ธงทอง จันทรางศุ | มหาวิทยาลัย-เอกชน ต้องร่วมมือวิจัย-สร้างนวัตกรรมใหม่
คอลัมน์ หลังลับแลมีอรุณรุ่ง
สองสามวันที่ผ่านมาข่าวเรื่องกะเพราพันธุ์ใหม่เป็นข่าวครึกโครมอยู่ในช่องทางต่างๆ และไม่จำเป็นที่ผมจะต้องไปตะลุมบอนในประเด็นอะไรเพิ่มเติมโดยตรงอีกแล้ว
อย่างไรก็ดี เพียงแค่อ่านความเห็นของหลายท่านที่พูดเชื่อมโยงเรื่องนี้ไว้หลากหลายมาก มีความเห็นหนึ่งที่สะดุดตาและสะดุดใจผม เพราะสรุปความโดยย่อเป็นความเห็นที่บอกว่า งานวิจัยเรื่องกะเพรานี้เป็นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่รับจ้างหรือทำงานร่วมกับเอกชนก็แล้วแต่ ผู้แสดงความคิดเห็นมีทัศนะว่า ไม่สมควรที่มหาวิทยาลัยของรัฐจะไปร่วมมือกับเอกชนทำมาค้าขาย
สิ่งใดที่มหาวิทยาลัยโดยอาจารย์หรือพนักงานของมหาวิทยาลัยนั้นคิดค้นวิจัยขึ้นมาได้ต้องเป็นของหลวงหรือของสาธารณะสิ จะให้เอกชนมาเป็นเจ้าของหรือมีส่วนเป็นเจ้าของได้อย่างไร
ความเห็นอย่างนี้ผมเชื่อว่าเป็นความเห็นโดยสุจริต
แต่ลองฟังความเห็นโดยสุจริตอีกมุมหนึ่งจากผมบ้างไหมครับ
นี่เขียนไปแล้วรถทัวร์จะลงหรือเปล่าก็ไม่รู้เลย แต่เอาเถิด บางทีคนเราก็จำเป็นต้องขึ้นรถทัวร์บ้าง มัวนั่งแต่รถเก๋งได้อย่างไร ฮา!
เบื้องแรกต้องคำความเข้าใจเสียก่อนว่ามหาวิทยาลัยนั้นมีหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ตั้งแต่การผลิตบัณฑิต บริการทางวิชาการกับสังคม ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ
และหนึ่งในหน้าที่เหล่านั้น คือ การวิจัยหรือการสร้างองค์ความรู้ใหม่ สร้างนวัตกรรมใหม่ ให้กับโลกใบนี้
มหาวิทยาลัยในความคิดของโลกปัจจุบันจึงไม่ใช่ “โรงเรียน” ที่สอนหนังสือด้วยความรู้ที่มีมาแต่ดั้งเดิมเท่านั้น
หากแต่ต้องศึกษา ค้นคว้า วิจัยให้เกิดความรู้ใหม่หรือเกิดความคิดใหม่ขึ้นเสมอ
แน่นอนว่าผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ที่จะไปคิดกะเพราพันธุ์ใหม่หรือทุเรียนไร้หนามขึ้นมาได้
แต่ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายและเป็นครูสอนกฎหมายมานานปี ผมอาจจะพอยกตัวอย่างได้ว่า เรื่องที่เราสอนอยู่ในโรงเรียนกฎหมายเวลานี้เป็นความรู้ที่มีมาแต่เก่าก่อน
แต่มีเรื่องที่ท้าทายสติปัญญาของเราอีกมากที่ยืนรอเราคิดค้นคว้าหรือหาคำตอบอยู่ที่นอกห้องเรียนของเรา
ยกตัวอย่างเช่น สังคมไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ความเป็นสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบ
คณะนิติศาสตร์ทั้งหลายไม่ควรสอนหนังสือแต่เพียงว่ากฎหมายเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุที่เรามีอยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างไร
แต่เราต้องตอบคำถามตัวเองว่า กติกาที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ อะไรควรจะยกเลิก เรื่องใดควรจะมีขึ้นใหม่
กฎหมายจำนองที่มีมาเกือบ 100 ปีแล้วจำเป็นต้องปรับแก้ไขหรือมีแนวทางเลือกใหม่ให้เหมาะกับสังคมผู้สูงอายุที่อาจต้องคิดวิธีจำนองอสังหาริมทรัพย์แบบใหม่ หรือไม่ อย่างไร
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวไปไกล ถึงเวลาแล้วหรือยังบ้านเราจะต้องยอมรับประเด็นทางวิทยาศาสตร์ที่กระทบมาถึงชีวิตมนุษย์
นิยามคำว่า “ความตาย” ยังเหมือนเดิมอยู่หรือไม่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น
ความรู้เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ จากการนอนหลับฝันไป
แต่ต้องศึกษาวิจัย ดูว่าแบบแผนที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นอย่างไร
และเมื่อรู้แล้วก็ใช่ว่าให้ไปลอกการบ้านเขามาใช้ในบ้านเราทั้งดุ้น
เมืองไทยอย่างไรเสียก็เป็นเมืองไทยอยู่ดี กฎหมายใหม่และกติกาใหม่ในเรื่องเหล่านี้ควรต้องฟังความความคิดเห็นและข้อเท็จจริงเราประกอบด้วย ต้องมีการสัมภาษณ์ มีการเก็บข้อมูลภาคสนาม มีการจัดกลุ่มหารือวงเล็กที่เรียกว่า Focus Group และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย
จะนำความคิดของนานาชาติมาบวกรวมหรือปรุงแต่งเข้ากับความคิดพื้นฐานอย่างไทยของเราอย่างไรจึงจะพอเหมาะ
การทำงานเหล่านี้นี่เองที่เราเรียกว่า “วิจัย”
แต่ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของงานวิจัยในสถาบันอุดมศึกษางต่างๆ คือข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณและการสนับสนุนในเรื่องอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ ในต่างประเทศหลายประเทศกำหนดเป็นเกณฑ์มาตรฐานไว้เลยทีเดียวว่า งบประมาณเพื่ออุดหนุนการวิจัยและสร้างนวัตกรรมใหม่ต้องมีสัดส่วนเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้ของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือเป็นสัดส่วนอย่างไรเมื่อเปรียบกันกับจีดีพีของประเทศในแต่ละปี
เท็จจริงอย่างไรไม่รู้แต่ต้องฝากท่านทั้งหลายไปช่วยกันสอบทานว่า งบประมาณที่จัดสรรไว้เพื่อการวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งรวมกันของประเทศไทย ในปีที่ผ่านมาคือปี 2569 กับงบประมาณปีใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อไม่กี่วันนี้มากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร
เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมไปที่จังหวัดน่าน ที่นั่นกำลังมีแนวคิดที่จะปรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตน่าน ให้มีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยน่านโดยเฉพาะขึ้นมา เพื่อให้เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็กที่ตอบโจทย์ของท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างแม่นยำ
และเป็นมหาวิทยาลัยที่ “จิ๋วแต่แจ๋ว”
ผมได้เห็นห้องแล็บหรือห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นโครงการนำร่องในการสกัดพืชที่เราเห็นกันอยู่ดาษดื่น ให้เหลือแต่สารที่มีคุณภาพวิเศษวิโสสามารถนำไปผลิตยาได้
กล่าวคือ แทนที่จะขายพืชผักของเราแบบเป็นกิโลกรัมและได้ราคาที่ผู้ปลูกขาดทุนเป็นประจำทุกปี เราน่าจะได้เลือกปลูกเฉพาะพืชบางอย่างที่สามารถสกัดของวิเศษที่แทรกซึมอยู่ในพืชผักเหล่านั้นและนำไปใช้ประโยชน์ในการทำยารักษาโรคหรือแม้กระทั่งยาบำรุงเสริมความงามซึ่งเป็นเรื่องที่โลกทุกวันนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งมิดีกว่าหรือ
ห้องแล็บแบบนี้ การของบประมาณจากทางราชการไม่ง่ายเลย
และถ้ามีขึ้นแล้วครั้งหนึ่งก็อย่าได้หวังจะได้งบประมาณมาซ่อมแซมดูแลหรือซื้อเครื่องมือใหม่ให้ทันยุคทันสมัยอยู่เป็นประจำ
วิธีคิดแบบราชการของเราไม่คุ้นเคยกับวิธีคิดแบบเอกชน
เพราะฉะนั้น ห้องแล็บที่มหาวิทยาลัยน่านในอนาคตจึงได้รับการสนับสนุนจากเอกชนรายสำคัญ ที่เรียงเห็นความสำคัญของงานวิจัยอย่างนี้
ให้โชคดีเหลือเกินที่เอกชนรายนี้มารูปแบบของมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไร งานวิจัยหรือนวัตกรรมที่มหาวิทยาลัยสร้างขึ้นได้จึงไม่มีประเด็นอ่อนไหวเหมือนอย่างเรื่องกะเพราในเวลานี้
แต่เราต้องย้อนถามตัวเองเหมือนกันว่า มีมูลนิธิอย่างนี้อยู่กี่มูลนิธิในประเทศไทย และมูลนิธิทั้งหลายจะโอบอุ้มมหาวิทยาลัยได้ทุกมหาวิทยาลัยกระนั้นหรือ
ไม่ว่าเราจะพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม ความจริงที่หนีไม่พ้น คือ รัฐบาลทั้งหลายในโลกนี้เป็นคุณพ่อลูกดกที่มีหน่วยงานร้องกระจองอแงขอเงินงบประมาณสนับสนุนอยู่เหลือคณานับ อย่างไรเสียก็ไม่สามารถจัดเงินงบประมาณอุดหนุนการวิจัยให้กับสถาบันอุดมศึกษาได้อย่างสมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่คาดหวัง
ในประเทศทั้งหลายจึงมีแบบแผนที่บริษัทเอกชนจะร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาเพื่อทำการศึกษาวิจัยและสร้างนวัตกรรมใหม่ แต่แน่นอนว่าเมื่อเป็นเอกชนแล้วจะให้เขามีจิตสาธารณะ คิดทำการกุศลอยู่ทุกวันได้อย่างไร ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับเอกชนจึงเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาต่อรองและทำงานร่วมกันโดยที่ทั้งสองข้างได้รับประโยชน์
ข้างฝ่ายมหาวิทยาลัยก็ได้งานวิจัยที่เป็นนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น อาจารย์และนิสิตนักศึกษาได้ทดลองของจริง และเป็นงานวิจัยที่เมื่อทำเสร็จแล้วไม่ต้อง “ขึ้นหิ้ง” เพราะรู้อยู่ว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ เกิดทรัพย์สินทางปัญญาเกิดตำราทางวิชาการ
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็มีทั้งประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ที่อาจคำนวณเป็นเงินทองได้
ด้วยหลักคิดอย่างนี้ ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่พูดกันอยู่ในเวลานี้ จึงได้แก่ “สิทธิบัตร” ซึ่งเป็นอำนาจที่ผู้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรสามารถได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นตัวเงินในห้วงเวลาหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากเป็นผู้ได้ลงทุนลงในการค้นคว้าวิจัยเพื่อได้สิทธิบัตร นั้นเกิดขึ้น แต่เมื่อหมดเวลาที่กฎหมายคุ้มครอง ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมหรือพันธุ์พืชนั้นก็จะกลายเป็นของสาธารณะเพื่อทุกคนได้ใช้ประโยชน์ต่อไปในระยะยาว
กฎหมายว่าด้วยเรื่องสิทธิบัตรบ้านเราแม้ใช้มานานหลายสิบปีแล้ว เนื่องจากกฎหมายฉบับแรกในเรื่องสิทธิบัตรนั้นออกมาเมื่อพุทธศักราช 2522 แต่ยังมีคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ปลื้มหรือไม่คุ้นเคยกับกฎหมายชนิดนี้
ลองนึกเปรียบกับกฎหมายเรื่องลิขสิทธิ์ดูบ้างสิครับ ผู้ที่สร้างงานเขียนหรือวรรณกรรมทั้งหลายขึ้น แต่เดิมมาสมัยพระเจ้าอู่ทองหรือพระนารายณ์มหาราชก็ไม่มีกฎหมายเรื่องลิขสิทธิ์หรอกครับ ความคิดเรื่องนี้เพิ่งเกิดมีขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ห้านี้เอง
งานเขียนของผมที่ท่านทั้งหลายกำลังเผลอตัวอ่านอยู่เวลานี้ก็มีลิขสิทธิ์นะครับ ใครจะเอามาพิมพ์ขายเปล่าๆ ปลี้ๆ ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน
การมีกฎหมายลิขสิทธิ์ก็เป็นเครื่องจูงใจอย่างหนึ่งให้ผมและอีกหลายคนขยันเขียนหนังสือสร้างงานใหม่ขึ้นมาในโลกวรรณกรรม
ฉันใดฉันนั้นเลยครับ กฎหมายสิทธิบัตรก็เป็นแนวคิดที่จูงใจให้คนทั้งหลายสร้างนวัตกรรม สร้างของใหม่ขึ้นในโลกนี้ คนทั้งหลายที่ได้ยอมอดตาหลับกับตานอนอยู่ในห้องแล็บก็เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีคุณค่าและสามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้
หากเรากวาดตาไปให้ทั่วโลกใบนี้ จะพบว่ามหาวิทยาลัยในทุกประเทศจำเป็นต้องสร้างงานวิจัยเพื่อเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง เป็นการปฏิบัติตามพันธกิจของการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่แตกต่างจากโรงเรียนที่ทำหน้าที่เพียงสอนหนังสืออย่างยุคโบราณ
เพราะฉะนั้น โปรดอย่าโมโหโกรธาเลยถ้ามหาวิทยาลัยของเราจะร่วมมือกับเอกชนสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาในโลกนี้ ในสายตาของผมแล้วเป็นเรื่อง วิน-วิน ด้วยกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ผม ผู้เป็นแนวหน้ากล้าตายขอโยนประเด็นนี้มาในวงสนทนาเพื่อความประเทืองปัญญาของพวกเรา
ขอเชิญท่านที่ไม่เห็นด้วย โปรดขับรถทัวร์มาเยี่ยมผมได้เลยนะครับ
ก่อนจะเขียนบทความชิ้นนี้ผมเตรียมลานจอดรถทัวร์ไว้ให้ท่านพร้อมแล้วครับ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
