E-DUANG : สัดส่วน สุขภาพ กับ เสรีภาพ เผด็จการ กับ ประชาธิปไตย

การต่อสู้ในทาง”ความคิด”คือ สภาพที่ดำรงอยู่อย่างยืดเยื้อและยาวนานในสังคมไทย เห็นได้ชัดตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2549 เห็น ได้ชัดตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2557
ยิ่งเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส การต่อสู้ในทาง “ความคิด” ก็ยิ่งรุนแรง แหลมคม
ป้อมค่ายในทาง”ความคิด”ยังดำรงอยู่ ไม่แปรเปลี่ยน
แม้จะมีความเห็นร่วมว่า การแพร่ระบาดของไวรัสคือความขัดแย้งหลักทั้งในระดับโลก ทั้งในระดับประเทศ แต่รายละเอียดว่า จะต่อสู้อย่างไรสะท้อนให้เห็นความแตกต่าง
เป็นความแตกต่างที่รัฐบาลยืนอยู่ในด้านหนึ่ง เป็นความแตกต่างที่พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ยืนอยู่ในอีกด้านหนึ่ง
แม้กระทั่งประเด็นว่าด้วย”สุขภาพ”กับ”เสรีภาพ”
ความโน้มเอียงที่เห็นอย่างเด่นชัดเป็นลำดับ คือความโน้มเอียงที่ จะเน้นในเรื่องสุขภาพ โดยละเลยในเรื่องเสรีภาพ เป็นความโน้มเอียงที่จะปิดปาก กดความเห็นต่าง
เสียงจากรัฐบาล เสียงจากพรรคพลังประชารัฐ ไม่ต้องการได้ยินเสียงจากความเห็นต่างอย่างสิ้นเชิง
กดทับกระทั่งไม่อยากได้ยินเสียงจาก “รัฐสภา”
ไม่ว่าความเห็นต่างอันมาจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าความเห็น ต่างอันมาจากพรรคก้าวไกล ล้วนถูกประมวลว่าเป็นเรื่องแปลกปลอมไม่ควรให้พื้นที่
ในอีกด้านจึงเท่ากับต้องการให้พื้นที่อยู่ในความยึดครองของรัฐบาลฝ่ายเดียว ในอีกด้านจึงเท่ากับเอาประเด็นสุขภาพกดทับทุกประเด็นลงไปอย่างสิ้นเชิง
ความหมายจึงหมายความว่าไม่เหลือพื้นที่ให้กับ”เสรีภาพ”
แท้จริงแล้ว การจัดสัดส่วนระหว่าง”สุขภาพ”กับ”เสรีภาพ”ก็ดำเนินไปเหมือนกันกับการจัดสัดส่วนระหว่าง “เศรษฐกิจ”กับ”การเมือง”นั่นเอง
เหมือนกับเศรษฐกิจและการเมืองจะเป็นคู่ขัดแย้ง ทั้งๆที่ในความเป็นจริงมีส่วนในการเกื้อหนุนเอื้ออำนวยกัน
สามารถจัดการปัญหาเศรษฐกิจคู่กันไปกับการเมือง
เพราะหากจัดการปัญหาการเมืองไม่ดีก็มีผลสะเทือนกับปัญหาเศรษฐกิจ จัดการเศรษฐกิจไม่ดีก็มีผลกับการเมือง
เอกภาพระหว่างสุขภาพกับเสรีภาพจึงสำคัญ
หากจัดสัดส่วนไม่ดีก็จะกลายเป็นประเด็น”เผด็จการ”กับ “ประชาธิปไตย”ไปในที่สุด
