เกษียร เตชะพีระ : ประชาชนสามารถจะใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนหรือไม่? อย่างไร?

ประชาธิปไตยของประชาชนต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน ย้อนอ่าน 30 ปี 14 ตุลาฯ (3)
แล้วประชาชนสามารถจะใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนหรือไม่? อย่างไร?
ที่ผ่านมากลุ่มชนและสถาบันที่ครอบงำการนิยามและใช้ประชาธิปไตยในเมืองไทยเป็น ส่วนใหญ่ได้แก่ระบบราชการและภาคเอกชน
ขั้นตอนการเมืองไทยปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างที่กลุ่ม 2 กลุ่มนี้พยายามต่อรองช่วงชิงอำนาจกันอยู่ภายใต้ระบอบสถาบันและหลักการเมืองที่เลือกสรร เน้นย้ำ และดัดแปลงกันแบบรอมชอมชั่วคราวแล้วเรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”
เราจะเห็นได้ว่าทศวรรษที่ผ่านมา แนวโน้มทั่วไปก็คือระบบราชการเป็นฝ่ายรับทางยุทธศาสตร์ แต่พยายามรุกทางยุทธวิธีเพื่อหวงที่มั่นทางอำนาจของตนไว้
ในขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนเป็นฝ่ายรุกทางยุทธศาสตร์ แต่มักจะตกเป็นฝ่ายตั้งรับทางยุทธวิธี
สัญญาณอันหนึ่งของการนี้ก็คือการที่คำว่า “ภาคเอกชน” หรือ “ภาคธุรกิจเอกชน” ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือ “ทุน” เริ่มมีบทบาทความสำคัญมากขึ้นในภาษาการเมือง
ในขณะที่ “ระบบราชการ” หรือพูดโดยรวมก็คือ “รัฐราชการ” กลับตกเป็นฝ่ายถูกวิจารณ์ กล่าวหา และเป็นตัวปัญหามากขึ้นทุกทีในการสนทนาประสาการเมืองทั่วไป
กรอ. หรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชนซึ่งกำลังมีบทบาทเป็นแหล่งกำหนด นโยบายทางเศรษฐกิจที่สำคัญๆ ก็คือประจักษ์หลักฐานทางสถาบันของหุ้นส่วนอำนาจในการปกครองบริษัทประเทศไทยในปัจจุบันนี้
แต่คนพูดกำลังลืมอะไรไปหรือเปล่า?
เราทำอะไรตกหายไปหรือเปล่าในการที่พะวงแต่เน้นย้ำถึงระบบราชการกับภาคเอกชนในภาษาการเมืองไทยปัจจุบัน ราวกับว่าประเทศไทยเราประกอบไปด้วยรัฐราชการและทุนสองกลุ่มสองสถาบันนี้เท่านั้นที่มีเอี่ยวมีหุ้นส่วนอยู่ในชะตากรรมของประเทศชาติ
คำถามที่พึงถามและต้องถามก็คือ เราเอาประชาชน ชาวบ้าน คนชั้นล่าง ประชาคม คนงาน ผู้ใช้แรงงานอีก 40 กว่าล้านคนไปทิ้งไว้ที่ไหน
ในเมื่อมี “ระบบราชการ” กับ “ภาคเอกชน” แล้ว ทำไมไม่มี “ภาคประชาชน” “ภาคแรงงาน” หรือชาวบ้าน ในหุ้นส่วนอำนาจบริษัทประเทศไทยนี้ด้วยเล่า?
การขาดหายไปของคนกว่า 40 ล้านในภาษาการเมืองไทยทุกวันนี้ ในแง่หนึ่งก็คือต้นตอความไร้เสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตยไทยปัจจุบัน เพราะตราบที่สถาบันหลักของระบอบประชาธิปไตยไทยดังที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา พรรคการเมือง หรือการเลือกตั้ง ยังละเลย มองข้าม หรือมองเห็นก็เพียงแบบผิวเผินขอไปทีซึ่งภาคประชาชนของสังคมไทยไม่นำข้อเรียกร้องรูปธรรมของเขาไปยกระดับถึงขั้นนโยบายของพรรค เช่น เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ ความชอบธรรมในการนัดหยุดงาน สวัสดิการสังคม ฯลฯ
ตราบนั้นภาคประชาชนก็ย่อมไม่รู้สึกมีส่วนได้เสียกับประชาธิปไตยแบบที่ทำกันอยู่นี้ ก็ในเมื่อเลือกตั้งไปแล้ว ชีวิตการกินอยู่ไม่ดีขึ้น ที่อดยังคงอด ที่ซัดเซพเนจรยังไร้ที่ซุกหัวนอน ก็จะรักษาป้องกันส่วนเกินนี้ไว้ด้วยชีวิตทำไมเล่า? มีอะไรที่ภาคประชาชนจะได้จะเสียกับพรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบายค่าจ้างแรงงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมเล่า?
การขาดห่วงเชื่อมทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัฐสภาและพรรคการเมืองกับภาคประชาชนนี้เองเป็นสาเหตุสำคัญที่ประชาธิปไตยทุกวันนี้ฐานไม่แน่น และมีโอกาสคลอนแคลนได้ง่าย
เพราะไม่มีประชาชนคนใดยินดีจะเสี่ยงสละชีวิตเลือดเนื้อปกป้องระบอบการเมืองที่ไม่สามารถให้ผลประโยชน์แก่เขาอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมจากนักรัฐประหารคนใด
มองจากชาวบ้านขึ้นมา สิ่งที่ชาวบ้านหรือภาคประชาชนเราขาดก็คืออำนาจ เมื่อเปรียบเทียบกับระบบราชการและภาคธุรกิจเอกชนหรือกลุ่มทุน จะเห็นได้ว่าชาวบ้านมีความเสียเปรียบอยู่แล้วแต่ต้นมือในเชิงอำนาจ
กล่าวคือ ในขณะที่ระบบราชการมีอำนาจรัฐเพราะเป็นผู้กุมกลไกการปกครอง
และภาคธุรกิจเอกชนมีอำนาจทุนเพราะเป็นผู้กุมปัจจัยเศรษฐกิจ
ภาคประชาชนหรือชาวบ้านเราไม่มีทั้ง 2 อย่าง เราไม่มีอำนาจรัฐที่จะควบคุมกลไกการปกครองในมือ และไม่มีอำนาจทุนที่จะจัดสรรแจกแจงปัจจัยเศรษฐกิจเพื่อสนองผลประโยชน์ของเราเองได้
คำถามก็คือ เช่นนี้แล้วเราจะมีอะไรไปต่อรองกับรัฐราชการและทุนเอกชน?
เราจะอาศัยอะไรสร้างอำนาจของชาวบ้านเราขึ้นมาเพื่อนิยามและใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของเรา?
คำตอบที่เสนอไว้ในที่นี้ก็คือ เรามี แน่ล่ะ เราไม่มีอำนาจรัฐและอำนาจทุน เราไม่มีกลไกการปกครองและปัจจัยเศรษฐกิจในมือ แต่ก็ยังมีลู่ทางที่เราพอจะสร้างอำนาจชาวบ้านขึ้นมาในระบอบประชาธิปไตยได้
นั่นก็คือ การรวมตัวจัดตั้งสถาบันอำนาจของชาวบ้านขึ้นมาในรูปองค์การ กลุ่ม สมาคม ชมรม ชุมนุม สโมสร ฯลฯ แล้วอาศัยการจัดตั้งและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเราเป็นฐานกำลังแทนกลไกการปกครองและทุน ไปต่อรองช่วงชิงสิทธิอำนาจและผลประโยชน์จากผู้มีรัฐและผู้มีทุน
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าพวกเขาฝ่ายหนึ่งมีรัฐ มีกลไกการปกครอง และอีกฝ่ายหนึ่งมีทุน หรือปัจจัยเศรษฐกิจ สิ่งที่เรามีก็คือพลังการจัดตั้งและเคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งเป็นทรัพยากรทางการเมืองของเรา เราต้องเรียนรู้ที่จะสร้างสถาบันอำนาจของชาวบ้านเหล่านี้ขึ้นอย่างหลากหลาย ให้มันแตกหน่อไปทั่ว เพื่อให้มันเป็นเครื่องมือปกป้องสิทธิผลประโยชน์ของเรา
เราจะต้องเรียนรู้ที่จะร่วมมือสนับสนุน “ยกป้ายเชียร์” ให้กำลังใจ ให้โอกาส ให้อภัย สถาบันอำนาจของชาวบ้านพวกเดียวกับเรา
ถ้าเขาต่อสู้สำเร็จ เราควรชม
ถ้าเขาพลั้ง เราควรช่วย
ถ้าเขาโดดเดี่ยว เราควรร่วมสนับสนุน
ถ้าเขาเอนเอียงผิดพลาด เราควรให้อภัยและให้สติ ให้โอกาสเขาสู้ใหม่
ถ้าเขาล้มเหลวหรือถูกโจมตี เราต้องช่วยกันออกมาปกป้องชาวบ้านด้วยกันเอง ปกป้องสถาบันอำนาจของผู้ไม่มีรัฐและไม่มีทุนชาวเราจากรัฐราชการและทุนเอกชน
ในกระบวนการสร้างสถาบันอำนาจของชาวบ้านเราดังกล่าวนี้ ข้อสำคัญที่เป็นหลักการ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องพยายามรักษาความเป็นอิสระจากรัฐราชการและทุนเอกชนเอาไว้ให้ได้
อย่าปล่อยให้เขาแทรกแซงใช้เราเป็นเครื่องมือหรือเป็นเบี้ยในหมากรุกอำนาจของเขา
ดังนั้น เราไม่เพียงแต่ต้องพยายามสร้างสถาบันอำนาจของชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังต้องระวังรักษามันให้เป็นอิสระ เป็นเอกเทศจากรัฐราชการและทุนเอกชนโดยประการทั้งปวงด้วย
เพราะถ้าหากเราเสียเครื่องมือชิ้นนี้ไปให้เขา ไม่ว่าจะเสียให้รัฐราชการหรือทุนเอกชนก็ตามแล้ว เราก็ไม่มีอุปกรณ์ทางการเมืองใดที่จะปกป้องสิทธิผลประโยชน์ของเราเองเหลืออยู่อีก
และประชาธิปไตยก็จะไม่มีวันเป็นเครื่องมือทางการเมืองของชาวบ้านเราได้
(ยังมีต่อ)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
