E-DUANG : สถานะ ตั้งรับ ของ รัฐบาล ภายใต้ สถานการณ์ ฉุกเฉิน

ไม่ว่าเสียงคำรามแสดงความหงุดหงิดจากทำเนียบรัฐบาล จากพรรคพลังประชารัฐต่อกรณีการตายของ”น้องปลายฝน” ต่อกรณีที่ประชาชนมาออกันอยู่หน้ากระทรวงการคลัง
จะกระแทกเข้าใส่พรรคการเมืองฝ่ายค้าน จะมองว่าเป็นการฉวยโอกาสทางการเมืองจากสถานการณ์ไวรัสแพร่ระบาด
แต่ความเป็นจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ก็คือ การตายของ”น้องปลายฝน” การที่ประชาชนจากเรือนสิบแพร่ขยายกลายเป็นเรือน ร้อย เรือนพันภายในเวลาอันรวดเร็ว
เด่นชัดอย่างยิ่งว่า”แส้”ที่โบยตีและผลักรุนให้ต้อง”ฆ่าตัวตาย” และต้องออกจากบ้านเช่ามากู่ร้องอยู่ที่หน้ากระทรวงการคลังและตามแถวรับบริจาค
คือความเดือดร้อน คือความยากไร้อันเนื่องแต่มาตรการ”เข้ม”และเนื่องแต่นโยบายของรัฐบาล
รัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐยังกักตัวเองอยู่กับความขัดแย้งเก่าๆโดยพุ่งเป้าไปยังพรรคการเมืองและนักการเมืองฝ่ายค้าน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงความขัดแย้งได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว
ความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนอันเนื่องจากการดำเนินนโย บายของรัฐบาลต่างหากได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่
คือ ความขัดแย้งระหว่าง”ประชาชน”กับ”รัฐบาล”
ลึกๆแล้วความขัดแย้งอันปะทุขึ้นภายในพรรคพลังประชารัฐ โดยรวมศูนย์ไปที่ตำแหน่งหัวหน้าพรรค แรงเร้าประการสำคัญก็มาจากความตระหนักในความผิดพลาดล้มเหลว
เป็นความล้มเหลวของ”4 ยอดกุมาร”ที่เคยมีบทบาทเป็นอย่างสูงในฐานะ”ดรีมทีม”ทางเศรษฐกิจต่อเนื่องตั้งแต่หลังรัฐประหารกระทั่งที่เห็นในปัจจุบัน
จึงทำให้เกิดการฉวยโอกาสเปลี่ยนม้ากลางลำธารเพื่อจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในการต่ออายุให้กับรัฐบาล
ความล้มเหลวทางการบริหารจึงกลายเป็นเหยื่อการเมือง
คู่ความขัดแย้งได้เปลี่ยนไปแล้วจากที่เคยขัดแย้งหลักกับพรรคการ เมืองอย่างพรรคเพื่อไทย อย่างพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล บัดนี้ได้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชน
ยิ่งมีการยืดและขยายเวลาในการประกาศบังคับใช้สถานการณ์”ฉุกเฉิน”ออกไปโดยหวังจะยืดและขยายเวลารัฐบาล
มิให้เกิดกระแสในการประท้วงต่อต้านรัฐบาล
กลับจะยิ่งทำให้ปัญหาอันปะทุอย่างรุนแรงในพื้นที่กทม.แพร่ กระจายขยายไปในขอบเขตทั่วประเทศอย่างเด่นชัดมากยิ่งขึ้นเป็น ลำดับ
ประกาศสถานการณ์”ฉุกเฉิน”ที่ประเมินว่าจะเป็นผลดีกลับจะกลายเป็นผลร้าย แทนที่จะเป็น”บวก”กลับจะเป็น”ลบ”
สถานะของรัฐบาลจะเป็นฝ่าย”รับ”มากกว่าจะ”รุก”
