E-DUANG : การต่อสู้ ภายใน ของรัฐบาล อนาคต ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ไม่ว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ไม่ว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล มองสถานการณ์หลังโค วิด-19 ตรงกัน
มองว่าปัญหาอันเป็นตัวจุดชนวนอย่างสำคัญ คือ ปัญหาใน ทางเศรษฐกิจ
มองว่าความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น”ใหม่”มิได้เป็นปัญหาในแบบ เดิมๆอันเนื่องแต่สีเสื้อ หากแต่เป็นการปะทะโดยตรงจากความเดือดร้อนของประชาชน
ตัวอย่างที่เห็นอย่างเด่นชัดก็คือ ความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารจัดการกับปัญหาในทางเศรษฐกิจนับแต่หลังรัฐประหารและจะรุนแรงขึ้นหลังสถานการณ์โควิด
เพราะเมื่อเสร็จสิ้นจาก “โรคห่า” ก็จะนำมาซึ่ง”โรคหิว”อย่างถ้วนหน้ากัน
หากอ่านน้ำเสียงของรัฐบาลอันดังมาจากทำเนียบรัฐบาล หากอ่านน้ำเสียงของนักการเมืองอันดังมาจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย
ก็จะมองเห็นจุดร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางการเมืองอย่างเด่นชัด
ทำไมต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
คำตอบเบื้องต้นเพราะว่า นายอุตตม สาวนายน เป็นตัวแทนของ”ดรีมทีม เศรษฐกิจ”ที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
กระทรวงการคลังเป็นภาพสะท้อนแห่งความล้มเหลวและก่อ ความปั่นป่วนมากที่สุด ทั้งระหว่างรับมือกับโควิดและหลังการคลี่คลายของโควิด
การเปลี่ยนตัวหัวขบวนอันเป็นตัวแทน”ดรีมทีม เศรษฐกิจ”คือการยอมรับในความล้มเหลว
รัฐประหาร 2557 คือ รัฐประหาร”เสียของ”
มีความมั่นใจค่อนข้างสูงว่ามีแต่การเปลี่ยนตัวหัวขบวนของ”ดรีมทีม เศรษฐกิจ”เท่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงจะรอดตัว
ความหมายจึงหมายความว่า รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จะไม่เป็นรัฐบาล”เสียของ”
อย่างน้อย”ดรีมทีม เศรษฐกิจ”จะเป็นเครื่องสังเวย
คำถามอยู่ที่ว่า “ดรีมทีม เศรษฐกิจ”จะยินยอมตกเป็นเครื่อง สังเวยในทางการเมืองอย่างเซื่องๆหรือไม่ ตรงนี้แหละที่จะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
เป็นการต่อสู้ภายในรัฐบาล เป็นการต่อสู้ภายในพรรคพลัง ประชารัฐ กับแรงกดแรงบีบจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ
โดยมี “ประชาชน”ซึ่งเป็นผู้เดือดร้อนจะเป็นปัจจัยชี้ขาด
