- อ่าน นัวร์โพลิติกส์
- อ่าน GREEN เดียร์
- อ่าน UN-TERTAINMENT ‘ธิปไตย
- อ่าน เนแน่วแน่ หนูนายกฯ นานนาน
- อ่าน มหาทุกข ‘พลัส’
- อ่าน ‘น้ำเงิน’ นี้ สี ‘ขาว’
- อ่าน บ่อน ‘เซาะ’ ร่วง ‘กราว’ ความมั่นคง
- อ่าน กกต. = ข้างบน I WANT TO BELIEVE
- อ่าน กำแพง มี ‘หนู’ ประตู มี ‘เน’
- อ่าน ‘เขียว’ เหนี่ยวบุญ หนุน ‘น้ำเงิน’
- อ่าน รักยาว ให้บั่น ‘ขาสั้น’ นุ่งต่อ
….
ราว 2 ปีก่อนคนไทยจำนวนไม่น้อยเคยโพสต์เยาะเย้ย บ้างก็แซวการเมืองของสหรัฐ
ในฐานะระบบการเมืองที่เปิดโอกาสให้คนแบบโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาเป็นประธานาธิบดี
ทั้งยังชี้ให้เห็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยตะวันตก ก่อนส่งสัญญาณว่า ไทยเราหากจะลอกเลียนแบบระบบการเมืองตะวันตก ระวังจุดจบจะเป็นแบบนั้น
แต่ไม่ว่าระบบการเมืองสหรัฐจะดีชั่วอย่างไร ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา วันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าในโครงสร้างดังกล่าวก็เปิดโอกาสให้พรรคเดโมแครตกลับมาชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในศึกเลือกตั้งกลางเทอม กวาดเก้าอี้ทั้งสภาสูงและสภาล่างในสัปดาห์นี้
ก่อให้เกิดการตรวจสอบ-ถ่วงดุลอำนาจครั้งใหญ่ จากนี้อีก 2 ปีของโดนัลด์ ทรัมป์ จึงไม่ง่าย และนี่คือเสน่ห์ของประชาธิปไตยแบบอเมริกา
ตัดกลับมาที่ประเทศไทย หลังฝ่ายรัฐบาลได้โอกาสที่ฝ่ายค้านมอบให้ ยอมเลื่อนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจไปเป็นต้นเดือนธันวาคม ทำให้รัฐบาลมีโอกาสได้หายใจหายคอ อ่านเกมฝ่ายค้าน และหาวิธีแก้เกม เพื่อลดข้ออ้างศึกอภิปรายให้ได้มากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันโครงการโซลาร์ประชาชนหวังมัดใจล้านครัวเรือนให้สามารถเข้าถึงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานครั้งใหญ่ของประเทศได้
แต่ประชานิยมสีน้ำเงินรอบนี้กลับไม่เป็นดังที่หวัง
ตัวโครงการถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มค่าจากเงินกู้ที่ใช้สูงถึง 5 หมื่นล้านบาท ภาระการคลังของประเทศ คนที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องแบกภาระค่าไฟเพิ่มไหม
ไปจนถึงคำถามปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การอนุมัติ ไปจนกระทั่งกระบวนการติดตั้ง เกิดข้อสงสัยเรื่องหัวคิวส่วนต่างกำไรจนเป็นข่าวดัง
ยังไม่นับคำถามเรื่องการกีดกันผู้ประกอบการรายย่อย (SME) หลังมีการวางเงื่อนไขแบงก์การันตีไว้สูง รวมถึงตั้งภาระรับประกันนาน ในทางหนึ่งก็เป็นการสกัดรายเล็กที่มี
ทุนหมุนเวียนน้อยและเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่ที่มีความใกล้ชิดผู้มีอำนาจ รวมถึงคำถามเรื่องการพึ่งพาการนำเข้าจากจีนมากไป
ทำไปทำมา “โซลาร์เซลล์ประชาชน” ที่หากอ่านหลักการของโครงการ ก็ดูน่าสนใจ แต่พอปฏิบัติจริงกลับเกิดคำถามขึ้นมากในสังคม
ยิ่งนานวัน ความไม่ชอบมาพากลยิ่งโผล่ขึ้นมาก กลายเป็นโครงการที่ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน
ไม่รู้การเลื่อนระยะเวลาซักฟอกออกไปหนึ่งเดือนจะเป็นคุณกับรัฐบาลจริงไหม เพราะจนถึงวันนี้ ฝ่ายค้านทั้งพรรคสีส้มและพรรคสีฟ้าน่าจะจองกฐิน “นโยบายโซลาร์เซลล์ประชาชน” เป็นหนึ่งในนโยบายซักฟอกรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ต้องไม่ลืมแผลเก่าจำนวนมากในอดีตที่รัฐบาลสีน้ำเงินก่อไว้นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งซึ่งจะกลายมาเป็นมูลเหตุของการซักฟอกได้ทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเอไอพาสปอร์ต, คดีทุจริตสอบราชการท้องถิ่นครั้งใหญ่, ปัญหาไอ้โม่งกักตุนน้ำมันที่ยังลอยนวล, ปัญหามาเฟียจังหวัดท่องเที่ยว, ปัญหาแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทุกระดับ, ปัญหาคดีโกงเลือกวุฒิสภากลายเป็น ส.ว.สีน้ำเงิน, ปัญหาต่างชาติสีเทา, สแกมเมอร์เชื่อมโยงผู้มีอำนาจในรัฐบาล, ปัญหาขยะพิษที่กำลังลุกลามบานปลาย, ปัญหาการแทรกแซงแต่งตั้งองค์กรอิสระ, ปัญหาความไม่ชอบมาพากลในโควต้ากองสลาก, การพยายามแทรกแซงสื่อสาธารณะ, ความล้มเหลวในการเตือนภัยและบริหารจัดการภัยพิบัติ เช่น กรณีน้ำท่วมครั้งล่าสุด, คดีที่ดินเขากระโดง, คดีหลีกเลี่ยงแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของอดีตแกนนำค่ายสีน้ำเงิน
นั่นคือตัวอย่าง “แผล” ทางการเมืองของรัฐบาลสีน้ำเงิน ที่พร้อมจะถูกฝ่ายค้านสะกิดเปิดปากแผลเล่นงานสีน้ำเงินได้เสมอ
แต่กระนั้น ฝ่ายผู้มีอำนาจสีน้ำเงินเองก็ยิงปืนใส่ขาตัวเอง หาเรื่องให้ฝ่ายค้านหยิบมาโจมตีเล่นงานรัฐบาลได้ไม่เว้นแต่ละวัน
สัปดาห์นี้ได้เห็นการพยายามขยับเพื่อริบอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายค้านอย่างชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ประธานรัฐสภาออกกฎ ให้อำนาจในการเรียกบุคคลมาสอบสวน ตรวจสอบ ต้องออกเป็นมติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร (กมธ.) เท่านั้น ห้ามมิให้ประธาน กมธ. ใช้อำนาจในการเรียก
นั่นเท่ากับเป็นการยึดอำนาจสุดท้ายของฝ่ายค้านไปเรียบร้อย ใครก็รู้ว่า กมธ.ชุดต่างๆ เสียงฝ่ายรัฐบาลคือเสียงส่วนใหญ่ โหวตยังไงก็แพ้รัฐบาล
วัฒนธรรมการเมืองของสภาไทยหลังศึกเลือกตั้งจึงใช้ระบบโควต้าแบ่ง กมธ.ให้พรรคฝ่ายค้าน มิฉะนั้น ฝ่ายค้านจะไม่สามารถทำงานตรวจสอบรัฐบาลได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและหลักการแบ่งอำนาจ
แต่วันนี้รัฐบาลค่ายสีน้ำเงินริบอำนาจนี้ไปเป็นที่เรียบร้อย มิหนำซ้ำไม่กี่วันต่อมา แกนนำฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลสีน้ำเงินยังเตรียมเสนอแก้กฎหมาย ให้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการคณะต่างๆ มาจากการโหวตของสมาชิก
ถือเป็นการเปิดปฏิบัติการใหม่อีกสนามรบ จ่อยึดเก้าอี้ประธานกรรมาธิการคืนจากฝ่ายค้านอีก
แต่ที่หนักมากกว่าริบอำนาจฝ่ายค้านคือการขยับของ กกต.ในสัปดาห์นี้
หลังมีมติและความเห็นที่เป็นคุณกับคำร้องที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจค่ายสีน้ำเงินมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคดีโกงฮั้ว ส.ว. มาจนกระทั่งคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด ล่าสุด ยังใช้มติเสียงส่วนใหญ่ ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยว่าศาลฎีกาฯ ไม่มีอำนาจในการเข้ามาก้าวก่ายพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับคดีโกงฮั้ว ส.ว. หวังสกัดการเข้ามาตรวจสอบคุณสมบัติ ส.ว.
ถือเป็นปฏิบัติการครั้งประวัติศาสตร์ครั้งแรก ที่องค์กรอิสระพยายามใช้นิติสงครามกับอำนาจฝ่ายตุลาการ
เลี่ยงไม่ได้ที่คนจะมองว่าระบอบสีน้ำเงินวันนี้ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองอยู่รอดในเก้าอี้อำนาจ
การขยับสู้หวังกินรวบทุกระดับ การพยายามใช้วิธีทางอำนาจนิยม ในแง่หนึ่งจึงสะท้อนความเปราะบาง ผู้มีอำนาจไร้ความสามารถที่จะสร้างการนำและยินยอมยอมรับในหมู่ประชาชนด้วยวิธีการทางการเมือง
นับวันยิ่งถอยห่างจากเสียงทักท้วงของผู้คน ที่ทำได้ก็เพียงพิธีกรรมรับฟังเสียงประชาชนอย่างฉาบฉวย
วิธีการบริหารความสัมพันธ์ในพรรคร่วมรัฐบาลระหว่างค่ายสีน้ำเงินกับค่ายสีแดงเอง หลักการจึงไม่ได้ต่างกับที่รัฐบาลบริหารประเทศอยู่ในเวลานี้
สัปดาห์นี้เราได้เห็นภาพความชื่นมื่น เหตุการณ์ร้องเพลงสลับกันระหว่าง “หนู” (อนุทิน ชาญวีรกูล) และ “เชน” (ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ในงานเลี้ยงอาหารค่ำประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.อุดรธานี
โดยอนุทินได้ร้องเพลง “ใช่เลย” และยศชนันได้ร้องเพลง “คนสุดท้าย” ตอบกลับ มีการจับมือและสวมกอดกัน ภาพออกมาดูแล้วรัฐบาลดูเหมือนแน่นแฟ้น กลมเกลียวกันอย่างยิ่ง
แต่ในความกลมเกลียวหน้าฉาก ก็เต็มไปด้วยความอิหลักอิเหลื่อหลังฉาก
เพราะในอีกด้านหนึ่ง ค่ายสีน้ำเงินเองก็เพิ่งเปิดหน้าโชว์ความสัมพันธ์กับค่ายสีเขียวพรรคกล้าธรรมแบบชื่นมื่นเมื่อสัปดาห์ก่อน
ยิ่งสีน้ำเงินใกล้ชิดสีเขียวเท่าไร คนที่ระแวงที่สุดก็หนีไม่พ้นค่ายสีแดง แต่สีน้ำเงินก็เพียงสานสัมพันธ์ค่ายสีเขียวไว้เพื่อถ่วงดุล โดยไม่มีวี่แววดึงร่วมรัฐบาล ปล่อยให้เป็นฝ่ายคอยต่อไปเรื่อยๆ
ขณะที่อีกฟากหนึ่งก็ใช้คดีความ-นิติสงคราม กับผู้นำจิตวิญญาณค่ายสีแดง กดให้เคลื่อนไหวอยู่ในร่องในรอย อย่าริอาจวิจารณ์ผลงานรัฐบาล
นี่คือความเชี่ยวกรากของการบริหารความสัมพันธ์สไตล์บ้านใหญ่สีน้ำเงิน
ในสภาพที่คนไทยผู้อ่อนไหวกับข่าวลือ กำลังตื่นเต้นกับข่าวโซเชียลเรื่องกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง (ทั้งที่ประเทศอื่นๆ เขาทำกันมานานแล้ว) ภาพการกอดซบกันของ 2 แกนนำค่ายสีน้ำเงิน-แดง ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้จึงสะท้อนความเก๋าเกม-โชว์ศักยภาพจำนวนเสียงที่จะใช้ในการต่อสู้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้น
ไม่ต้องหวังพึ่งค่ายสีเขียว ปล่อยให้กล้าธรรมเป็นพรรค “กระเป๋าฉุกเฉินของรัฐบาล” ต่อไป
เป็นการกอดกัน เพื่อให้เห็นว่าไม่ว่าการเมืองจะกดดัน มีข่าวคลื่นใต้น้ำหรือความไม่พอใจแค่ไหน แต่ผู้บริหารค่ายสีน้ำเงินและรัฐบาลภูมิใจไทยก็เอาอยู่
ไม่ว่าปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของวิกฤตระดับไหน ผู้มีอำนาจก็เอาอยู่ แต่เป็นการเอาอยู่แบบเน้นปัญหาเฉพาะหน้า เน้นการปะผุ มากกว่าแก้ปัญหาระดับรากฐาน
ระบบการเมือง โครงสร้างสถาบันต่างๆ ก็แทบหวังพึ่งพามิได้ อำนาจพรรคฝ่ายค้านที่มียังถูกริบเอาไปได้
เราจึงอยู่กับการเมืองที่อึมครึมดูไร้แสงสว่าง อยู่กับเศรษฐกิจที่มืดมนดูไร้หนทาง และอยู่กับสังคมที่ตีบตันดูไร้ทางออก
เราน่าจะอยู่กับประเทศที่อนาคตดูริบหรี่ บรรยากาศบ้านเมืองที่ดูอึดอัด วังเวง ซบเซา ไปอีกสักระยะ
