บทความพิเศษ |ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
เลือกตั้ง เพื่อประเทศที่ไร้รัฐบาลเทา
“มีส้มไม่มีเทา” หรือ “กาส้มไล่เทา” หรือ “มีเราไม่มีเทา” เป็นคำขวัญที่กองเชียร์พรรคประชาชนพูดอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ถึงวาระที่เป็นทางการของพรรคในการเลือกตั้ง 2569 คือ “ไทยไม่เทา-ไทยเท่ากัน-ไทยทันโลก” แต่วาระนี้ยาวจนไปไหนคนก็พูดแต่ “กาส้มไล่เทา” หรือ “มีส้มไม่มีเทา” อยู่ดี
ข้อดีของวาระ “ไทยไม่เทา-ไทยเท่ากัน-ไทยทันโลก” คือการแสดงเจตจำนงว่าประเทศไทยต้องเดินหน้าสู่การสร้างสังคมไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งสร้างสังคมที่มีความเสมอภาค และความทันสมัยไปพร้อมๆ กัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ดีต่อประเทศแน่ๆ จนไม่ควรมีใครคัดค้านแม้แต่คนเดียว
แน่นอนว่า วาระที่ดีกับประเทศนี้แทบไม่มีเสียงต่อต้านเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหนในสังคม ปัญหาคอร์รัปชั่น, ความเหลื่อมล้ำ และความล้าหลัง คือสิ่งที่ทุกคนเห็นว่าเป็นปัญหานานเกินไปแล้วด้วย แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคำประกาศแบบนี้ถูกคัดค้านจากคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และบางพรรคการเมืองอยู่ดี
“ข้ออ้าง” ของกูรูการเมืองและพรรคการเมืองเหล่านี้คือคำประกาศประเภท “มีส้มไม่มีเทา” ทำให้การเมืองเป็นเรื่องความดี-ความชั่ว หรือคนดี-คนชั่ว, พรรคประชาชนตั้งตัวเป็น “พรรคเทพ-พรรคมาร” และการเมืองไทยกลายเป็น “การเมืองเชิงศีลธรรม” ทั้งที่การเมืองควรเป็นเรื่องนโยบาย
ผมไม่อยากเสียปากบอกว่า พรรคที่พูดแบบนี้และกูรูการเมืองหรือ “สื่อ” ที่พูดแบบนี้คือใคร แต่ทั้งประเทศมีคนกลุ่มเดียวและพรรคเพียงพรรคเดียวที่พูดแบบนี้มาเป็นสิบปีแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้เรื่องนี้ถูกปั่นเพราะพรรคนั้นกลัวว่าคำประกาศ “กาส้มไล่เทา” จะจุดติดจนพรรคตัวเองแพ้เลือกตั้งอีกที
ผมเห็นว่า การเมืองควรเป็นเรื่องนโยบาย ผมไม่เห็นด้วยกับ “การเมืองเชิงศีลธรรม” ที่ใครตั้งตัวเองว่าดีกว่าใคร
แต่คำประกาศเลือกตั้งเพื่อไล่พรรคเทาไม่ใช่ “การเมืองเชิงศีลธรรม” เพราะไม่ได้พูดว่าใครดีใครชั่วในฐานะปัจเจกบุคคล แต่เป็นการพูดเรื่องนี้ในเชิงนโยบายและเจตจำนงทางการเมือง
ไม่ว่าจะ “กาส้มไล่เทา” หรือจะกาสีไหนไล่เทา หัวใจคือการสร้างระบอบการเมืองที่ไม่ปกป้องคนผิด ไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ใช้อิทธิพลเป่าคดีให้คนที่เป็นพวกเดียวกับผู้มีอำนาจ มีตั๋วช้าง เป็นบิ๊กนั่นบิ๊กนี่ เป็นนายทุนพรรคการเมือง เป็นลูกน้องท่าน เป็นพ่อนายกฯ หรือเป็นเมียน้อยรัฐมนตรี
“ไล่เทา” แบบนี้ไม่ใช่ “การเมืองเชิงศีลธรรม” เพราะพูดถึงการสร้าง “ระบบ” ที่โปร่งใสซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตยตั้งแต่ยุคกรีกจนปัจจุบันที่พูดเรื่อง Good Governance เพียงแต่ที่ผ่านมาบางพรรคมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นมากจนสร้างวาทกรรมว่า “ความโปร่งใส” เป็นเรื่องศีลธรรม ซึ่งไม่จริง
“ไล่เทา” คือการแก้ปัญหาอย่าง “แหวนแม่นาฬิกาเพื่อน”, “เบน สมิธ”, สแกมเมอร์, ส.ว.ทรงเอ, โกงจำนำข้าว, คดี GT200, รองนายกฯ เคยติดคุก, อดีต ส.ส.เพื่อไทยหนีคดีตากใบ, ดีลลังกาวี, ชั้น 14, อดีตนายกฯ ขายที่ให้เจ้าสัว, รัฐมนตรีปกปิดทรัพย์สิน ฯลฯ
ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องศีลธรรมแน่นอน
คําประกาศ “ไล่เทา” เขย่าการเมืองไทยเพราะพรรคใหญ่มีปัญหาเทาเยอะไปหมด ปาร์ตี้ลิสต์ท็อป 5 พรรคหนึ่งมีอาชีพเอาเงินคนอื่นเล่นพนัน ลูกโดนศาลจำคุกเพราะปกปิดทรัพย์สิน บางคนเอาเงินทุนพลังงานไปซื้อตำแหน่ง บางคนเป็นกรรมาธิการงบเพื่อตบทรัพย์ ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครโอเค
ถ้าคำประกาศ “ไล่เทา” จุดติดแบบ “มีเราไม่มีลุง” คำถามที่ประชาชนต้องคิดในเลือกตั้ง 2569 ได้แก่ คำถามว่า “ใครคือเทา” และคำถามต่อไปคือ จะโหวตคนแบบนั้นและพรรคนั้นหรือไม่ รวมทั้งควรให้ใครเป็นรัฐบาล, เป็น ส.ส. และเป็นรัฐมนตรี เช่นเดียวกับไม่ควรเลือกใครเป็นรัฐบาลและรัฐมนตรี
คำถามแบบนี้เป็นเรื่องระบบแน่ๆ และไม่ใช่ “การเมืองเชิงศีลธรรม” หรือ “การเมืองเทพ-มาร” อย่างที่คุณชูวิทย์หรือกูรูการเมืองในคราบสื่อบางพรรคกำลังบอกสังคม
พลังของคำประกาศ “ไล่เทา” ทำ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
