัดส่วนงบประมาณที่ใช้ในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จริงก็เป็นเม็ดเงินที่ไม่มากมายอะไร ใช้งบประมาณเฉลี่ยประมาณ 40,000 – 70,000 ล้านบาทต่อปี หากเทียบกับงบประมาณประเทศปีละ 3.79 ล้านล้านบาท
แต่เพราะงบประมาณในส่วนอื่นเป็นงบรายจ่ายที่ขยับลดได้ยาก รายจ่ายประจำคิดจำนวน 2,786,367 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 73.6 ของงบทั้งหมด) เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐและสวัสดิการ (ก้อนใหญ่ที่สุด) ราว 1.4 ล้านบาท
ซึ่งในส่วนเงินเดือนข้าราชการหรือสวัสดิการข้าราชการก็ไม่สามารถลดทอนได้ มิฉะนั้นก็เสี่ยงถูกฟ้องร้องเป็นคดีความ
แพะรับบาปจากปัญหาการคลังประเทศที่ง่ายที่สุดและไม่ค่อยมีปัญหาทางคดีความ จึงตกอยู่กับโครงการช่วยเหลือคนเปราะบางที่ต้องถูกลดก่อนใคร
แต่รอบนี้ก็ต้องไม่ลืมว่ากลุ่มผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นคนจำนวนไม่น้อยของประเทศ และเป็นฐานเสียงที่ทำให้ภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง แค่ประกาศผู้ไม่ผ่านเกณฑ์คืนเดียว เสียงของคนโวยวายก็ดังระงมทั่วประเทศ
สุดท้ายรัฐบาลต้องรีบออกมาดับไฟไม่ให้ลุกลาม ยอมส่งสัญญาณถอย พร้อมปรับเกณฑ์การพิจารณาใหม่ให้ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องลุยขยับเอง ส่งให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ดูแลเรื่องนี้ทบทวนเกณฑ์ใหม่และให้เจ้าหน้าที่ทำงานเชิงรุก เข้าหาประชาชน มิฉะนั้นฐานคะแนนนิยมทางการเมืองของรัฐบาลภูมิใจไทยมีหวังพังพินาศกว่านี้
ต้องโทษกลับไปที่รัฐบาลในอดีต ที่ไม่ได้มีการวางหลักเกณฑ์ที่รอบคอบรัดกุมเพียงพอในการคัดกรองผู้เข้าร่วม และก็เป็นรัฐบาลในอดีตเองที่ทำให้ปัญหาการคลังของประเทศย่ำแย่จนถึงปัจจุบัน
ทั้งที่จริงเรามีงบประมาณเหลือเฟือในการจัดโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เพราะโครงสร้างรัฐราชการที่ใหญเกินไป รายจ่ายประจำสูง เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ไม่มี จนไม่สามารถหาเงินเข้าคลังได้มากพอ ต้องมาจำกัดจำเขี่ยการใช้งบประมาณกันในวันนี้
แม้วันนี้รัฐบาลอนุทินจะขานรับสัญญาณการปฏิรูประบบราชการ แต่ก็คงเป็นการปะผุปัญหาดังเช่นที่เคยเป็นมา คงจะสำเร็จยาก
เพราะรัฐราชการรวมศูนย์ และระบบราชการแบบที่เป็นมานี้เอง คือฐานทางอำนาจที่สำคัญในการดำรงอยู่ของรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน มีหรือรัฐบาลจะไปลดทอนเครื่องมือของตัวเอง
มิหนำซ้ำรัฐบาลนี้กลับมีนโยบายขยายอำนาจรัฐราชการลงไปในท้องถิ่นมากขึ้นด้วยซ้ำ ตั้งแต่การทำนโยบาย อสม. ไปจนกระทั่งล่าสุดที่จะทำนโยบายพยาบาลอาสาก็เช่นกัน
ความฝันจะปฏิรูปราชการของรัฐบาลจึงเป็นความฝันระดับ Ultra ของรัฐบาล แต่จุดจบคงไม่ Smooth อีกตามเคย
ก่อนหน้านี้รัฐบาลภูมิใจไทยก็มีฝันอันยิ่งใหญ่ระดับ Ultra หลายเรื่อง
เช่น ไอเดียจะขึ้นแว็ต 10% แต่เจอถล่มด่าก็ต้องถอยหนี / จะตัดสิทธิ์ลูกที่เอาชื่อพ่อแม่ไปลดภาษีไม่ให้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็โดนด่าจนต้องถอย
ฝันจะดันโครงการแลนด์บริดจ์ รถเก่าแลกรถใหม่ นี่ก็นโยบายระดับ Ultra แต่เจออุปสรรคจนไม่ Smooth ต้องแช่แข็งโครงการไว้
สาเหตุแห่งความไม่สมูทล้วนเหมือนๆ กันใน 2 เรื่องใหญ่
1. คือระบบการคลังของประเทศมีปัญหา เราไม่มีทรัพยากรเพียงพอจะไปทำอะไรมาก ภาระประเทศเยอะ ลดก็ยาก เราไม่มีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ๆ ที่จะทำรายได้ให้ประเทศ
ของเก่าก็เริ่มขายไม่ได้ ของใหม่อย่างพวก Data Center เข้ามาก็จ้างงานน้อย แถมใช้ทรัพยากรเยอะ ทำลายสิ่งแวดล้อม
2. ความชอบธรรมทางการเมืองลดลง คือแม้รัฐบาลมีความชอบธรรมทางกฎหมาย เข้มแข็งอย่างยิ่ง ตรงกันข้ามกับความชอบธรรมจากการยินยอมยอมรับ ที่นับวันกราฟยิ่งลดลงทุกที ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลไม่ Smooth
ยิ่งเจอข่าวรัฐบาลเดินหน้าผู้ขาดรัฐธรรมนูญ ขัดขวางนิรโทษกรรมทางการเมือง เรื่องโกงเลือก ส.ว. เรื่องทุจริตสอบราชการ เรื่องมาเฟียส่วยเมืองท่องเที่ยว แม้แต่เรื่องแจกเอไอฟรีที่ขาดความโปร่งใส ล้วนเป็นประเด็นการเมืองที่คนมองเป็นเรื่องเดียวกันหมด
นี่คือสองเรื่องใหญ่ที่เป็นปัญหาขัดขวางทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่แม้จะมีความฝันระดับ Ultra เป็นรัฐบาลที่มีพลังอำนาจทางการเมืองเข้มแข็งมากที่สุดในรอบสิบปี
แต่พอลงมือทำจริง อะไรๆ กลับไม่ Smooth
และนี่เพิ่งเป็นระยะเวลา 3 เดือนเศษของการมีอำนาจอย่างเป็นทางการ
รัฐบาลยังจะเจอความไม่ Smooth มากขึ้นอีกจากนี้
