bg-single

หกตุลารำลึก : ความผันแปรของสงคราม l สุรชาติ บำรุงสุข

22.11.2018

หกตุลารำลึก (7) ความผันแปรของสงคราม

“เมื่อใดก็ตามที่ประเทศหนึ่งประเทศใดตกอยู่ภายใต้การยึดครองของคอมมิวนิสต์ [เมื่อนั้น] ความเข้มแข็งของโลกเสรีและของสหรัฐจะอ่อนแอลง และคอมมิวนิสต์จะเข้มแข็งขึ้น”

ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์

ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อย่างมากก็คือความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ และสหรัฐมีบทบาทอย่างมากกับการกำหนดทิศทางความมั่นคงของไทย

ดังนั้น ในขณะที่สงครามเวียดนามทวีความรุนแรงมากขึ้น ประเทศไทยถูกแปลงเป็นฐานทัพขนาดใหญ่สำหรับการสงครามของสหรัฐในอินโดจีน

สภาวะเช่นนี้ทำให้ผู้นำทหารไทยในขณะนั้นมีความรู้สึกเชื่อมั่นในพลังอำนาจของสหรัฐอย่างมาก

และเชื่อเสมอว่าการปกป้องไทยของสหรัฐจะไม่เปลี่ยนแปลงไป

ในเงื่อนไขของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหรัฐ ผู้นำทหารไทยจึงไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าจะเกิดความพลิกผันกับทางฝ่ายของสหรัฐหรือไม่

แม้สหรัฐจะส่งสัญญาณถึงการลดภาระสงครามภายใต้ “หลักการนิกสัน”

แต่สงครามทางอากาศไม่ได้ลดลง และสงครามยังขยายตัวเข้าสู่สนามรบในกัมพูชา ซึ่งก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ผู้นำไทยว่า สหรัฐจะไม่ทอดทิ้งพันธะทางทหาร

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เงื่อนไขภายในของสังคมอเมริกันเองก็กำลังก้าวสู่ความขัดแย้งมากขึ้น

และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ท้าทายต่อความคาดหวังด้านความมั่นคงของไทย

ผู้นำไทยอาจจะไม่ค่อยตระหนักถึงความผันแปรนี้

ร่มยุทธศาสตร์ของอเมริกา

ในยุคจอมพลถนอมได้เห็นถึงการขยายกำลังรบของสหรัฐหลังจากวิกฤตการณ์อ่าวตังเกี๋ย รัฐบาลไทยในที่สุดได้เข้าร่วมรบกับกองทัพสหรัฐในอินโดจีน อาจจะไม่แตกต่างจากยุคจอมพลแปลก ที่เคยเข้าร่วมรบกับสหรัฐในสงครามเกาหลีมาแล้ว

ด้วยความเชื่อมั่นในพลังอำนาจทางทหารของสหรัฐ หรือที่เรียกด้วยภาษาในยุคสงครามเย็นว่า ผู้นำทหารไทยมั่นใจที่จะอยู่ภายใต้ “ร่ม” คุ้มครองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ (American Umbrella)

และความสัมพันธ์เช่นนี้เป็นไปโดยผู้นำทหารไทยไม่เคยตั้งคำถามใดๆ ทั้งสิ้น

และไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้นเช่นกัน

เช่น ผู้นำทหารไทยไม่เคยถามว่า สหรัฐควรจะเข้าไปทำสงครามในเวียดนามหรือไม่

หากมีแต่ความเชื่อมั่นเสมอว่า อำนาจอันทรงพลังของความเป็นมหาอำนาจนั้น สหรัฐจะเป็นฝ่ายชนะในการต่อสู้กับสงครามคอมมิวนิสต์

ผลที่ตามมาของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศทั้งสองก็คือ สหรัฐได้ขยายกำลังรบในไทยอย่างมาก

โดยในปี 2508 สหรัฐมีเครื่องบินรบประจำการในไทย 200 ลำ และกำลังพลทหารอากาศ 9,000 นาย และกำลังพลทหารบก 1,400 นาย

และในปี 2509 กำลังรบดังกล่าวขยายเพิ่มขึ้นเป็นเครื่องบินรบถึง 400 ลำ และกำลังพลทหารอากาศเป็น 25,000 นาย (ในขณะนั้นกองทัพอากาศไทยมีขนาดเล็กมาก)

ในปีนี้เองที่หน่วยกำลังทางอากาศของสหรัฐได้ทำการฝึกการต่อต้านการก่อความไม่สงบทางอากาศ พร้อมกับจัดหาเฮลิคอปเตอร์เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการนี้ของกองทัพบกไทย

นอกจากนี้ หน่วยรบพิเศษของสหรัฐได้เริ่มทำการฝึกกำลังพลของกองทัพบกไทยอีกด้วย

ทำให้ในตอนปลายปี 2509 สหรัฐมีกำลังทหารบกในไทยเพิ่มเป็น 8,000 นาย

ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐได้ยกระดับมากขึ้นในปี 2510 ด้วยการที่สหรัฐได้นำเอาเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดใหญ่แบบบี-52 เข้าประจำการที่ฐานทัพอู่ตะเภา ส่งผลให้สหรัฐในปี 2511 มีเครื่องบินรบในไทยมากถึง 589 ลำ

และกำลังรบของสหรัฐอยู่ในระดับสูงสุดในต้นปี 2512 ด้วยจำนวนกำลังพลสูงถึง 48,000 นาย (เทียบกับปี 2508 ที่กำลังราว 10,400 นาย)

ในขณะที่สหรัฐปรับนโยบายและนำไปสู่การลดกำลัง จึงทำให้จากกลางปี 2512 เป็นต้นมา สหรัฐเริ่มลดกำลังพลในไทยลง

แต่ในปี 2513 สหรัฐได้เพิ่มจำนวนบี-52 ที่อู่ตะเภา และปฏิบัติการโจมตีทางอากาศยังคงดำเนินต่อไป

สงครามกัมพูชา

ประเด็นสำคัญสืบเนื่องก็คือ สงครามได้ขยายเข้าไปในกัมพูชา จน “การบุกกัมพูชา” กลายเป็นส่วนต่อขยายของสงครามเวียดนาม หรือที่นายพลอเมริกันเรียกว่าปฏิบัติการ “ข้ามรั้ว” เข้าไปในกัมพูชา

และสหรัฐยังสนับสนุนกลุ่มทหารของนายพลลอนนอลทำรัฐประหารล้มรัฐบาลของเจ้าสีหนุ เพื่อรองรับต่อการขยายสงคราม

โดยมีความเชื่อว่า “ศูนย์ควบคุมทางยุทธการ” ของเวียดนามเหนือ (COSVN) ตั้งอยู่ในกัมพูชา

ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐและกองทัพเวียดนามใต้เป็นไปอย่างหนัก

เช่น ในช่วงหนึ่งเดือนของยุทธการ Patio การโจมตีทางอากาศยุทธวิธีมีจำนวน 210 เที่ยวบินต่อวัน และการโจมตีด้วยเครื่องบินบี-52 อีก 653 เที่ยว และตามรายงานของกระทรวงกลาโหมอเมริกัน การโจมตีทางอากาศของสหรัฐในกัมพูชาจากเดือนกรกฎาคม 2513 ถึงกุมภาพันธ์ 2514 มีจำนวนมากกว่า 8,000 เที่ยวบิน

รายละเอียดบางประการเช่นนี้เป็นเครื่องยืนยันสำหรับรัฐบาลไทยอย่างดีว่าคอมมิวนิสต์เวียดนามในกัมพูชากำลังถูกกวาดล้างออกไป และจะมีผลให้ความมั่นคงไทยมีมากขึ้น

สถานการณ์ชุดนี้ได้ลากเอารัฐไทยเข้าไปร่วมด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะการจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายขวาที่พนมเปญคือ การสร้าง “แนวกันชน” ที่ดีสำหรับรัฐไทย

และขณะเดียวกันการกำเนิดของรัฐบาลฝ่ายขวาในภูมิภาคจึงเป็นดัง “แกนฝ่ายขวา” ที่เชื่อมโยงระหว่างกรุงเทพฯ-ไซ่ง่อน-เวียงจันทน์-พนมเปญ เข้าด้วยกัน

และแกนเช่นนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคงไทย

ในสภาวะเช่นนี้ สงครามของสหรัฐในอินโดจีนได้กลายเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงไทย และเชื่อโดยไม่ต้องสงสัยว่าสหรัฐชนะแน่นอน

เช่น เชื่อว่าการบุกกัมพูชาได้ทำลายกองบัญชาการใหญ่ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ควบคุมการยุทธ์ในเวียดนามใต้ได้ทั้งหมด

ในความเป็นจริงกองบัญชาการเช่นนี้จะมีหรือไม่ก็ไม่ชัดเจน หรือสุดท้ายแล้วกองบัญชาการนี้ถูกทำลายหมดจริงหรือไม่ก็ไม่ชัดเจนเช่นกัน

แต่ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐมีขนาดใหญ่ ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงสัปดาห์แรกของการยุทธ์นั้น กำลังของสหรัฐและเวียดนามใต้ที่ใช้มีจำนวนมากถึง 90,000 นาย ตัวอย่างเช่นนี้เป็นความมั่นใจว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐจะช่วยให้การคุกคามของคอมมิวนิสต์จากอินโดจีนต่อไทยถูกจำกัดไว้ได้

แต่ผู้นำไทยไม่เคยมีคำถามว่า การขยายสงครามเวียดนามเข้าไปในกัมพูชานั้น จะเกิดอะไรกับสังคมอเมริกัน

ความมั่นใจทางยุทธศาสตร์

คู่ขนานกับการอนุญาตของรัฐบาลทหารให้สหรัฐใช้ฐานทัพในไทยก็คือ การตัดสินใจส่งกำลังพลอาสาสมัครเข้าทดแทนความต้องการกำลังเพิ่มเติม ที่รัฐบาลวอชิงตันไม่อาจเกณฑ์เกินจากระดับที่มีได้

กองพลอาสาสมัครจากชุดจงอางศึกสู่ชุดเสือดำจึงเป็นอีกส่วนที่สะท้อนความแนบแน่นระหว่างกรุงเทพฯ กับวอชิงตัน

กำลังพลของไทยในเวียดนามมีมากถึง 11,000 นาย โดยสหรัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

สนามรบในเวียดนามจึงเป็นช่วงเวลาที่ทหารไทยถูก “หล่อหลอม” จากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ จึงไม่แปลกอะไรที่ชุดความคิดทางยุทธการในแบบ “ค้นหาและทำลาย” ของทหารสหรัฐจะมีอิทธิพลต่อกองทัพไทยในสงครามในชนบท พร้อมกันนี้สหรัฐได้จัดหาอาวุธเพิ่มเติมให้แก่กองทัพไทยเพื่อป้องกันการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การจัดส่งอาวุธปล่อย (จรวด) จากพื้นสู่อากาศ

สถานการณ์เช่นนี้คือภาพสะท้อนอย่างชัดเจนของการแสวงหาหลักประกันด้านความมั่นคงของผู้นำไทย สหรัฐจึงมีสถานะเป็น “เสาหลัก” ของความมั่นคงไทย

สงครามเวียดนามไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นในหมู่ผู้นำทหารไทยว่าพลังอำนาจทางทหารเป็นปัจจัยหลักที่จะเอาชนะสงคราม แต่ยังสร้างความมั่นใจว่า สหรัฐจะใช้พลังอำนาจที่มีอยู่เช่นนี้ทำลายภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนได้ และรัฐไทยจะดำรงอยู่อย่างปลอดภัย

แต่ดูเหมือนผู้นำทหารไทยไม่ตระหนักว่า ผลประชามติตั้งแต่ปี 2510 แล้วที่คนส่วนใหญ่ในสังคมอเมริกันมีความเห็นว่า การมีบทบาทของสหรัฐในเวียดนามเป็นสิ่งที่ผิดพลาด

ความผันแปรที่คาดไม่ได้

สงครามนำไปสู่การขยายตัวของ “ขบวนการต่อต้านสงคราม” ในสังคมอเมริกัน และผลจากการขยายสงครามเข้าไปในกัมพูชาทำให้มีการฟ้องรัฐบาลอเมริกันในศาล (The Schlesinger v. Holtzman Case) โดยศาลนิวยอร์กได้สั่งให้ทหารอเมริกันยุติการรบในกัมพูชา และมีการฎีกาในเวลาต่อมา อีกครั้งที่ศาลได้สั่งให้ทหารสหรัฐยุติการทิ้งระเบิดในกัมพูชา แต่กองทัพก็ไม่ได้สนใจคำสั่งศาลในครั้งนี้

ผลที่เกิดขึ้นก็คือการขยายตัวของการประท้วงต่อต้านสงครามในมหาวิทยาลัย การประท้วงที่ The Kent State University ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2513 จบลงด้วยการเสียชีวิตของนักศึกษา 4 คน เนชั่นแนลการ์ดของรัฐโอไฮโอยิงนักศึกษา

อีกสองวันต่อมาตำรวจทำร้ายนักศึกษาที่ State University of New York at Buffalo ที่ก่อการประท้วง บาดเจ็บ 4 คน และที่ Jackson State College นักศึกษาถูกตำรวจยิงเสียชีวิต 2 คนและมีผู้บาดเจ็บ 12 คน

การเสียชีวิตของนักศึกษานำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ ซึ่งไม่มีความชัดเจนว่าผู้นำไทยตระหนักถึงปัญหาที่ก่อตัวเป็นความขัดแย้งในสังคมอเมริกันเพียงใด

การประท้วงใหญ่เกิดขึ้นที่วอชิงตันในต้นเดือนพฤษภาคม และมีผู้เข้าร่วมประท้วงมากกว่าหนึ่งแสนคน

และการประท้วงที่ซานฟรานซิสโกมีผู้เข้าร่วมมากกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นคน

การต่อต้านสงครามเวียดนามในปี 2513 นำไปสู่การประท้วงใหญ่ของนักศึกษาอเมริกันทั่วประเทศ (หรือที่เรียกว่า “The Student Strike of 1970”) โดยมีนักศึกษาและนักเรียนเข้าร่วมมากกว่าสี่ล้านคนจากมหาวิทยาลัยและโรงเรียน 450 แห่ง

สงครามกลายเป็นโจทย์ทางการเมืองชุดใหญ่ของสังคม และขณะเดียวกันก็กลายเป็นความแตกแยกครั้งใหญ่ของสังคมด้วย ในการประท้วงได้มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเผาอาคารเรียนของนักศึกษาวิชาทหาร (ROTC)

และอีกด้านก็แสดงออกด้วยการเผาหมายเกณฑ์ทหาร อันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดอย่างต่อเนื่อง

บทบาทของคนหนุ่มสาวกับการต่อต้านรัฐบาลไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตของนักศึกษา

และในครั้งนี้การต่อต้านสงครามเวียดนามดำรงอยู่ในมหาวิทยาลัยอเมริกันในอีกหลายปีต่อมา และนำไปสู่กระแสกิจกรรมนักศึกษา (student activism) ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสี่ขบวนใหญ่คือ ขบวนการสิทธิเสรีภาพ ขบวนการสิทธิสตรี ขบวนการต่อต้านสงคราม และขบวนการต่อต้านวัฒนธรรม (ได้แก่พวกบุปผาชนหรือฮิปปี้)

แต่ทั้งหมดนี้คือขบวนการต่อต้านอำนาจรัฐ

Ray Price ผู้เขียนสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีนิกสันกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า

“นี่ไม่ใช่การประท้วงของนักศึกษา แต่นี่เป็นสงครามกลางเมือง” หรือ Charles Colson ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีนิกสันในช่วงปี 2512-2516 ได้เล่าบรรยากาศถึงขนาดที่มีการนำเอาหน่วยกำลังรบมาเพื่อป้องกันการบุกของนักศึกษาเข้าอาคารทำเนียบขาว

เขากล่าวถึงสภาพเช่นนี้ว่า “นี่ไม่ใช่สหรัฐอเมริกา นี่ไม่ใช่ประเทศที่มีเสรีภาพมากที่สุดในโลก แต่นี่กำลังเป็นชาติที่อยู่ในภาวะสงครามกับตัวเอง”

ในขณะเดียวกันกระแสต่อต้านสงครามเวียดนามได้ขยายตัวออกสู่เวทีโลกด้วย

มีการประท้วงตามเมืองใหญ่ในยุโรปและในออสเตรเลีย จนกระแสนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสคนหนุ่มสาวทั่วโลก

และขณะเดียวกันก็สอดรับกับกระแสการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในฝรั่งเศสในปี 2511 (หรือที่เรียกว่าการปฏิวัติ 1968)

กระแสชุดนี้นำพานักศึกษาออกสู่ท้องถนนเพื่อการประท้วง จนอาจเรียกว่าเป็นการก่อตัวของ “วัฒนธรรมการประท้วง” ของคนหนุ่มสาว

และปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสนักศึกษาไทยส่วนหนึ่งก็อยู่ในบริบทของกระแสโลกชุดนี้ด้วย

และอาจกล่าวเชิงเปรียบเทียบได้ว่า ขบวนคนหนุ่มสาวในการเมืองไทยจากปี 2516-2519 ก็คือผลผลิตของกระแสดังกล่าวที่ผสมผสานเข้ากับเงื่อนไขของการเมืองภายในของไทย…การประท้วงรัฐบาลทหารในไทยมีนัยเดียวกันกับการประท้วงสงครามในโลกตะวันตก เพราะเป็นการประท้วงของคนหนุ่มสาวเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ

ไม่มีความชัดเจนว่า ผู้นำทหารไทยตระหนักมากน้อยเพียงใดว่าสงครามของสหรัฐถึงจุดของความเปลี่ยนแปลงแล้ว

เพราะในทางการยุทธ์นั้น การรุกในเทศกาลตรุษญวนในต้นปี 2511 คือสัญญาณว่าสหรัฐอาจไม่ชนะสงคราม และการประท้วงสงครามที่ขยายตัวไม่หยุดโดยเฉพาะหลังการบุกกัมพูชาและการเสียชีวิตของนักศึกษาในปี 2513 คือสัญญาณว่าสหรัฐกำลังแพ้สงครามในบ้านตัวเอง ในสภาวะเช่นนี้กระแสต่อต้านสงคราม กระแสต่อต้านรัฐบาล ผนวกเข้ากับวิกฤตการณ์คดีวอเตอร์เกต และเมื่อควบรวมเข้ากับการเจรจาเพื่อยุติสงครามแล้ว

คำตอบมีเพียงประการเดียวว่า ถึงเวลาที่สหรัฐจะต้องกลับบ้านจริงๆ แล้ว ถ้าเช่นนั้น รัฐไทยจะจัดการกับความอยู่รอดของตนอย่างไร และทั้งหมดคือการสะสมความกลัว “อเมริกาทิ้งไทย” ในอนาคตนั่นเอง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง