มุ่งโฟกัส ‘ซักฟอก’ พับ ‘แผน 152’ ฝ่ายค้านเดือด รุมถล่ม ‘โสภณ’ ใช้อำนาจรวบสภา ปิดทางตรวจสอบ รบ.น้ำเงิน
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เวทีเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ หรือศึกซักฟอกรัฐบาล ถูกขยับไปเป็นช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคมนี้
ภายหลังที่ประชุมร่วมกันของวิป 3 ฝ่าย ได้ข้อสรุปกรอบเวลาการอภิปรายเป็น 4+1 วัน เสมือนเป็นการพบกันคนละครึ่งทาง จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านเสนอให้มีการอภิปราย 5 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกยื่นชำแหละ รวม 18 ราย แต่ทว่าฝ่ายรัฐบาลเสนอให้อภิปรายได้แค่เพียง 3 วันเท่านั้น
สำหรับการอภิปรายครั้งนี้รวมเวลาแล้ว 72 ชั่วโมง แบ่งเป็นฝ่ายค้าน 51 ชั่วโมง ส่วน ครม.ได้รับจัดสรรเวลาในการชี้แจง 17 ชั่วโมง และอีก 4 ชั่วโมงสำหรับฝ่ายประธาน โดย 3 วันแรก เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00-03.00 น. ของวันถัดไป ส่วนวันที่ 4 ของการอภิปรายจะเริ่มตั้งแต่ 08.00-23.00 น. ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการลงมติในวันที่ 5
แต่ทว่า กลับมีกระแสข่าวออกมาว่า พรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาชน (ปชน.) เตรียมแก้เกมรัฐบาล โดยมีแนวคิดที่จะยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้เพิ่มเติม
เพื่อดัดหลังรัฐบาลที่ยื้อการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญออกไปในช่วงเดือนธันวาคม
สําหรับข้อเสนอดังกล่าวยังคงเป็นเพียงแนวคิดของแกนนำเฉพาะกลุ่มในพรรคประชาชนเท่านั้น โดยให้เหตุผลเพื่อปูทางไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ช่วงวันที่ 7-11 ธันวาคมนี้ จากนั้นสภาจะปิดสมัยประชุม 22 ธันวาคมนี้ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในช่วง 1 เดือน
กระทั่งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ออกมาระบุว่า ที่ประชุมวิปฝ่ายค้าน พรรคฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่า หมุดหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงานของฝ่ายค้านช่วงเวลานี้ คือการเดินหน้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151
ซึ่งเป็นวาระที่ตั้งใจจะใช้อย่างเต็มที่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าหลายปัญหาที่ประชาชนพบเจอ ทั้งด้านเศรษฐกิจปากท้อง คุณภาพชีวิต และโอกาสในการเติบโตทางหน้าที่การงาน ล้วนมีต้นตอมาจากพฤติกรรมของรัฐบาล ที่พยายามกินรวบอำนาจ พัวพันกับสารพัดการโกง และล้มเหลวในการคาดการณ์และแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด
นายพริษฐ์ระบุต่อว่า เวลานี้เรามีความพร้อมแล้วทั้งด้านเนื้อหา ข้อมูลหลักฐาน และการจัดสรรเวลาระหว่างผู้อภิปราย แต่ในเมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ถูกขยับไปเป็นช่วงต้นเดือนธันวาคม เราจะใช้เวลา 1 เดือนที่เหลืออยู่ในการจับตาและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำของรัฐบาลที่อาจไปซ้ำเติมปัญหาเดิม แทรกแซง ปกปิดหลักฐาน หรือก่อปัญหาใหม่ที่เพิ่มความไม่น่าไว้วางใจ
“แม้การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เป็นอีกหนึ่งกลไกที่ฝ่ายค้านยังมีสิทธิ์ในการเสนอ เพิ่มเติมจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แต่วันนี้ฝ่ายค้านเรามีข้อสรุปตรงกันว่าเราจะยังไม่มีแผนที่จะดำเนินการตามกลไกดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทางเรายังคงมีโควต้าตามรัฐธรรมนูญที่จะเสนอญัตติดังกล่าวได้ 1 ครั้ง ก่อนจะปิดสมัยประชุมในช่วงสิ้นปี” นายพริษฐ์ระบุ
ทว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากลับเกิดประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานของสภาฯ ภายหลังนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 ชุด ของสภาผู้แทนราษฎร มีเนื้อหาหลัก 4 ข้อ ประกอบด้วย
1. การตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจของ กมธ. มิอาจตีความขยายขอบเขตอำนาจจนซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของ กมธ.คณะอื่นได้ หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กมธ.ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป
2. การนัดประชุมของ กมธ.ให้กำหนดโดยมติที่ประชุม กมธ.ในการประชุมนัดแรก เพื่อกำหนดการประชุม กมธ.ประจำสัปดาห์ และให้ประธาน กมธ.มีอำนาจนัดประชุมเป็นพิเศษได้ เมื่อเห็นสมควร หากเป็นเรื่องพิจารณาเร่งด่วน โดยมิใช่การนัดประชุมต่อเนื่องเป็นประจำทุกสัปดาห์
3. การบรรจุระเบียบวาระการประชุม ประธาน กมธ.ไม่อาจเปลี่ยนแปลงวาระการประชุมที่กำหนดโดยมติที่ประชุมได้ แม้ประธาน กมธ.จะมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระการประชุมได้ แต่มิได้หมายความว่า จะใช้อำนาจดังกล่าวอย่างไม่มีข้อจำกัด โดยประธาน กมธ.ย่อมมีเพียงอำนาจบรรจุระเบียบวาระการประชุม กมธ.ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของ กมธ. แต่ไม่มีอำนาจบรรจุระเบียบวาระพิจารณา หรือกำหนดให้เชิญบุคคล หรือหน่วยงานต่างๆ มาชี้แจง โดยไม่มีมติ กมธ.ได้
และ 4. การใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารของ กมธ. ไม่สามารถเรียกบุคคลหรือเอกสารได้ตามลำพัง ต้องอาศัยมติที่ประชุม กมธ.เท่านั้น
จากกรณีดังกล่าวส่งผลให้ ส.ส. โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน ออกมารุมถล่มแสดงความไม่เห็นด้วย
พร้อมกับตั้งข้อสังเกตบทบาทการทำงานของประธานสภาฯ ว่าเป็นการขัดขวางการทำงานของกรรมาธิการและฝ่ายค้านเต็มทุกรูปแบบ ปิดทางอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายค้าน ทำลายกลไกตรวจสอบ
และขอให้ทางประธานสภาฯ ทบทวนเรื่องดังกล่าว
ด้านสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายนายนาถะ ดวงวิชัย ผู้อำนวยการสำนักกรรมาธิการ 2 ออกมาชี้แจง โดยระบุว่า แนวทางที่ออกมานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปรากฏอยู่ในระเบียบเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องของกรรมาธิการ 2 คณะ เป็นระเบียบที่ออกมาตั้งแต่ปี 2562 เพียงแค่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการโต้แย้งการดำเนินงาน ทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาน่าจะถูกต้องแล้ว โดยแนวทางที่เขียนถูกต้องตามระเบียบทั้งหมด ไม่มีคำว่ากติกาใหม่ กติกาเก่า มีกติกาเดียวตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา
นายนาถะระบุต่อว่า ส่วนการนัดประชุมของประธานกรรมาธิการเป็นกรณีพิเศษนั้น แนวทางดังกล่าวไม่ใช่การลิดรอนสิทธิ์ ประธานยังสามารถนัดประชุมเป็นกรณีพิเศษได้ เพียงแค่การจะนัดประชุมต้องขอให้มีการตรวจสอบองค์ประชุม โดยการตรวจสอบเสียงของกรรมาธิการก่อนว่าพร้อมจะมาประชุมหรือไม่ เพื่อให้ครบองค์ประชุม ทั้งนี้ หากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกันหลายคณะ ก็เป็นอำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธานกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องจะต้องมาพูดคุยกันว่า จะให้คณะใดเป็นเจ้าภาพหรือประชุมร่วมกัน ย้ำว่าไม่มีข้อไหนที่เป็นการลิดรอนอำนาจของประธานกรรมาธิการ
นายนาถะยังระบุด้วยว่า ขณะที่การบรรจุระเบียบวาระ ตามข้อบังคับระบุไว้ว่า วิธีการประชุมก็ให้อนุโลมตามการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ที่ประธานสภาฯ มีอำนาจในการบรรจุระเบียบวาระคือเรื่องแจ้งและเรื่องอื่นๆ แต่เมื่อนำมาปรับใช้กับของกรรมาธิการ หมายความว่าเรื่องที่ประธานกรรมาธิการจะสามารถบรรจุได้เลย โดยไม่ต้องคุยกับใครคือเรื่องแจ้งกับเรื่องอื่นๆ แต่ระเบียบวาระนั้นหากมีกรรมาธิการคนใดมาบอกประธานกรรมาธิการว่าอยากให้บรรจุเรื่องใดนั้น จะต้องเข้าไปอยู่ในเรื่องอื่นๆ ก่อน เพื่อให้กรรมาธิการมีการประชุมกันก่อนว่าจะรับพิจารณาหรือไม่ เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องเชิญมาทุกกรณี หรือบางเรื่องอาจจะส่งต่อให้กรรมาธิการอื่นพิจารณา แต่หากที่ประชุมเห็นควรว่าจะรับไว้พิจารณา เขาก็จะมีมติแล้วถกกันต่อว่าจะเชิญหน่วยงานใดมาพิจารณา ก่อนจะบรรจุเป็นระเบียบวาระการประชุมในสัปดาห์ถัดไป
“สำหรับการเรียกเอกสารและบุคคลตามมาตรา 129 อำนาจในการเรียกเอกสารและบุคคลนั้นเป็นของคณะกรรมาธิการ ไม่มีท่อนไหนที่บอกว่าเป็นของประธานกรรมาธิการ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า อำนาจเรียกหรือการเรียกที่มาตรา 129 เขียนนั้นเป็นการเชิญหรือขอความร่วมมือให้ส่งเอกสารหรือมาเสนอข้อเท็จจริง ดังนั้น กระบวนการที่เราคุยกันอยู่ในวันนี้ไม่มีอะไรที่เป็นแนวใหม่ ทุกอย่างอยู่ภายใต้ที่เคยเป็นและอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ ระเบียบที่เคยเขียนไว้ เพียงแค่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการโต้แย้งอะไรหลายๆ อย่าง จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” นายนาถะระบุ
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้คงต้องรอดูท่าทีว่า ท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ จะยอมถอย หรือฝ่ายค้านจะเดินหน้ายื่นหน่วยงานใดตรวจสอบบทบาทการทำงานของประธานสภาฯ หรือไม่ คงต้องรอติดตามกัน
