จากอดีตเสือตัวที่ 5 สู่คำเตือน ‘เวเนซุเอลาโมเดล’ สนทนา ดร.การดี ผู้ที่คิด 3 คำสะเทือนภูมิใจไทย!
MatiTalk | พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
“เข้ามาการเมืองมาก็เหมือนกับเราเปลี่ยนอาชีพ มีเจ้านายใหม่คือประชาชน คนที่เสียภาษีให้เรา การเข้ามาการเมืองครั้งนี้มันก็มีทั้งคนเตือนอยู่แล้วว่า รนหาที่ หาเรื่อง ปกติชีวิตก็ดีอยู่แล้ว เข้ามาทำไม แต่ก็มีความรู้สึกว่า เมื่อเราเกิดมาทั้งที เราเห็นประเทศเป็นแบบนี้ จากทั้งงานวิจัยที่เราทำ ภาคเอกชนที่เราเคยอยู่ เราอยากเห็นประเทศมันดีขึ้น ก็เลยคิดแบบง่ายๆ ว่า ความรู้-ทักษะที่เราพอมีน่าจะมาช่วยทำงานด้านการเมืองได้บ้าง ก็ไม่ได้รู้สึกว่าคิดผิดเลย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็จะตัดสินใจเหมือนเดิม”
เป็นความในใจในช่วงครบ 1 ปีพอดีของการเข้ามาทำงานการเมืองของการดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สร้างปรากฏการณ์ 3 คำเขย่ารัฐบาลก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ระหว่างการให้สัมภาษณ์รายการ MatiTalk
โง่ ห่วย เลว สะเทือนรัฐบาล?
ต้องเรียนตรงๆว่าแปลกใจไม่แพ้ใครเลย ที่มาวันนั้นเราแถลงเรื่องอื่นด้วยซ้ำ คือน้ำท่วม-เงินเยียวยา แล้วมีพี่นักข่าวถามว่า เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไรบ้าง ก็อธิบายตรงๆ ว่าในฐานะที่เป็นคนทำข้อมูล ได้วางกรอบความคิดไว้ว่า 1. ขีดความสามารถสติปัญญา 2. ก็เรื่องความสามารถในการจัดการ และ 3. จริยธรรมและการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือว่าง่ายๆ ก็คือ โง่ ห่วย เลว แค่นั้น
คือมันเป็นกรอบในการทำข้อมูล แต่พอมันออกไปในสื่อ ดิฉันว่าดิฉันก็พูดสุภาพนะ ไม่ได้กระโชกโฮกฮาก หรือชี้หน้าด่าใคร เพราะไม่ใช่คนที่สลิ้งแตกหรือเป็นคนขี้โมโหอยู่แล้ว
แต่พอถูกตัดนำเสนอเป็นภาพ 3 คำ ทำให้มันเกิดเป็นอิมแพ็กต์มาก คนที่รับสารร้อนขึ้นมาทันที ท่านยังไม่ได้ฟังทั้งหมดแน่เลย คงจะอ่านแค่ 3 คำ ไม่ได้อ่านบรรทัดก่อนหน้า
มันอาจจะสะกิดถูกจุดหลายฝ่าย จากคนที่ได้รับความเดือดร้อน ณ ตอนนี้ซึ่งมันก็แผลสด อย่างการจัดการภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งมันก็เพิ่งเกิดมาไม่ถึงปีด้วยจากกรณีที่หาดใหญ่ สิ่งนี้มันอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนที่เดือดร้อนเห็นภาพตรงกันโดยไม่ต้องพูดอะไรมาก
ถ้าเราจะมองว่า วิกฤตที่รุมเร้ารัฐบาลที่เข้ามาในช่วงเวลาใกล้ๆ กันเป็นหน้าที่ที่ทุกรัฐบาล ถ้าเข้ามาบริหารแล้วหวังว่าจะอยู่สบายเป็นแบบสุขนิยมเหมือนเดิมก็ไม่ใช่ การคัดสรรคนที่เข้ามาเป็นผู้บริหารในระดับสูงในบางเรื่อง บางท่านก็ดีมากๆ แต่บางเรื่องก็ไม่สมควรจะเป็นเช่นนั้น
ไม่เข้าใจว่าพรรคใหญ่ขนาดนี้ตัวเลือกไม่มีเลยเหรอ หรือว่ามันจะเป็นการยึดโยงไปถึงความต้องการเข้ามาคุมเกมอำนาจ ที่ย้อนไปตั้งแต่การเลือก ส.ว. การโกงสอบท้องถิ่น การจัดการภัยพิบัติ การจัดซื้อจัดจ้างที่มีข้อสงสัย
ทั้งหมดนี้มันคือสิ่งที่คาใจประชาชนแล้วมันทับถมมาเรื่อยๆ
แต่ปรากฏว่าพวกเราไม่เคยได้รับคำตอบเลย รัฐบาลมักจะไม่ตอบคำถามในสิ่งที่ประชาชนถาม แต่จะตอบในทำนองที่จะดึงความสนใจไปเรื่องอื่น ได้รับแต่ท่าทีเสมือนการ “เบิ๊ดกะโหลก” ใครถามก็เจอผัวะ! ทั้งที่ประเทศไทยเรามาถึงขั้นนี้แล้ว
เราจะยอมอยู่แบบนี้จริงหรือ?
ยิ่งขีดความสามารถในการบริหาร ต้องเรียนว่า ทุกรัฐบาลจะมีวิกฤตเป็นของตัวเอง ทั้งวิกฤตจากภายนอก เช่น เรื่องของสงคราม-ราคาน้ำมัน ที่มีผลกระทบต่อค่าครองชีพ และวิกฤตที่เขาสร้างด้วยตัวเอง ซึ่งมันก็อยู่ที่ขีดความสามารถในการจัดการบริหารตรงนี้
เช่น ภัยพิบัติเราก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิด แต่ความเสี่ยงหรือข้อมูลที่มีมันย้อนกลับมาที่ว่า การจัดการ การป้องกัน การเตือนภัย คุณบริหารได้ดีเท่าที่มันควรจะเป็นหรือยัง

ห่วงอนาคต
เราเองมีความหวังกับประเทศไทยเสมอ แม้ว่าเราจะบ่น เราจะวิจารณ์ จะตรวจสอบ แต่นั่นก็เป็นเพราะว่าเรามีหน้าที่
แต่สิ่งที่มันหายไปจากความฝัน ขออนุญาตเล่าว่า ตอนเด็กๆ ที่เลือกเรียนวิศวะเพราะว่ามันมีความฝันมีความหวังว่าประเทศว่าเราจะเป็นเสือตัวที่ 5 มีความรู้สึกว่าเราโตมาด้วยความหวังแบบนี้ แล้วเราต้องขยัน ต้องทำตัวให้เก่งให้เท่าทัน เพื่อที่ว่าเราจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พัฒนาประเทศให้ดีขึ้น
มาวันนี้อย่าว่าแต่ไปถามเด็กๆ เราเป็นผู้ใหญ่แล้วแค่เราจะตอบตัวเองว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะไปอยู่ตรงไหนในเวทีโลก คิดแล้วสงสารเด็กๆ รวมทั้งสงสารตัวเองด้วยว่าเราตอบไม่ได้
วันนี้เรื่องของเทคโนโลยีเราจะเป็นตัวแทนของอะไร จะเป็นซัพพลายเชนด้านไหน มันก็เลยเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ก่อนหน้า (สมัยเป็นนักวิจัยอนาคตศาสตร์) เราเคยมีความหวังว่า จากข้อมูลที่ป้อนให้กับรายงานของเวิลด์แบงก์แล้ว เรารู้สึกตื่นเต้นมากเลยว่าประเทศเราเคยมีศักยภาพเต็มไปหมด
การประชุมระดับโลกอย่าง IMF World Bank Conference ที่เพิ่งจัดไป สิ่งที่เราขาดหายไปคือ “โอกาส” ในการที่เราบอกกับโลกว่า เราพร้อมแล้วนะที่เราจะเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ เราพร้อมที่จะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมใดๆ ส่วนตัวคิดว่ามันยังไม่ชัด
จึงเป็นสิ่งที่เสียดายโอกาสที่เรารอมาถึง 35 ปี
แล้วเวลาเราดูกลุ่มที่เป็นผู้บริหาร ณ ตอนนี้ มันก็มีบางคนที่เราเชื่อมือ แต่ก็มีบางคนที่แบบ “เฮ้ยมายังไงวะ” หรือความรู้สึกส่วนตัว พูดตรงๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่ไปหมด เราแค่มีความหวังว่า ให้พวกเขาพอมีจิตสำนึกบ้าง ไม่ต้องเยอะก็ได้ เอาแค่นิดเดียว แค่มีจิตสำนึกว่า ถ้าประเทศไทยจะอยู่อย่างยั่งยืนและสงบสุขได้ ควรจะมีการเปิดกว้างมากกว่านี้
วันนี้มีความรู้สึกว่า ความชอบธรรมและความยุติธรรมของสังคมเป็นสิ่งที่ร้าวราน ไม่อยากให้คนรู้สึกว่าเราอยู่ในสภาวะยอมจำนน ทั้งที่เรามีข้อมูล-ข้อเท็จจริงมากมาย ตอนนี้มันเหมือนสะกดจิตคนให้เชื่อว่าที่เราเป็นอยู่คือสิ่งที่ดี โดยสิ่งที่ถูกลืมไปเลยในเรื่องความชอบธรรม
ที่ผ่านมาจึงมีเพื่อนหลายๆ คนเป็นห่วงเวลาที่เราออกมาพูดอะไร ก็ขอบคุณมากที่เป็นห่วง แต่เชื่อว่า ถ้าเรายืนอยู่บนหลักที่ดี มีหลักการทำดี ทำถูกหน้าที่ มันก็น่าจะพอช่วยเราได้บ้าง
ก็ยังมีความหวัง แม้ริบหรี่อย่างไรก็ต้องห้ามหมดหวัง
ห่วงประเทศไทย รัฐล้มเหลว – โมเดลเวเนซุเอลา?
ช่วงระยะเวลา 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ มาคุยกันเรื่อง Fragile States Index (FSI) หรือความเปราะบางของรัฐเรา
เอาง่ายๆ คือว่า เรามองภาพเวเนซุเอลา มองภาพกัมพูชา เราไม่อยากที่จะไปจุดนั้นอยู่แล้ว จริงๆ เราไม่ถึงขั้นใกล้ประชิด แต่เพียงว่ามันมีเส้นทางที่เราเริ่มเห็นแล้ว ก็คือว่า ความชอบธรรมของรัฐที่มั่นคงในอำนาจแต่ไม่ชอบธรรมในเรื่องของการบริหารจัดการ เราเริ่มเห็นถึงความเปราะบางในเชิงของเศรษฐกิจ เรื่องของหนี้สาธารณะ เรื่องของการใช้งบประมาณต่างๆ ซึ่งมันก็จะมาส่งผลต่อสวัสดิการ
ระยะหลังๆ แม้ว่าอิตาลีหรือฝรั่งเศสเขาไม่ได้อยู่ใน Failed States แต่ว่ามันเกิดการจลาจล แล้วมันก็จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในทางวิชาการบอกว่า มันเป็นโรคติดต่อประมาณหนึ่ง คือเหมือนว่าเห็นประเทศนั้นทำตรงนี้แล้วมันก็ส่งผลต่อประเทศอื่นๆ ด้วย
เช่นเดียวกันมันทำให้เรารู้สึกว่าในฐานการวิเคราะห์ นี่คือสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เราคงจะต้องเร่งพึงระวังไว้ให้ดี
พอเราไปดูในข้อมูลจริงๆ ดัชนีความเปราะบางรัฐมันก็มีรูปแบบของมัน เขาวิเคราะห์ไว้ว่าของเรามีความเปราะบางเชิงระบบ ไม่ใช่เศรษฐกิจ แต่เป็นเพราะการเมืองที่เราเปราะบางที่สุดคือชนชั้นนำแตกขั้ว
รัฐยังทำงานได้แต่ขาดความชอบธรรมไปหลายๆ เรื่อง ถ้าจะตะแบงแดกดันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ความชอบธรรมความมั่นใจในฐานะประชาชนมันก็จะน้อยลงเรื่อยๆ
แต่ยังมีความเชื่อแม้ว่าอาจจะบางมากแล้วก็ตาม ว่าคนเรามันถึงขั้นนี้มันต้องมีจิตวิญญาณของการรักบ้านรักเมืองที่แท้จริงกันอยู่บ้าง
กระบวนการที่ทำให้เกิดความชอบธรรมของรัฐให้ผ่านการตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตยของเราที่ถูกออกแบบมาในระบบรัฐสภา หวังว่ามันจะสามารถทำได้ดีขึ้น
ซึ่งดิฉันคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกินกว่าเหตุที่ผู้นำหรือว่าผู้ที่มีอำนาจตอนนี้จะปรับปรุงแก้ไข
ความฝัน (ทางการเมือง)
ถ้าถามชีวิตส่วนตัวจริงๆ ดิฉันก็อยากที่จะเป็นนักกีฬาขี่ม้า ส่วนในทางการเมือง ถ้าเราได้มีโอกาสบริหารในสิ่งที่เราถนัดก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าไม่ได้มีการตั้งเป้าในลักษณะที่ว่าภายใน 2-3 ปีจะต้องเป็นตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้
วันนี้ต้องยอมรับอย่างถ่อมตนว่าเป็นครั้งแรกที่เข้ามาการเมือง เป็นครั้งแรกที่อยู่ในสภา เป็นครั้งแรกที่เป็นฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้น ทุกวันคือการเรียนรู้
เราก็บอกกับตัวเองว่า ถ้าเราอาสามาตรงนี้แล้ว อะไรที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แล้วก็อาสาที่ทำได้จะยินดีอย่างยิ่ง ก็ไม่ได้มองยาวทางการเมืองเป็น 10 ปี
วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ของเรามักจะพูดว่า เราเป็นพรรควินเทจ เป็นพรรคบูทีคที่มีประสบการณ์ยาวนาน
เราจะทำอะไรตอนนี้มันก็คือความสนุก
การทำหน้าที่ฝ่ายค้าน-อภิปรายไม่ไว้วางใจ
วันนี้เราขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านคุณภาพ เป็นฝ่ายตรวจสอบที่ประชาชนเชื่อถือได้ ทุกวันของเราก็เป็นการเก็บประสบการณ์ การทำความเข้าใจ กระบวนการ ฟังก์ชั่นของรัฐ ของหน่วยงานต่างๆ ก็พยายามเรียนรู้ไปทุกวัน
เราเองก็มีโอกาสทำงานกับพรรคประชาชน ได้อยู่ในกรรมาธิการเดียวกัน กระทรวงดีอี เราเป็นกรรมาธิการที่ปรองดองทีเดียวเลย ต่อให้มีหลายฟาก ก็ยอมรับว่าการทำงาน ไม่กล้าจะขาดประชุม ไม่กล้าลุกไปห้องน้ำ คือทุกอย่างมันเร็วมาก
ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ชัดเจน คงไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไร ก็ได้เตรียมตัวเพื่ออภิปรายกระทรวงดีอีเป็นหลัก ไม่ได้เลือกเพราะว่าคุณไชยชนก ชิดชอบ เป็นกล่องดวงใจของใครนะ แต่เลือกจะอภิปรายกระทรวงนี้เพราะเราเห็นว่ากระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่สำคัญกับอนาคตมากๆ แล้วเรารู้สึกว่ามันสามารถทำได้ดี บริหารได้ดีกว่านี้อีกเยอะ แล้วประเทศจะมีประโยชน์มากกว่านี้ เราก็เห็นในเรื่องของสิ่งที่มันควรจะพัฒนาไปได้อีกเยอะ แต่ไม่ได้เลือกกระทรวงนี้เป็นเพราะว่ารัฐมนตรีนามสกุลชิดชอบ
จากข้อมูลที่เรามีในตอนนี้ จะฉายให้เห็นได้ว่า มันจะทำให้เราตื่นรู้ได้ว่า การทำงานหรือโอกาสที่เราเสียไปในอดีตมันมีอะไรแล้วบ้าง และไม่อยากให้เกิดซ้ำรอยในลักษณะนี้อีก
ชมคลิป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
