bg-single

ว่าด้วยชาติ & ชาตินิยมทางแนวคิดการเมือง (2)

30.07.2025

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

ว่าด้วยชาติ & ชาตินิยมทางแนวคิดการเมือง (2)

คําให้สัมภาษณ์ของผมแก่เว็บไซต์ข่าว “ประชาไท” เมื่อ 7 ปีก่อน ว่าด้วย “ชาติ & ลัทธิชาตินิยม” ในช่วงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช. แผ่กว้างออกไป และการกล่าวหาตอบโต้ผู้วิจารณ์ว่าเป็น “ลัทธิชังชาติ” ต่อจากตอนแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน

เป็นไปได้หรือไม่ที่ชาติจะไม่มีศัตรู?

ในทางทฤษฎีเป็นไปได้ แต่อย่าลืมนะครับทันทีที่พูดประโยคนี้มันมีเงื่อนไขความเป็นไปได้อยู่เสมอที่ในกระบวนการสร้างชาตินั้นจะมีศัตรูของชาติอยู่ นึกออกไหมครับ? มันเป็นความเป็นไปได้ที่คุณปฏิเสธไม่ได้ทั้งสองทาง คุณอาจจะบอกว่าเป็นไปได้ไหมครับที่เราจะสร้างชาติโดยไม่ต้องแต่งตั้งผู้ได้รับเกียรติให้เป็นศัตรูของชาติ? ในทางหลักการทฤษฎีเป็นไปได้ แต่เข้าใจไหมครับว่าโดยเงื่อนไขความเป็นชาติในโลกปัจจุบันซึ่งต้องมีมากกว่าหนึ่งชาติเสมอนี่น่ะ มันจึงมีความเป็นไปได้ของการสร้างศัตรูของชาติเสมอ และในบางเงื่อนไข บางโอกาส บางสภาวการณ์ มันสร้างศัตรูของชาติได้ง่ายด้วยซ้ำ และพอสร้างศัตรูของชาติได้ง่าย คุณก็สร้างสำนึกความเป็นชาติโดยคิดตาลปัตรด้านกลับกันง่าย ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในพื้นที่ห้ามเข้าทางความคิด คุณก็เป็นชาติเดียวกับเรา

สำหรับความเป็นไปได้ของการสร้างชาติโดยไม่กำหนดศัตรูของชาติ แนวโน้มมันจะผลักพาไปสู่การมีความสัมพันธ์เป็นมิตรกับคนอื่น กับประเทศอื่น มันจะผลักพาไปสู่การรวมตัวระดับภูมิภาคที่ใหญ่กว่าชาติได้ อันนี้แหละคือที่มาขององค์กรอย่างสหภาพยุโรป

การเกิดขึ้นของลัทธิชังชาติ

สะท้อนให้เห็นนิยามความเป็นชาติที่แตกต่างกัน

ในเมื่อชาติเป็นชุมชนในจินตนากรรม ในพื้นที่รัฐชาติหนึ่งจึงมีจินตนาการเกี่ยวกับชาติได้มากกว่าหนึ่งเสมอ ผมคิดว่าน้อยมากที่มันจะมีจินตนาการเกี่ยวกับชาติที่เป็นเอกพจน์ ดังนั้น การมีจินตนาการเกี่ยวกับชาติที่แตกต่างกันไปหลายแบบ ให้ความสำคัญต่อสถาบันที่เป็นแก่นสารของชาติหลายแบบมันจึงเป็นไปได้เสมอ และจริงๆ ก็เกิดขึ้นในสภาวะปกติธรรมดาด้วย

แต่มันยุ่งตรงที่ว่า ฝั่งหนึ่งซึ่งให้คำนิยามชาติไว้ได้ขึ้นไปเถลิงอำนาจรัฐ และความจริงที่สำคัญคือชาติไม่เพียงแต่เป็นจินตนาการถึงอะไรที่มีร่วมกัน ชาติยังเป็นโปรเจ็กต์หรือโครงการที่เราจะต้องมีร่วมกันด้วย เพราะเมื่อเราจินตนาการถึงชาติร่วมกัน เราล้วนคิดถึงชาติที่วิ่งไปในอนาคตข้างหน้าเสมอ มันจะมีแผนงาน มีความพยายามผลักพาไปสู่การบรรลุโปรเจ็กต์บางอย่างเสมอ

ปัญหาเกิดตรงรัฐนี่ละครับ เพราะอำนาจรัฐคือเพชรยอดมงกุฎสำหรับการไปบรรลุโปรเจ็กต์ของชาติ โปรเจ็กต์ชาติมีได้มากกว่าหนึ่งเสมอ มักจะเป็นพหูพจน์ และเวลาคุณมีโปรเจ็กต์คุณก็อยากจะทำให้มันเป็นจริง เครื่องมือสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้มันเกิดขึ้นจริงอย่างที่จินตนาการไว้ได้คือคุณต้องมีอำนาจรัฐนั่นแหละครับ

อันนี้มันก็เป็นเรื่องที่อธิบายยากสักหน่อย แต่ว่าเท่าที่ผมเข้าใจตรรกะมันเป็นแบบนี้ ถ้าผมจินตนาการถึงชาติไว้แบบหนึ่ง ให้ความสำคัญกับสถาบันจำนวนหนึ่งว่านี่คือแก่นสารของความเป็นชาติ ส่วนคุณจินตนาการไปอีกแบบ คุณให้แก่นสารของความเป็นชาติไว้อีกแบบหนึ่ง อดีตร่วมของคุณกับอดีตร่วมของผมก็ไม่เหมือนกัน แต่งเรื่องเล่ากันคนละเรื่อง พื้นที่ร่วมของคุณกับพื้นที่ร่วมของผมก็ไม่แน่ว่าจะเหมือนกันทั้งหมด แต่สมมุติว่าร่วมกันก่อน สายสัมพันธ์คุณกับสายสัมพันธ์ผมก็ไม่เหมือนกัน ของคุณใช้เสื้อสีนี้ ของผมใช้เสื้อสีนั้น เพื่อบอกความเป็นพวกเดียวกัน ที่สุดแล้วนี่คือการพูดถึงโปรเจ็กต์สองโปรเจ็กต์ และเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ขนาดชาติด้วย ไม่ใช่แค่หมู่บ้าน โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เครื่องมือสำคัญที่จะบรรลุมันได้คืออำนาจรัฐ ดังนั้น มันจึงวิ่งมาสู่จุดที่สองฝ่ายต้องปะทะกันเพื่อแย่งชิงรัฐไปบรรลุโปรเจ็กต์ของฝ่ายตนเอง

ลองกลับไปที่คำถามของคุณนะครับ คุณเริ่มตรงที่ว่าเพราะคนเรามีจินตนาการถึงชาติไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะที่คุณบอกว่าฝ่ายรัฐกับฝ่ายประชาชนมีจินตนาการแตกต่างกัน ผมเห็นด้วยว่าจินตนาการชาติมันมีได้มากกว่าหนึ่ง มันเป็นพหูพจน์ และที่ยุ่งยากกว่านั้นก็คือเส้นแบ่งมันไม่ง่ายขนาดนั้นไงครับ ไม่ใช่แค่ฝ่ายรัฐกับฝ่ายประชาชน เพราะฝ่ายประชาชนกันเองก็ไม่เหมือนกัน มันมีตั้งหลายจินตนาการ แล้วฝ่ายรัฐเองผมก็ไม่แน่ใจนะว่าจินตนาการชาติจะเหมือนกันหมดซะทีเดียว

ความแตกต่างหลากหลายอาจจะมีอยู่ได้ ถึงแม้ว่าฝ่ายรัฐจะพยายามจัดแถว ตบแถว ให้คิดแบบเดียวกันกับรัฐบาล ดังนั้นเรามักจะเห็นเส้นแบ่งของผู้มีอำนาจรัฐกับฝ่ายที่ไม่มีอำนาจรัฐ ก็ด้วยเหตุที่เขาอยากได้อำนาจรัฐที่จะทำให้เขาบรรลุโปรเจ็กต์ชาติ แต่อย่าไปคิดว่าจะมีเอกภาพในแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจนเสียทีเดียวนะครับ มันอาจจะมีได้มากกว่าหนึ่งทั้งฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐกับฝ่ายผู้ไม่มีอำนาจรัฐคือประชาชนนั่นแหละ

ดังนั้น พูดให้ถึงที่สุด คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก “ลัทธิชังชาติ” ในความเข้าใจของผมคือพวกเขาเป็นลัทธิรักชาตินี่แหละ และเขาอยากจะช่วยเหลือแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงชาติ เพราะเขาเชื่อว่าชาติดีกว่านี้ได้ คนที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “ลัทธิชังชาติ” นี่น่ะก็คือคนที่วิพากษ์วิจารณ์ความเป็นจริงอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในสภาพของชาติปัจจุบัน และเขาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อเตรียมย้ายไปอยู่ประเทศอื่นหรือ? ก็เปล่า เขาวิพากษ์วิจารณ์เป็นภาษาไทยในพื้นที่ประเทศไทยนี่แหละ และทำไมเขาทำแบบนั้น? ทำไมเขาไม่เก็บของแล้วอพยพไปอยู่ที่อื่นเสียเลยล่ะ? ก็เพราะเขารักชาติ เขาอยากจะเปลี่ยนชาติ แก้ไขปัญหาที่เขาเห็นว่าเป็นจุดบกพร่องของชาติน่ะซีครับ เขารู้สึกว่ามันไม่ดี เขาอยากจะให้ประเทศกูไม่มีสิ่งที่ไม่ดีเหล่านี้

ทําไมเขาอุตส่าห์ลงทุนลงแรงแต่งเพลงร้องเพลงแร็พ นั่งลำดับว่ามันมีปัญหาอะไรบ้าง? ก็เพราะเขาเชื่อว่าชาติดีกว่านี้ได้ ในความหมายหนึ่งเขามีความหวัง เขาอยากจะเห็นชาติที่ดีกว่านี้ และเขาเชื่อว่าเป็นไปได้ คนที่ถูกตราหน้าว่า “ลัทธิชังชาติ” ปัญหาของเขาคือเขารักชาติมากเกินไปนั่นแหละ (หัวเราะ) คือถ้ามึงรักชาติน้อยกว่านี้หน่อยแล้วมึงหุบปาก มันก็ไม่มีปัญหา มึงเสือกรักชาติมากแล้วมึงพูดออกมา แล้วมึงเสียเวลาพูดออกมา มึงก็รู้ว่ามึงพูดออกมามึงจะโดนเขาด่า โดนเขากล่าวหาว่าชังชาติ มึงพูดมาทำไม? เพราะมึงรักชาติเกินไป และมีความหวังว่าชาติจะดีกว่านี้ได้ไง น่าสงสารเนาะ

คือถ้าไม่รักชาติเลยก็สบายไปไม่ต้องเดือดร้อน แต่เขาดันรักชาติ ในบทเรียนของผมที่ผ่านมา คนที่รักชาติมากๆ นี่ล่ะครับมักจะตายก่อนเพื่อน พอชาติประสบความเดือดร้อน เขาจะวิ่งแอ่นอกไปก่อนเพื่อน ตายก่อนเพื่อน ผมคิดว่าไอ้สิ่งที่เรียกว่า “ลัทธิชังชาติ” น่ะ ข้างหลังคืออันนี้ คือเขารักชาติ เขาเลยวิจารณ์ชาติ

ในภาษาอังกฤษท่าทีแบบนี้เรียกว่า erotic irony คือเหมือนกับคุณประชดประเทียดเพราะคุณรักมัน แล้วรักมันทำไมถึงไปประชดประเทียดมันเล่า? ก็เพราะคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่นี้มันเป็นปัญหาไงครับ คุณประชดประเทียดมันเพราะคุณหวังว่ามันจะดีกว่านี้ได้ คือพูดให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะเพลงแร็ปประเทศกูมี หรือคนทั้งหลายที่ออกมาวิจารณ์ชาติเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องเศรษฐกิจหรืออะไรก็แล้วแต่ เขาทำไปเพราะเขารักชาตินั่นแหละ แต่พอคุณได้ยินคำวิจารณ์คุณก็ดันไปกล่าวหาว่าไอ้นี่ชังชาติ ไอ้นี่ทำร้ายชาติ อันนี้นี่ทำให้คุยกันลำบาก คุยไม่รู้เรื่อง

เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย

ทำไมเราจึงเป็นสังคมที่ไม่อาจรับฟังความแตกต่าง

ที่วางอยู่บนข้อเท็จจริงได้?

เท่าที่ผมเข้าใจผมคิดว่าสังคมไทยถูกออกแบบและฝึกอบรมมาให้เปราะบางยิ่งต่อความเห็นต่างบางอย่าง ไม่ใช่ทุกอย่าง เปราะบางถึงขนาดที่ว่ามันไม่สามารถพูดออกมาได้หรือยอมรับได้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่คนไทยจะคิดเห็นต่างกันในเรื่องนี้ มันเปราะบางมาก พอคนไทยด้วยกันคิดเห็นต่างกันในเรื่องนี้ปั๊บ มันแตกเพล้งเลย และทางเดียวที่มันจะรักษาไม่ให้แตกเพล้งได้ คือบอกว่าคนที่คิดต่างอย่างมึงไม่ใช่คนไทย ถีบมันออกไป ไอ้พวกชังชาติออกไปจากที่นี่ซะ

แปลกมากเลยนะครับ เหมือนกับชาติที่เขาจินตนาการออกแบบไว้ แล้วอบรมให้เชื่อกันมาว่าชาติเราเป็นแบบนี้นี่น่ะ มันเปราะบางเสียจนกระทั่งมันยอมรับให้คนไทยด้วยกันหรือคนที่สังกัดหน่วยเดียวกัน ชุมชนเดียวกัน คิดต่างกันในเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด หากใครขืนคิดต่างในเรื่องนี้ มันเหมือนกับสิ่งที่สร้างมาทั้งหมดนี่แตกเพล้งเลย มันบ๊างบางนะครับ

บางประเทศที่เกิดการทำลายรัฐชาติกันนี่มันต้องมีสงครามกลางเมือง ต้องมีคนที่นับถือศาสนาต่างกัน ลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันฉิบหายวายป่วงหมด ซีเรียเป็นประเทศหนึ่งที่กำลังแทบจะหมดความเป็นประเทศ ฆ่ากันด้วยเรื่องที่ใหญ่โตมโหฬารมาก ฆ่าฟันกันเป็นเรื่องเป็นราว คนตายหลายแสนคน

ส่วนประเทศไทยกลับเปราะบางมาก แค่มึงคิดไม่เหมือนกูเรื่องนี้เดี๋ยวฉิบหายเลย คือกระทั่งความแตกต่างทางความคิดเห็นบางอย่างก็มิอาจจะปล่อยให้มีอยู่ได้ ระบอบเปราะบางเกินกว่าที่จะยอมรับความแตกต่าง แค่เรื่องความคิดเห็นเฉพาะในบางเรื่องได้ ยังไม่พูดถึงการปฏิบัติด้วยซ้ำ แค่คิดเห็นต่างก็รับไม่ได้แล้ว ผมก็แปลกใจ เอ๊ะ ทำไมมันบางงี้วะ? คือทำให้ผมรู้สึกว่าอะไรที่มันรองรับจินตนาการของชาติ ชุมชนร่วมกันแบบนี้น่ะ มันบางมากเลย

อย่างคุณกับผมอาจเชียร์ฟุตบอลต่างทีมกัน อาจชอบดาราต่างคนกัน ชอบอาหารคนละอย่างกัน นี่เป็นเรื่องธรรมดา แต่บางเรื่องต่างกันไม่ได้ ทันทีที่ต่างปั๊บ พังเลย พื้นแตกแยกแผ่นดินเลยน่ะ แล้วคุณก็ต้องลุกขึ้นมาไล่ฆ่าฟัน หรือไล่เขาไม่ให้อยู่ประเทศเดียวกันกับคุณ มันสะท้อนว่าอะไรที่รองรับนี่น่ะ มันบางมาก

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

ใต้ภาพ : (ขอบคุณภาพจากประชาไท, https://prachatai.com/journal/2018/11/79551)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์