เดาใจ ‘เดโมแครต’ หลังเลือกตั้งกลางเทอม | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐปี 2026 ทำให้พรรคเดโมแครตกลับมาควบคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เมื่อสภาชุดใหม่เริ่มทำงานในวันที่ 3 มกราคม 2027 พรรคจะมีอำนาจกำหนดวาระของรัฐสภา ตรวจสอบรัฐบาล และต่อรองงบประมาณมากขึ้น ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ยังอยู่ในทำเนียบขาวและมีอำนาจยับยั้งกฎหมาย
สมมติฐานของผมคือ เดโมแครตจะใช้เวลาสองปีต่อจากนี้สร้างผลงานและความน่าเชื่อถือ โดยมีเป้าหมายทางการเมืองอยู่ที่การชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน 2028 เพื่อกลับเข้าสู่ทำเนียบขาว
ผมขอแบ่งการทำงานของพรรคอย่างคร่าว ๆ เป็นสองด้าน คือ นโยบาย (Policies) เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง และการเมือง (Politics) ตั้งแต่การตรวจสอบรัฐบาลไปจนถึงการเตรียมเลือกตั้งครั้งต่อไป
1. นโยบาย (Policies)
สำหรับพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรม ทั้งในบางส่วนของภาคใต้และแถบมิดเวสต์ เรื่องเร่งด่วนคือราคาน้ำมันดีเซล ปุ๋ย ค่าขนส่ง และความไม่แน่นอนของตลาดส่งออก ต้นทุนเหล่านี้กระทบกำไรของเกษตรกรโดยตรง แม้ราคาสินค้าที่ผู้บริโภคจ่ายจะแพงขึ้น เกษตรกรก็ไม่ได้มีรายได้ดีขึ้นตามเสมอไป
นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอาร์คันซอประเมินว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นจากความปั่นป่วนของเส้นทางขนส่งอาจทำให้เกษตรกรในรัฐมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 343 ล้านดอลลาร์ในปี 2026
ผมคาดว่าเดโมแครตจะพยายามรักษาคะแนนที่ได้เพิ่มมาในพื้นที่เหล่านี้ ผ่านมาตรการบรรเทาต้นทุนการผลิต การทบทวนภาษีที่กระทบวัตถุดิบ และการเข้าถึงตลาดส่งออก ควบคู่กับการดูแลบริการสุขภาพในชนบท อย่างไรก็ดี ชัยชนะในรัฐหนึ่งไม่ได้พิสูจน์ว่าเกษตรกรทั้งรัฐเปลี่ยนขั้ว ต้องดูทั้งการเปลี่ยนใจและการออกมาใช้สิทธิของคนแต่ละกลุ่ม
สำหรับเมืองและชานเมือง ภาระมักปรากฏผ่านราคาบ้าน ค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค และเบี้ยประกันสุขภาพ ผู้นำเดโมแครตประกาศว่าจะผลักดันการคืนเงินอุดหนุนเบี้ยประกันภายใต้ Affordable Care Act และพยายามย้อนกลับการตัดงบ Medicaid มาตรการด้านที่อยู่อาศัยและภาษีเพื่อช่วยครอบครัวก็น่าจะอยู่ในวาระของพรรค
คนเมืองจำนวนหนึ่งยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและการตรวจสอบรัฐบาล แต่ไม่ควรแยกง่าย ๆ ว่าคนชนบทเลือกเพราะเศรษฐกิจ ส่วนคนเมืองเลือกเพราะประชาธิปไตย ผลสำรวจผู้ใช้สิทธิของ AP พบว่าทั้งค่าครองชีพและการทุจริตเป็นประเด็นสำคัญในระดับประเทศ
ความน่าเชื่อถือของข้อเสนอเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับว่าประชาชนมีภาระลดลงจริงเพียงใด เดโมแครตต้องหาทางเจรจาให้เกิดผล แม้ไม่ได้ควบคุมทำเนียบขาว
นโยบายต่างประเทศ
นโยบายต่างประเทศเกี่ยวข้องกับเรื่องปากท้องโดยตรง ทั้งผลของสงครามต่อราคาพลังงานและภาษีนำเข้าที่เพิ่มต้นทุนสินค้า เดโมแครตจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นผ่านงบกลาโหม งบความช่วยเหลือต่างประเทศ และการตรวจสอบในคณะกรรมาธิการ
เรื่องแรกคือสงครามกับอิหร่าน ผู้นำเดโมแครตเคยส่งสัญญาณว่าจะพยายามจำกัดงบสำหรับสงคราม และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงเป้าหมาย ต้นทุน และทางออก พรรคสามารถใช้การพิจารณางบประมาณเป็นจุดต่อรองเพื่อผลักดันเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเพิ่มเติม แม้ทรัมป์ยังมีอำนาจด้านการทหารและการทูตอย่างมาก
สำหรับยูเครน ผมคาดว่าจะมีความพยายามผลักดันความช่วยเหลือเพิ่มเติมและตรวจสอบนโยบายต่อรัสเซีย ส่วนเวเนซุเอลาอาจเผชิญการไต่สวนเกี่ยวกับข้อตกลงด้านน้ำมันและการตัดสินใจของรัฐบาล ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับการรวบรวมเสียงและการเจรจากับทำเนียบขาว
สำหรับไทยและอาเซียน การทบทวนภาษีนำเข้าอาจเปิดพื้นที่ให้ประเทศคู่ค้าเรียกร้องความแน่นอนทางการค้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมไม่คาดว่าการเปลี่ยนเสียงข้างมากในรัฐสภาจะทำให้สหรัฐกลับไปสู่การค้าเสรีแบบเดิมโดยทันที การแข่งขันกับจีนและการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศยังเป็นแรงกดดันสำคัญ
ในมุมของอาเซียน จึงควรขยายการติดต่อทั้งกับฝ่ายบริหารและรัฐสภา อธิบายให้เห็นว่าความร่วมมือด้านการค้า พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานให้ประโยชน์กับประชาชนของทั้งสองฝ่ายอย่างไร
2. การเมือง (Politics)
ผมคาดว่าเดโมแครตจะเริ่มจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง เรียกเอกสารและเจ้าหน้าที่มาชี้แจง ก่อนเปิดไต่สวนสาธารณะ ส่วนจะนำไปสู่การแก้กฎหมายหรือการถอดถอน ต้องดูหลักฐานที่ได้
เมื่อควบคุมคณะกรรมาธิการ พรรคสามารถขอเอกสาร เรียกเจ้าหน้าที่มาชี้แจง และออกหมายเรียกตามกฎของแต่ละคณะ ประเด็นที่อาจถูกตรวจสอบมีตั้งแต่การใช้งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งสาธารณะกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ
การตั้งคำถามหรือเปิดสอบสวนยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าบุคคลใดกระทำผิด ความน่าเชื่อถือของรัฐสภาจะขึ้นอยู่กับหลักฐาน กระบวนการที่เป็นธรรม และการเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง ข้อพิพาทเรื่องเอกสารและเอกสิทธิ์ฝ่ายบริหารก็อาจต้องต่อสู้กันในศาล
การไต่สวนควรนำไปสู่การแก้กฎหมายด้วย เช่น ข้อจำกัดการซื้อขายหุ้นของเจ้าหน้าที่ระดับสูง การเปิดเผยผลประโยชน์ การคุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูล และระยะเว้นวรรคสำหรับผลประโยชน์ทางการเงินจากต่างประเทศหลังพ้นตำแหน่ง ร่าง Protecting Our Democracy Act ที่เดโมแครตเคยเสนอไว้เป็นตัวอย่างหนึ่ง แต่การผลักดันให้เป็นกฎหมายยังต้องผ่านการเจรจา และกติกาต้องใช้กับนักการเมืองทุกพรรคอย่างเท่าเทียม
วุฒิสภายังสามารถปฏิเสธผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารในตำแหน่งที่ต้องผ่านความเห็นชอบได้ อำนาจนี้ทำให้เดโมแครตมีบทบาทต่อการแต่งตั้งใหม่ แม้ไม่ได้ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งเดิมต้องออกจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ
ส่วนการถอดถอนทรัมป์เป็นครั้งที่สาม ผมมองว่าเป็นทางเลือกที่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะค้นพบ สภาผู้แทนราษฎรลงมติถอดถอนได้ด้วยเสียงข้างมาก ขณะที่การตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งในวุฒิสภาต้องใช้เสียงสองในสามของสมาชิกที่มาประชุม หรือ 67 เสียงหากสมาชิกทั้ง 100 คนเข้าประชุม จึงต้องอาศัยเสียงรีพับลิกันจำนวนหนึ่งด้วย
กรณีของริชาร์ด นิกสันแสดงให้เห็นว่าหลักฐานอาจเปลี่ยนสมดุลนี้ได้อย่างไร การสอบสวนวอเตอร์เกตและเทปบันทึกการสนทนาที่เชื่อมโยงนิกสันกับการปกปิดความผิดทำให้สมาชิกรีพับลิกันจำนวนมากถอนการสนับสนุน เขาลาออกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1974 ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรเต็มคณะจะลงมติถอดถอน
สถานการณ์ลักษณะนั้นยังสรุปล่วงหน้าไม่ได้สำหรับทรัมป์ จะต้องมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงตัวประธานาธิบดี และมีน้ำหนักมากพอให้สมาชิกรีพับลิกันเปลี่ยนจุดยืน การสอบสวนจึงอาจเดินหน้าได้โดยยังไม่ต้องกำหนดปลายทางว่าจะลงเอยด้วยการถอดถอน
เตรียมชิงทำเนียบขาวในปี 2028
เดโมแครตต้องเริ่มเตรียมการเลือกตั้งประธานาธิบดีตั้งแต่ตอนนี้ การได้เสียงข้างมากในสภาเปิดโอกาสให้พรรคสร้างผลงาน ส่วนการชนะในปี 2028 ยังต้องอาศัยการเลือกผู้สมัครและการทำงานในพื้นที่อีกมาก
ในสภา เดโมแครตน่าจะเลือกประเด็นที่รวบรวมเสียงข้ามพรรคได้ การผลักดันเรื่องค่ารักษาพยาบาล ภาระภาษี หรือต้นทุนการเกษตรอาจทำให้สมาชิกรีพับลิกันบางคนต้องเลือกระหว่างการสนับสนุนทำเนียบขาวกับความต้องการของผู้มีสิทธิในพื้นที่ของตน หากเกิดข้อตกลง เดโมแครตสามารถนำผลงานไปเสนอต่อประชาชน หากถูกขัดขวาง พรรคก็อาจใช้บันทึกการลงคะแนนหรือการยับยั้งกฎหมายเป็นประเด็นหาเสียง
พรรคยังต้องให้สมาชิกปรับข้อเสนอให้เข้ากับพื้นที่ สมาชิกจากรัฐเกษตรกรรมควรมีพื้นที่พูดเรื่องปุ๋ยและตลาดส่งออก ส่วนสมาชิกจากเขตเมืองต้องตอบโจทย์ที่อยู่อาศัยและบริการสาธารณะ การบังคับให้ทุกเขตใช้ข้อความหาเสียงเดียวกันอาจทำให้พรรคเสียโอกาสรักษาผู้มีสิทธิที่เพิ่งเปิดใจให้
อีกด้านหนึ่งคือการแข่งขันหาผู้สมัครประธานาธิบดี ผู้ที่สนใจลงสมัครจะใช้ช่วงเวลานี้สร้างเครือข่าย ระดมทุน ช่วยผู้สมัครคนอื่น และแสดงผลงานของตน ผู้สมัครของพรรคจะต้องรักษาฐานเสียงเดิม เข้าถึงผู้มีสิทธิอิสระ และแข่งขันในรัฐสมรภูมิได้
อีกเรื่องที่น่าจับตาคือการแบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อความได้เปรียบ หรือ gerrymandering เดโมแครตใช้แนวทางแบ่งเขตแบบพรรคพวกแล้วในแคลิฟอร์เนีย ผ่านแผนที่ชั่วคราวที่ผู้มีสิทธิอนุมัติภายใต้ Proposition 50 หน่วยงานของพรรคที่ดูแลการเลือกตั้งสภารัฐยังประกาศยุทธศาสตร์สร้างอำนาจในระดับรัฐเพื่อรับมือกับการแบ่งเขตของรีพับลิกันด้วย จึงมีเหตุผลที่จะคาดว่าการต่อสู้เรื่องแผนที่จะดำเนินต่อก่อนปี 2028
ในมุมของผู้วางยุทธศาสตร์ การรักษาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอาจขึ้นอยู่กับเพียงไม่กี่เขต พรรคจึงมีแรงจูงใจใช้ช่องทางที่กฎหมายแต่ละรัฐเปิดให้ แต่การแบ่งเขตเพื่อประโยชน์ของตนเองย่อมสร้างคำถามต่อความสอดคล้องกับวาระปกป้องประชาธิปไตยที่พรรคเสนอ
การควบคุมรัฐสภาในวอชิงตันไม่ได้ให้อำนาจเดโมแครตขีดเส้นเขตทั่วประเทศ แต่ละรัฐมีกติกา คณะกรรมการ และกระบวนการศาลของตนเอง แผนที่เขตเลือกตั้งเกี่ยวข้องโดยตรงกับที่นั่งสภาผู้แทนราษฎร ส่วนชัยชนะชิงทำเนียบขาวยังต้องได้เสียงคณะผู้เลือกตั้ง หรือ Electoral College เพียงพอ
เดโมแครตจึงต้องลงทุนกับองค์กรพรรคในรัฐสมรภูมิ คัดเลือกผู้สมัคร สร้างเครือข่ายอาสาสมัคร และทำให้ผู้สนับสนุนออกมาใช้สิทธิอีกครั้ง ผู้มาใช้สิทธิในปี 2028 จะไม่ใช่ผู้มาใช้สิทธิชุดเดียวกับปี 2026 ทุกคน พรรคจึงต้องทำงานในพื้นที่ต่อเนื่องไปจนถึงวันเลือกตั้ง
เมื่อรัฐสภากับทำเนียบขาวอยู่คนละฝ่าย
ภายใต้รัฐบาลแบ่งฝ่าย หรือ divided government ผมคาดว่ากฎหมายขนาดใหญ่จะผ่านได้ยากขึ้น ขณะที่การตรวจสอบและการต่อรองงบประมาณจะเข้มข้นขึ้น ทรัมป์อาจหันไปใช้คำสั่งฝ่ายบริหารและอำนาจที่มีอยู่มากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิพาทในศาลเพิ่มเติม
เดโมแครตสามารถสกัดกฎหมายที่ทรัมป์ต้องการ ส่วนทรัมป์สามารถยับยั้งกฎหมายของเดโมแครต การข้ามการยับยั้งต้องใช้เสียงสองในสามของทั้งสองสภา จึงยังจำเป็นต้องมีการสนับสนุนข้ามพรรค ข้อตกลงเฉพาะเรื่องอาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกัน
การเผชิญหน้าจะมีต้นทุนชัดเจนที่สุดเมื่อถึงเวลาพิจารณางบประมาณ หากตกลงกันไม่ได้จนงบขาดช่วง ก็มีความเสี่ยงที่หน่วยงานรัฐบางส่วนต้องหยุดทำงาน และประชาชนอาจไม่แยกความรับผิดชอบตามคำอธิบายของนักการเมือง
เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน 2028 เดโมแครตจะต้องกลับไปอธิบายว่าการได้เสียงข้างมากทำให้ประชาชนได้อะไร มีเรื่องใดที่พรรคเจรจาจนทำสำเร็จ และเรื่องใดที่ยังต้องได้อำนาจฝ่ายบริหารจึงจะเดินหน้าต่อได้ ผู้สมัครประธานาธิบดีของพรรคจะต้องนำผลงานและข้อเสนอนั้นไปขอความไว้วางใจจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกครั้ง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
