คำกล่าวปิดท้ายชุมนุมปาฐกถา 50 ปี 6 ตุลาที่เตรียมไว้ แต่พูดไม่หมด
โดย ธงชัย วินิจจะกูล
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (1) : โกรธจนคลั่ง VS โกรธไม่พอ
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (3) : ความย้อนแย้งของคดี 6 ตุลาและการนิรโทษกรรม 2521
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (4) : เพิ่มโทษ ม.112 กับการรื้อฟื้นรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (5) : ทำอย่างไรประวัติศาสตร์จึงจะไม่ฆ่าคน
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (6) : เป็นไปได้หรือที่จะคืนความยุติธรรมให้ 6 ตุลา?
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (7) : แพ้แต่ไม่ยอมสยบ
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (8) : ร่างเพื่อนล้มลง เรายังอยู่
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (9) : รูปที่รู้จักกันดี แต่ไม่รู้จักใครสักคน
- อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
[ในตอนท้ายของรายการชุมนุมปาฐกถา 50 ปี 6 ตุลาที่ผ่านมานั้น ผมเตรียมจะพูดในประเด็นต่างๆ ตามข้างล่างนี้ แต่ครั้นถึงเวลาจริง นอกจากเวลาไม่พอแล้ว นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมเกิดประหม่าขึ้นมา ทั้งๆ ที่ผมผ่านการพูดต่อหน้าสาธารณชนมาไม่รู้กี่ร้อยครั้งแล้วก็ตาม ดังนั้น ผมจึงไม่ได้พูดถึงอีกหลายประเด็น จึงขอโอกาสเสนอที่เตรียมไว้ในที่นี้]
ผมตั้งใจแล้วว่าจะไม่ขอเป็นปาฐกในปีนี้ อยากกลับไปทำหน้าที่เดิมที่ทำประจำเมื่อ 50 ปีก่อน คือเป็นพิธีกร แต่กลับมีประเด็นอยากจะพูดมากเหลือเกิน
ยิ่งใกล้จะถึงวันครบรอบ 50 ปีของเหตุการณ์โหดร้ายเช้าวันนั้น ผมฮัมเพลง “รำลึกวีรชน” บ่อยขึ้น (ดู “คิดต่อจาก 6 ตุลา (8) : ร่างเพื่อนล้มลง เรายังอยู่” https://www.matichon.co.th/weekly/exclusive/thongchai/article_913538)
โดยเฉพาะท่อนที่ว่า “ร่างเพื่อนล้มลง เรายังอยู่” ผมสะดุดกับท่อนนี้แทบทุกครั้ง
ผมไม่สามารถขจัดความรู้สึก “ผิดที่ยังมีชีวิตอยู่” ได้ เพราะผมออกจากธรรมศาสตร์ในขณะที่อีกนับพันชีวิตยังติดอยู่ข้างใน ไม่จำเป็นต้องอธิบายหรือปลอบใจผมหรอก ผมเข้าใจเหตุผลดี แต่บางอย่างในชีวิตมันไม่ใช่เรื่องของเหตุผล เหตุผลไม่สามารถทดแทนความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายได้
ผมมีชีวิตรอดมาได้ เป็นหนี้บุญคุณผู้คนมากมาย
อันดับแรก ผมเป็นหนี้บุญคุณเพื่อนผู้สละชีวิตในเช้าวันนั้น เขาต้านทานการรุกคืบของฝ่ายปราบปรามได้เป็นเวลานาน เขาสละชีวิตเพื่อรักษาชีวิตของคนอื่นจำนวนนับพันให้พอมีโอกาสหนี รวมทั้งผมด้วย เราถูกจับขังทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องเล็กเหลือเกินเทียบกับการเสียสละของเขา
ผมเป็นหนี้บุญคุณท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่รณรงค์นับแต่วันแรกที่ออกจากประเทศไทยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนกระทั่งตัวท่านเองทรุดลง ต่อมาท่านยังปฏิเสธไม่ขอรับปริญญากิตติมศักดิ์จากธรรมศาสตร์ เพราะยังไม่มีการสะสางกรณี 6 ตุลาให้กระจ่าง
ผมเป็นหนี้บุญคุณเพื่อนฝูงจำนวนมากที่กล้าหาญ เผชิญชีวิตที่ยากลำบากถึงขนาดอาจจะเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ เข้าป่าเพื่อต่อสู้กับรัฐอันโหดร้าย และเพื่อเปิดประตูคุกให้พวกผมด้วย ลงท้ายต้องแพ้อย่างย่อยยับกลับสู่อ้อมกอดของรัฐที่ก่ออาชญากรรม
คนรุ่นนั้นผ่านความเจ็บปวดอันหนักอึ้ง ถูกทอดทิ้งให้ต้องพยายามกอบกู้คืนชีวิตปกติขึ้นมาด้วยตัวเขาเอง ปลดเปลื้องความเจ็บปวดผิดหวังให้ได้เพื่อจะดำเนินชีวิตต่อไป (catharsis) แต่เขาก็ผ่านมาได้แทบทุกคน
อีกทั้งสหายจำนวนมากยังสามารถเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับอำนาจอธรรมต่อมาอีกนาน นับจากวันที่ฟื้นคืนชีวิตปกติได้มาจนถึงทุกวันนี้
“ร่างเพื่อนล้มลง เรายังอยู่” ชวนให้ผมคิดไปถึงความ “ดื้อดึงแข็งขืน” (defiance) ของคนเหล่านี้อย่างที่อาจารย์พวงทอง ภวัครพันธุ์ เพิ่งกล่าวถึง แม้จะแพ้อย่างยับเยิน แต่เขาไม่เคยยอมสยบต่ออำนาจอยุติธรรมของรัฐ
ผมดีใจที่มีชีวิตร่วมต่อสู้มากับเพื่อนๆ ผมภูมิใจที่ชีวิตนี้ได้ร่วมกับสหายทั้งหลาย ดื้อดึงแข็งขืนและต่อสู้กับอำนาจ
แม้เวลาต่อมาคนเหล่านี้จะมีเส้นทางชีวิตความคิดทางการเมืองแตกต่างแยกทางออกไปเป็นหลากหลาย ทะเลาะกันอย่างหนัก แต่ทุกครั้งที่มีคนเยาะเย้ยถากถาง “คนเดือนตุลา” ผมไม่รู้สึกสะใจ ผมกลับรู้สึกเจ็บเสมอ
ไม่กี่วันก่อน ในรายการสัมมนาของมติชน บนเวทีมีการพูดถึงคนเดือนตุลาว่าหมดอายุแล้ว ตายไปแล้ว ฯลฯ ซึ่งผมไม่ขอแย้งเลย เพราะนั่นเป็นปัจจุบัน
แต่มีมิตรต่างชาติท่านหนึ่งได้ฝากข้อคิดให้กับพวกเรา ดังต่อไปนี้…
“…เหตุการณ์ในปี 2519 เป็นโศกนาฏกรรมอย่างยิ่ง…
วันนี้มีคนเดือนตุลาอยู่ในห้องนี้เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ผมจึงอยากถือโอกาสนี้แสดงคารวะต่อทุกท่านที่เคยเป็นคนเดือนตุลาในวัยหนุ่มสาว
ผมทราบดีว่าวันนี้ท่านอาจมีความคิดที่แตกต่างกัน อาจเดินบนเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมาก และอาจไม่ได้เห็นพ้องกันในทางการเมืองหรืออุดมการณ์อีกต่อไป
แต่ไม่ว่าความแตกต่างในวันนี้จะเป็นเช่นไร ผมเชื่อว่าเราไม่ควรลืมอุดมคติที่พวกท่านยึดมั่นในยามหนุ่มสาว
อุดมคติเช่นนั้นสูงส่ง
พวกท่านได้อุทิศตนให้แก่ประเทศชาติและประชาชน และได้สร้างคุณูปการที่ไม่อาจลบเลือนไปจากประวัติศาสตร์ได้
…พวกท่านเป็นแรงบันดาลใจให้เราจำนวนมากออกเดินตามอุดมคติทางการเมืองของตนเอง ความกล้าหาญเสียสละและเรื่องราวอันไม่ธรรมดาของการต่อสู้ของพวกท่านล้วนทำให้พวกเราเคารพนับถืออย่างสุดซึ้ง และสิ่งเหล่านี้สมควรได้รับการจดจำจากคนรุ่นต่อๆ ไป
…ผมขอคารวะ”
คนเดือนตุลาคือคนในอดีตซึ่งจบไปแล้ว คือคนที่ต่อสู้เพื่ออุดมคติอย่างกล้าหาญ ทุ่มเทอย่างไม่กลัวตาย ไม่ว่าเขาจะเปลี่ยนไปในเวลาต่อมาและในวันข้างหน้าอย่างไร อุดมคติเช่นนั้นและความทุ่มเทถึงขนาดอุทิศชีวิตได้ถูกจารึกบนแผ่นดินนี้ไปแล้ว
และสมควรจะอยู่ในความทรงจำของเราท่านต่อไปนานตราบเท่าที่สังคมไม่ลืม
แต่ยังมีคนอีกมากที่ไม่เข้าใจว่าความสำคัญของความทรงจำและการรำลึกถึงความโหดร้ายทางการเมืองในอดีตอย่าง 6 ตุลา มีทั้งคนที่ไม่เห็นพลังของเรื่องเล่า ไม่เข้าใจว่าความทรงจำในตัวมันเองก็เป็นปฏิบัติการทางการเมืองด้วย ที่พบบ่อยคือการถากถางว่าเป็นงาน “เช็งเม้ง” (ราวกับว่าการเคารพบรรพบุรุษที่ทำต่อกันมานับพันปีเป็นเรื่องน่าดูแคลน)
ถ้าหากเราเข้าใจถึง “ความยุติธรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Justice – TJ) จะยิ่งเข้าใจความสำคัญของความทรงจำ 6 ตุลา กล่าวคือ…
TJ คือการสะสางการกระทำผิดในอดีตของรัฐ เพื่อสถาปนาบรรทัดฐานของการใช้กำลังอาวุธของรัฐต่อประชาชนว่าอะไรสามารถทำได้ อะไรห้ามทำ และยังเป็นการสถาปนาบรรทัดฐานว่าจะต้องไม่มีการลอยนวลพ้นผิดอีกต่อไปด้วย
TJ มักเกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนระบอบ (regime change) ซึ่งผมคงไม่ได้เห็นในชีวิตผม
แต่เชื่อว่าสักวันหนึ่งกรณี 6 ตุลาจะต้องได้รับการสะสางเช่นเดียวกับกรณีอาชญากรรมอื่นๆ ของรัฐ
องค์ประกอบ 4 อย่างของ TJ ได้แก่
1) ความทรงจำ เป็นแกนกลางหรือเป็นพื้นฐานของ 3 ข้อที่เหลือ
2) ต้องมีการสะสางคืนความยุติธรรมด้วยมาตรการทางกฎหมายที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ใช้วิธีผิดๆ อย่างศาลเตี้ย
3) ต้องมีการเยียวยา ไม่ว่าในรูปเงินทองวัตถุหรืออื่นๆ แต่การเยียวยาที่สำคัญที่สุดก็คือจะต้องทำให้กรณีเจ็บปวดที่ค้างคานั้นปิดฉากจบลง (closure) รูปธรรมของการปิดฉากมีหลายอย่าง เช่น ให้คำอธิบายที่ยอมรับกันกว้างขวาง บรรจุเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรแบบเรียนที่ถ่ายทอดสู่รุ่นหลัง ฯลฯ
แต่การเยียวยาที่สำคัญที่สุด ก็คือการขอโทษจากผู้กระทำโดยเฉพาะจากรัฐ ในฐานะสถาบันที่เคยก่ออาชญากรรมนั้นๆ ต่อประชาชน ไม่ว่าบุคคลที่กระทำการจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม
4) ต้องมีการปฏิรูปกลไกรัฐทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังอาวุธต่อประชาชน วางบรรทัดฐานและสร้างเงื่อนไขไม่ให้กลไกรัฐกระทำผิดต่อประชาชนอีก
เรื่องเล่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นหัวใจของความทรงจำ ทั้งกรณี 6 ตุลาและกรณีอื่นใดที่รัฐใช้ความรุนแรงต่อประชาชน การรำลึกคือภาคปฏิบัติของความทรงจำ การรำลึก “เช็งเม้ง” จึงสำคัญ ทั้งเยียวยาปลดเปลื้องความเจ็บปวดจากอดีต ทั้งเป็นปฏิบัติการทางการเมืองในปัจจุบัน และยังเป็นพื้นฐานเพื่อ TJ ในอนาคต
การสืบต่อความทรงจำที่สำคัญที่สุด คือต้องยอมให้ถูกรับรู้และเข้าใจอย่างมีความหมายต่อปัจจุบัน ทั้งต่อปัจเจกชนผู้จดจำและต่อสังคม ความทรงจำจึงแตกต่างหลากหลายซึ่งได้รายรอบสาระสำคัญเดียวกัน (คนที่อ้างว่าตัวเองรู้และจำถูกต้องที่สุด ก็เป็นการรับรู้เข้าใจจากปัจจุบันของเขาเช่นกัน)
เรามารำลึก 50 ปี 6 ตุลาครั้งนี้ เป็นหลักหมายสำคัญอีกครั้ง เพราะชี้ให้เห็นความดื้อดึงแข็งขืนของความทรงจำ 6 ตุลาที่เป็นหอกข้างแคร่ของรัฐไทย นอกจากจะชี้ไปถึงความโหดร้ายและด้านอัปลักษณ์ของสังคมไทยแล้ว ยังตอกย้ำอาชญากรรมของรัฐไทย (ซึ่งมิได้หมายถึงรัฐบาล)
หลายสิบปีที่ผ่านมา การรำลึก 6 ตุลาเป็นประตูให้ผู้คนรุ่นต่อมาเปิดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจต่อสังคมการเมืองไทยในแบบที่รัฐไม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงหรือขบวนการเยาวชนปี 2563 ซึ่งเป็นการช่วยต่ออายุความทรงจำ 6 ตุลาให้ยืนยาวขึ้นด้วย
ผมอยากทบทวนสักนิดว่า หลายสิบปีที่ผ่านมามีคนจำนวนหนึ่งได้ทำงานอย่างหนักเพื่อสืบทอดและผลักดันให้สังคมจดจำ 6 ตุลาไว้อย่างไม่ลืมเลือน
ขอคารวะนักศึกษารุ่นหลังหลายแห่งที่ช่วยจัดงานรำลึก ตั้งแต่ในภาวะที่เงียบงัน มีผู้มาร่วมไม่กี่คน
ขอคารวะมิตรสหายที่มีส่วนผลักดันงานรำลึก 20 ปี 6 ตุลาเมื่อปี 2539 ซึ่งเป็นการทะลุทะลวงครั้งสำคัญ
ขอคารวะทุกท่านที่มีส่วนทำงานนี้ต่อมาทุกปีหลังจากนั้น โดยเฉพาะอาจารย์วิภา ดาวมณี
ขอคารวะคนอีกหลายกลุ่มที่เวียนเข้ามาแบกรับภาระการจัดงานใน 5-6 ปีหลัง โดยมีกลุ่มโดมรวมใจเป็นกำลังสำคัญช่วยเหลือสารพัดทุกครั้งในสิบกว่าปีหลัง
ขอคารวะคนที่ลงแรงช่วยทำให้โครงการ “บันทึก 6 ตุลา” เกิด และมีบทบาทเป็นแหล่งข้อมูลที่คนมากมายได้นำไปสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ทั้งบทความ หนังสือ สารคดี ภาพยนตร์ และงานศิลปะ
การรำลึก 6 ตุลาครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับผมและเพื่อนหลายคน
ไม่ใช่หมายความว่าเราจะไม่มาอีก เราจะพยายามมาร่วมงานทุกครั้งตราบเท่าที่ยังมีการจัดงานรำลึกอยู่
แต่เราไม่รู้ว่าปีไหนเราจะไม่สามารถมาร่วมงานด้วยตัวเองได้อีก
การสืบทอดชีวิตของความทรงจำ 6 ตุลาจึงเป็นเรื่องของคนรุ่นหลัง ผมขอฝากความหวัง ความเชื่อมั่นว่าพวกคุณจะช่วยให้มันมีชีวิตยืนยาวอีกต่อไป
ไม่ว่าจะอีกสักกี่ชาติ ก็ยังไม่สายไปที่จะเอาคืน ไม่สายไปที่จะเรียกร้องคำขอโทษจากรัฐ ไม่สายไปที่จะคืนความยุติธรรมและยุติการลอยนวลพ้นผิดให้จงได้
ขอบพระคุณครับ
