E-DUANG : คำมั่น ประยุทธ์ พลังประชารัฐ หลักประกัน ดรีมทีม เศรษฐกิจ

การให้คำมั่นจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อ นายอุตตม สาวนายน ต่อ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ว่าจะไม่มีการปรับครม.เหมือนกับจะเป็นการยุติปัญหา
ไม่เพียงเป็นการยุติปัญหาต่อข่าวลือเรื่องปรับครม. หากแต่เป็นการยุติต่อข่าวลือเรื่องการปรับภายในพรรคพลังประชารัฐ
บรรดา “4 ยอดกุมาร”ไม่ว่า นายอุตตม สาวนายน นายสนธิ รัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล อาจถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เพราะเมื่อสามารถรักษาตำแหน่งในพรรคพลังประชารัฐเอาไว้ได้ ก็หมายถึงความสามารถในการรักษาตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลเอาไว้ด้วย
แต่ความโล่งอกนี้จะเกิดขึ้นกับบรรดากลุ่มฝ่ายอื่นภายในพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ยังเป็นคำถามอยู่
ถามว่าสาเหตุอะไรทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อปรับเปลี่ยนหัวหน้าและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ
สังคมอาจมองว่าเป็นปัญหาในเรื่อง “ตำแหน่ง”
เพราะว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรค ตำแหน่งเลขาธิการพรรค มีผลต่อตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตาของพรรคพลังประชารัฐที่มีอยู่ในรัฐบาล
แต่หากมองผ่านจากตำแหน่งในพรรคกับตำแหน่งในรัฐบาลก็จะตระหนักว่าสาเหตุมีมากกว่านั้น
เพราะว่าบทบาทของรัฐมนตรี”4 ยอดกุมาร”นั้นเป็นรัฐมนตรีในส่วนที่เรียกขานกันว่า”ดรีมทีม เศรษฐกิจ”มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 กระทั่งหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562
การกระแทกไปยังตำแหน่งในพรรคจึงเท่ากับกระแทกไปยังจุดแห่งความเป็น”ดรีมทีม เศรษฐกิจ”อย่างมีนัยสำคัญ
แท้จริงแล้ว ปฏิกิริยาที่มีต่อตำแหน่งบริหารในพรรคพลังประชารัฐ คือปฏิกิริยาที่มีต่อผลงานความสำเร็จและความล้มเหลวในการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล
และที่เกิดความรู้สึกและความเห็น”ร่วม”อย่างกว้างขวางก็เมื่ออยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19
ภายในพรรคพลังประชารัฐจึงตระหนักในความจำเป็นต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เพื่อนำไปสู่การจัดระเบียบใหม่ภายใน”ดรีมทีม เศรษฐกิจ”
การยืนยันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงเท่ากับดับความฝัน ดับความหวังที่ดำรงอยู่ภายในพรรคพลังประชารัฐลงไปแต่ก็ไม่ถึงกับอย่างสิ้นเชิง
ตราบใดที่ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนยังดำรงอยู่
