bg-single

เห่เรือในงานพระราชพิธี เพิ่งมีในสมัยรัชกาลที่ 4

05.11.2026

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

มักจะเข้าใจกันว่า ในการเสด็จพระราชดำเนินพยุหยาตราทางชลมารค (คือ เสด็จทางน้ำ โดยใช้เรือเป็นพาหนะ) ของพระมหากษัตริย์ไทย โดยเฉพาะในพระราชพิธีสำคัญนั้น จะต้องมีการ “เห่เรือ” ขับกล่อมมาตั้งแต่โบราณ อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว

ก็ในเมื่อมี “กาพย์เห่เรือ” ที่ทรงพระนิพนธ์ขึ้นโดยเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ที่มีพระชนม์ชีพอยู่ระหว่างเรือน พ.ศ.2258-2298 ตรงกับยุคปลายของกรุงศรีอยุธยา เป็นพยานอยู่ทนโท่นี่ครับ

แต่บุคคลที่ได้ถูกยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย” อย่างสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ.2405-2486) ได้ทรงเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า เป็นบทเห่เล่น และไม่ได้ใช้เห่ขับกล่อมในการพระราชพิธี

ข้อสังเกตดังกล่าวอยู่ในข้อเขียนเรื่อง “อธิบายตำนานเห่เรือ” อันเป็นพระนิพนธ์ที่กรมดำรงฯ ทรงเขียนขึ้นเพื่อใช้เป็นคำนำของหนังสือที่ชื่อว่า “ประชุมกาพย์เห่เรือ” ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่เมื่อเรือน พ.ศ.2460 หรือเมื่อ 109 ปีที่แล้ว เมื่อนับจาก ณ ขณะจิตปัจจุบัน

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

ในข้อเขียนดังกล่าว กรมดำรงฯ ทรงได้ระบุว่า การเห่เรือต้องแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) การเห่ในพระราชพิธี หรือเห่เรือหลวง และ 2) คือการเห่สำหรับเล่นเรือเที่ยวเตร่ครื้นเครงกัน ซึ่งพระองค์เรียกว่า เห่เรือเล่น

การเห่เรือเล่นนี้ พระองค์ทรงได้อธิบายเพิ่มเติมว่า คือบทเห่เมื่อพายจ้ำบนเรือยาว ซึ่งต้องมีฝีพายหลายคน แต่บทเห่เรือเล่นนี้ ดูเหมือนจะไม่มีตัวบทอันใดเป็นพิเศษ ฝีพายจำบทร้องอันใดกันขึ้นใจก็นำมาใช้ร้องพร้อมๆ กัน เพื่อกำกับเป็นจังหวะการพาย เช่น “หุยฮา-โห่ฮิ้ว” “มาละเหวย-มาละวา” หรือ “สาระพา-เฮโล” อย่างนี้ เป็นต้น

กรมดำรงฯ ยังทรงตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ในกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์นั้น มีบาทหนึ่งระบุข้อความว่า “พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา” นั้นก็คือการเห่เรือเล่น เพื่อกำกับจังหวะฝีพายอย่างการเห่เรือเล่นนี้เอง

แต่การกำกับจังหวะฝีพายนี้ ไม่ได้มีเพียงออกเสียงการเห่อย่างนี้ คงจะไม่ใช่ในการราชพิธียุคนั้น เพราะในกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์บทเดิมยังมีข้อความอีกบาทหนึ่งที่ระบุว่า “เสียงเส้าเร้าระดม ห่มท้ายเย็นเดินคู่กัน” ดังนั้น กรมดำรงฯ จึงทรงสันนิษฐานว่า ในกระบวนแห่เสด็จ จะใช้การกระทุ้งเส้า ให้จังหวะแทนการเห่นั่นเอง

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์

เกี่ยวกับกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์นี้ กรมดำรงฯ ระบุว่าแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่อง

เรื่องแรก เป็นบทชมพยุหยาตราทางชลมารค ขึ้นต้นด้วยการชมกระบวนเรือ ชมปลา ชมไม้ ชมนก คือเป็นนิราศ ซึ่งคงเป็นบทเห่เล่นระหว่างเสด็จทางชลมารคจากกรุงศรีอยุธยา ไปยังท่าเจ้าสนุก ในช่วงระหว่างที่เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท (ส่วนทำไมต้องเป็นเฉพาะช่วงที่เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทเป็นการเฉพาะนั้น กรมดำรงฯ ไม่ได้ให้เหตุผลไว้)

ส่วนเรื่องที่สองนั้น เป็นบทสังวาส เอาเรื่องพญาครุฑลักตัวนางกากีมาทำบท โดยกรมดำรงฯ ได้ทรงมีข้อคิดเห็นว่า เป็นความในพระหฤทัยของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ที่ผูกสมัครรักใคร่ต่อเจ้าฟ้าสังวาลย์ ซึ่งคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมระบุว่า เป็นพระมเหสีฝ่ายซ้ายของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

กรมดำรงฯ ได้ยกเอาเรื่องราวในพระราชพงศาวดารที่ระบุว่า เจ้าฟ้าสังวาลย์ทรงคบชู้กับเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (จึงนำไปสู่การต้องพระอาญาเฆี่ยนจนกระทั่งพิราลัย จากนั้นพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงมีรับสั่งให้นำพระศพของเจ้าฟ้าสังวาลย์และเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ไปฝังไว้ที่วัดไชยวัฒนาราม) เพื่อสรุปความว่า เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการสังวาสกับเจ้าฟ้าสังวาลย์ทั้งสิ้น และคงใช้เฉพาะเห่เล่นเวลาเสด็จโดยลำพัง เช่น การเที่ยวทุ่ง เป็นต้น

ไม่ว่าข้อสันนิษฐานข้างต้นของกรมดำรงฯ จะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากเนื้อความในบทเห่เรื่องที่สองนี้ ก็ไม่ควรจะถูกนำมาเห่กล่อมในพระราชพิธีจริงๆ นั่นแหละนะครับ

กาพย์เห่เรืออีกชิ้นหนึ่งคือ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน อันเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 ซึ่งเชื่อกันว่าทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งแผ่นดินรัชกาลที่ 1 ซึ่งพระองค์ยังไม่ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ และก็ไม่ได้ถูกพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อใช้ในการเห่เรือหลวง ในงานพระราชพิธีอันใดเช่นกัน

กรมดำรงฯ ได้ทรงยกหลักฐานจาก “โคลงพยุหยาตราพระกฐิน” ซึ่งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสทรงนิพนธ์ขึ้นในแผ่นดินรัชกาลที่ 3 ว่าไม่ได้เอ่ยอ้างถึงการเห่เรือเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น ในแผ่นดินรัชกาลที่ 3 จึงยังไม่ได้มีการเห่เรือในการพยุหยาตราทางชลมารคเลย

ดังนั้น กาพย์เห่ทั้งหลายที่ถูกประพันธ์ขึ้นตั้งแต่ในช่วงยุคก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็นกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานในรัชกาลที่ 2 ก็จึงไม่ได้ถูกประพันธ์ขึ้นเพื่อขับกล่อมระหว่างการเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคเหมือนกันทั้งสิ้น

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

อย่างไรก็ตาม กรมดำรงฯ ยังได้ทรงสันนิษฐานถึงกำเนิดของการเห่เรือในกระบวนเรือราชพิธีอย่างที่ปรากฏอยู่ในทุกวันนี้ เอาไว้ในบทความชิ้นเดียวกันนี้ด้วยว่า

“บทเห่เรือที่ปรากฏอยู่…ล้วนเป็นบทแต่งสำหรับเห่เรือเล่นทั้งนั้น ก็เหตุใดจึงเอามาใช้เห่เรือพระที่นั่ง ข้อนี้ไม่พบจดหมายเหตุ ได้แต่สันนิษฐาน เห็นเค้าเงื่อนมีอยู่ด้วยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แรกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงพระราชปรารภว่า ประเพณีการลอยพระประทีปแต่ก่อนมา เจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ต้องทำกระทงใหญ่ถวายลอยเป็นพุทธบูชาทุกๆ ปี ต้องลงทุนรอนกันมากนัก

จึงทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้แก้ไขระเบียบการเกณฑ์ ให้ทำเป็นเรือขนาดย่อม ปีกเทียนรายตามกระทงเรือ ถวายทรงจุดแล้วเป็นพุทธบูชาแทนกระทงใหญ่ให้เจ้านายทำตามแบบเรือพระที่นั่ง

เจ้าฟ้าและต่างกรมผู้ใหญ่ ชั้นกรมสมเด็จกับกรมพระทำเป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง ต่างกรมชั้นรองลงมาทำเป็นเรือพระที่นั่งศรี พระองค์เจ้าทำเป็นเรือพระที่นั่งกราบ ขุนนางผู้ใหญ่ทำเรือตามทำเนียบตำแหน่งของตน ตั้งแต่เรือรูปสัตว์ลงมาจนเรือกันและเรือแซเป็นเรือกระบวนลอยถวายตัว ส่วนพระยาโชฏึกราชเศรษฐีนั้นให้ทำเป็นเรือสำเภา

เรือกระทงที่เกณฑ์ให้ทำดังกล่าวมานี้ ทำหนเดียว แล้วลอยเสมอไปทุกๆ ปี ไม่ต้องทำใหม่

อนึ่ง เมื่อถึงคราวลอยพระประทีปเดือน 12 โปรดฯ ให้แต่งเรือพระที่นั่งกิ่งจริงๆ 2 ลำ

ลำ 1 ตั้งพระชัยวัฒน์ในบุษบก อีกลำ 1 ตั้งพานทองสองชั้นมีพุ่มดอกไม้พุทธบูชา ทำฉัตรเทียนเป็นทรงสูงตั้งรายสำหรับทรงจุด

เมื่อเสด็จลงลอยพระประทีปโปรดฯ ให้เรือกิ่งใหญ่ลำที่ทรงพระชัยวัฒน์มาเทียบที่เรือบัลลังก์ก่อนเรืออื่น เสด็จลงทรงจุดไฟเครื่องนมัสการ แล้วเสด็จขึ้นประทับบนเรือบัลลังก์ ในเวลาที่จุดไฟตามเครื่องสูงในเรือนั้น โปรดฯ ให้ ‘เห่เรือ’ ใช้บทของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์บ้าง บทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยบ้าง ถวายทรงตามพอพระราชหฤทัย แล้วจึงให้เคลื่อนเรือนั้นไป

สันนิษฐานว่าที่บทเห่เรือนั้นมาใช้เห่เรือหลวง จะเริ่มเกิดขึ้น เมื่อเปลี่ยนระเบียบการลอยพระประทีป แล้วจึงโปรดฯ ให้ใช้ในเวลาเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคต่อมา”

(ปรับย่อหน้าและเน้นคำเพื่อให้อ่านสะดวกยิ่งขึ้นโดยผู้เขียน)

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9

การลอยประทีปนั้น ก็คือการลอยโคมลงน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีที่ในกฎมณเฑียรบาลเรียกว่า “จองเปรียงลดชุดลอยโคมลงน้ำ” ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเดือน 12 โดยแบ่งกิจกรรมในพิธีออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ “จองเปรียงลดชุด” คือการจุดประทีปตามไฟขึ้นบนบก กับ “ลอยโคมลงน้ำ” คือการนำประทีปไปลอยลงน้ำ ซึ่งก็คือต้นแบบของการลอยกระทงในยุคต่อมานั่นเอง

ดังนั้น หากจะว่ากันตามข้อสันนิษฐานของกรมดำรงฯ แล้ว การนำบทเห่เรือมาใช้ในการเห่เรือหลวงนั้น ก็เกิดขึ้นก่อนในงานพระราชพิธีลอยพระประทีปเดือน 12 ซ้ำยังเป็นการเห่กล่อมในขณะที่เป็นช่วงเวลาของการจุดไฟเครื่องสูงต่างๆ ที่อยู่บนเรือ ที่เรือควรจะจอดอยู่นิ่งๆ ไม่ได้เป็นการเห่กล่อมในขณะที่เรือกำลังเคลื่อนที่เสียด้วยซ้ำ

ส่วนการเห่เรือขับกล่อม ในช่วงระหว่างที่เรือเคลื่อนที่เพื่อเสด็จพระราชดำเนินพยุหยาตราทางชลมารคนั้น จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากเกิดความนิยมในการนำเอาบทเห่เรือมาใช้ในการพระราชพิธีทางน้ำอย่างการลอยพระประทีปนี่เอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เห่เรือในงานพระราชพิธี เพิ่งมีในสมัยรัชกาลที่ 4
เดาใจ ‘เดโมแครต’ หลังเลือกตั้งกลางเทอม | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
E-DUANG | บริหาร จัดการ ด้วยความกลัว ก็ถลำลึก ลงหล่ม ความเกลียด
คน Gen-Z ที่ยังอ่านหนังสือ | เหยี่ยวถลาลม
ชีวิตความรัก ดิว อริสรา แฮปปี้รักใหม่ จริงจังความสัมพันธ์
ธงทอง จันทรางศุ | มหาวิทยาลัย-เอกชน ต้องร่วมมือวิจัย-สร้างนวัตกรรมใหม่
จากอดีตเสือตัวที่ 5 สู่คำเตือน ‘เวเนซุเอลาโมเดล’ สนทนา ดร.การดี ผู้ที่คิด 3 คำสะเทือนภูมิใจไทย!
สส.สิทธิพล พรรคประชาชนจี้รัฐ เร่งแก้ปัญหาแพลตฟอร์มไรเดอร์ สร้างความเป็นธรรมทั้งระบบ
10 สถิติน่าสนใจ จากการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เดนตายในผ้าเหลือง | การเล่นไพ่สองหน้าของควง อภัยวงศ์ และปริศนาอื่นๆ
“วัชระพล” ฟังทุกเสียงสะท้อน พืชสวนโลกอุดรธานี สั่งเร่งแก้ข้อบกพร่องด่วน เพิ่มที่จอดรถ-รถรับส่ง-ห้องน้ำ-จุดบริการน้ำดื่มอาหาร พร้อมปรับระบบตั๋วออนไลน์ ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ลั่น! เห็นผลภายใน 7 วัน
“พลังงาน” รับหนังสือม็อบขนส่ง ยัน 10 ข้อเสนอ หลายข้อทำแล้ว ตัดต้นทุนทิพย์ ใช้สูตร “สิงคโปร์ ไมนัส” คืนประชาชน 3.1 หมื่นล้าน เตรียมพบ “เอกนัฏ” สัปดาห์หน้า