สองมหามายาคติของตะวันตก : โลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่กับเสรีประชาธิปไตย (2)
การเมืองวัฒนธรรม เกษียร เตชะพีระ
สองมหามายาคติของตะวันตก
: โลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่กับเสรีประชาธิปไตย (2)
ต่อมายาคติ TINA : There is no alternative ของอดีตนายกฯ หญิงอังกฤษ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ที่ว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนอกจากเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่
และมายาคติ The End of History ของกูรูรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ฟรานซิส ฟูกูยามา ที่ว่า บัดนี้มนุษยชาติได้บรรลุอวสานประวัติศาสตร์ทางอุดมการณ์และการเมืองแล้ว เพราะพบคำตอบสุดท้ายคือการเมืองเสรีประชาธิปไตยนั้น
การิม เอมิล บีทาร์ (Karim E?mile Bitar) ศาสตราจารย์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวเลบานอน แห่งมหาวิทยาลัยแซงต์โจเซฟ ผู้เคลื่อนไหวอยู่ในวงวิชาการและการเมืองยุโรปตะวันตก ได้วิพากษ์ฟันธงไว้ในคำสัมภาษณ์ เมื่อ 6 มิถุนายน ศกนี้ว่า https://www.facebook.com/watch/?ref=saved&v=689232363973252 :
“มีมายาคติอยู่สองประการที่เราถูกกล่อมมายาวนาน
“มายาคติประการแรก ได้แก่ มายาคติที่ว่าการค้าเสรีกับโลกาภิวัตน์นั้นเป็นอะไรบางอย่างที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้และมิอาจย้อนทวนกลับได้
“ขณะอันที่จริงแล้วโลกาภิวัตน์ครั้งแรกเกิดขึ้นระหว่างปี 1870-1914 ซูซาน เบอร์เกอร์แห่งมหาวิทยาลัย MIT ได้เขียนหนังสือเล็กๆ เล่มหนึ่งชื่อ โลกาภิวัตน์ครั้งแรกของเรา : บทเรียนความล้มเหลวที่ถูกลืม (Suzanne Berger, Notre premi?re mondialisation : le?ons d’un ?chec oubli?, Seuil, 2003) เธอแสดงให้เห็นว่าเมื่อดูจากระดับการแทรกซึมเข้าสู่กันและกันของเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ในโลกและของการค้าเมื่อปี 1913 นั้น เราเพิ่งบรรลุถึงระดับเดียวกันนั้นได้เมื่อปี 1980 นี้เอง
“แต่ในปี 1914 นั่นแหละกลับเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งขึ้น กระแสสูงของลัทธิชาตินิยมนานาประเทศได้นำมาซึ่งช่วงแห่งการถอดถอนตัว ฉะนั้น โลกาภิวัตน์ครั้งแรกนี้จึงปิดฉากลงด้วยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
“และในทศวรรษที่ 1980 นี้ก็ปรากฏความพยายามใหม่ที่จะทำโลกาภิวัตน์อีกครั้ง แล้วทุกวันนี้เราก็จะสามารถเห็นการพลิกหน้าใหม่ที่ปิดกั้นตัวเองออกไปอีกเช่นกัน ถ้าหากสงครามภาษีนำเข้าดำเนินต่อไป และถ้าหากปฏิกิริยาคุ้มครองการค้าเข้าครอบงำจริงๆ ละก็
“มายาคติประการที่สองก็คือ เรื่องระบอบเสรีประชาธิปไตยกับอวสานของประวัติศาสตร์ ความเชื่อที่ว่าประชาธิปไตยคือระบบที่ได้ชัยชนะแล้วและจะคงครองฐานะครอบงำตลอดไป
“ทว่า ทุกวันนี้เมื่อเรามองไปรอบโลกก็จะตระหนักว่าประชาธิปไตยกำลังถดถอยในทางเป็นจริง ในทศวรรษที่ 1990 มีประสบการณ์ของทวีปแอฟริกาเอย ประเทศมากมายก่ายกองเอย ที่ประชุมนานาชาติเอย การรวมยุโรปเป็นสหภาพเอย กำแพงเบอร์ลินพังทลายเอย การปล่อยตัวเนลสัน แมนเดลา เป็นอิสระเอย ข้อตกลงออสโล (ระหว่างอิสราเอลกับองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์) เอย เราอยู่ในช่วงตอนที่เคลิบเคลิ้มเป็นสุข มันมีจังหวะบรมสุขสั้นๆ ที่ว่านี้แทรกเข้ามา
“แล้วทุกวันนี้ล่ะเป็นไง งานการทูตกำลังตกอยู่ในอันตรายไม่ว่าจะในสหรัฐหรือในยุโรปก็เช่นกัน เราไม่สามารถจะคิดต่อไปได้อีกแล้วว่าประชาธิปไตยจะต้องยั่งยืนสถาพร
“ในสองเรื่องนี้ คนรุ่นใหม่ๆ จำต้องต่อสู้ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากมารยาสาไถยต่างๆ ธำรงรักษาคุณค่าประชาธิปไตยไว้ เพื่อบรรลุถึงหลักสากลนิยม ซึ่งจะต้องครอบคลุมถ้วนหน้าอย่างแท้จริง ด้วยการต่อต้านคัดค้านสิ่งที่อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ เรียกว่าหลักสากลนิยมแบบยุโรป (ดู Immanuel Wallerstein, “The Agonies of Liberalism : What Hope Progress?, New Left Review, I : 204 (March-April 1994), 3-17) กล่าวคือ วิสัยทัศน์ที่ถือยุโรปเป็นศูนย์กลาง ที่นำเสนอหลักการใหญ่โตโอ่อ่าซึ่งทึกทักว่าจะครอบคลุมทั้งสากล ทว่า เอาเข้าจริงกลับประยุกต์ใช้แต่กับคนที่เหมือนเราเท่านั้น หาได้ครอบคลุมมนุษยชาติทั้งมวลไม่”

(การิม เอมิล บีทาร์ & รายงานประชาธิปไตยปี 2025 ของสถาบัน V-Dem)
สําหรับมายาคติประการหลังเรื่องเสรีประชาธิปไตยจะครอบงำตลอดไป…สถาบัน V-Dem (Varieties of Demcoracy Institute หรือสถาบันแห่งความหลากหลายของประชาธิปไตย) สังกัดมหาวิทยาลัย Guthenburg ประเทศสวีเดน ได้คอยติดตามชั่งวัดประเมินและเก็บประมวลตัวเลขสถิติเกี่ยวกับสถานการณ์ประชาธิปไตยทั่วโลกไว้หลากมิติในเชิงประวัติศาสตร์อย่างละเอียดพิสดารและจำแนกแยกย่อย โดยผลิตชุดข้อมูลเกี่ยวกับประชาธิปไตยทั่วโลกใหญ่ที่สุดออกมาซึ่งครอบคลุมจุดข้อมูล 31 ล้านแห่งใน 202 ประเทศ ตั้งแต่ปี 1789-2024 ด้วยการอาศัยความร่วมมือประสานงานของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญประเทศต่างๆ ถึง 4,200 คน เพื่อกุมสภาพคุณลักษณะต่างๆ กว่า 600 ประการของประชาธิปไตย
ปรากฏว่ารายงาน Democracy Report 2025 ล่าสุดของ V-Dem ซึ่งตั้งชื่อสองแง่สองง่ามล้อประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐว่า “อัตตาธิปัตยาภิวัตน์ 25 ปี – ประชาธิปไตยเจอไพ่ตายแล้วหรือ?” (25 Years of Autocratication – Democracy Trumped? https://www.v-dem.net/documents/61/v-dem-dr__2025_lowres_v2.pdf) ได้สรุปภาพรวมการเมืองประชาธิปไตยโลกไว้อย่างน่าห่อเหี่ยวว่า :
1) ประชาธิปไตยในโลกปี 2024
– ระดับประชาธิปไตยสำหรับพลเมืองโลกโดยเฉลี่ยหวนกลับไปเท่ากับปี 1985 แต่หากคิดในแง่ประเทศโดยเฉลี่ยแล้ว ก็กลับไปเท่ากับปี 1996
– ประชาธิปไตยกำลังเสียท่ามากที่สุดในแง่พลังอำนาจทางเศรษฐกิจ คืออยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 50 ปี
– เกิดกระแสคลื่นอัตตาธิปัตยาภิวัตน์ระดับโลกอย่างแท้จริง ประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออกรวมทั้งเอเชียใต้และเอเชียกลางตกดิ่งลงมาเป็นพิเศษ
อัตตาธิปไตยกับประชาธิปไตย
– โลกมีประเทศประชาธิปไตย (88 ประเทศ) น้อยกว่าประเทศอัตตาธิปไตย (91 ประเทศ) เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี
– เสรีประชาธิปไตยกลายเป็นระบอบประเภทที่มีประเทศจัดว่าสังกัดเข้าร่วมน้อยที่สุดในโลก คือแค่ 29 ประเทศในปี 2024
– บัดนี้ผู้คนในโลกเกือบ 3 ในทุก 4 คนอาศัยอยู่ในประเทศอัตตาธิปไตย นับว่าสูงที่สุดนับแต่ปี 1978 มา
เสรีภาพในการแสดงออกสูญเสียไปอย่างน่าตื่นตระหนก
– การสูญเสียเสรีภาพในการแสดงออกเป็นที่น่าตื่นตระหนก กล่าวคือ เลวร้ายลงใน 44 ประเทศในปี 2024 เพิ่มขึ้นจากที่เคยเลวร้ายลง 35 ประเทศในรายงานปีที่แล้ว
– การเลือกตั้งสะอาดเสื่อมถอยลงใน 25 ประเทศ เสรีภาพในการสมาคมเสื่อมถอยลงใน 22 ประเทศ และหลักนิติธรรมเสื่อมถอยลงใน 18 ประเทศ
2) แนวโน้มการเปลี่ยนระบอบ
– “คลื่นลูกที่สาม” ของอัตตาธิปัตยาภิวัตน์ยังคงขึ้นสู่กระแสสูงภายหลังเวลาผ่านมาแล้ว 25 ปี
– ประชากรโลกเกือบ 40% อาศัยอยู่ในประเทศอัตตาธิปไตย คิดเป็น 3.1 พันล้านคน
– บรรดาประเทศที่กำลังกลายเป็นประชาธิปไตยมีประชากรรวม 452 ล้านคน คิดเป็นไม่ถึง 6% ของประชากรโลก โดยสองในสามของจำนวนนี้อาศัยอยู่ในสามประเทศ ได้แก่ บราซิล โปแลนด์และประเทศไทย
3) ประเทศที่กำลังกลายเป็นอัตตาธิปไตย
– ขณะนี้ประเทศจำนวนมากขึ้นถึง 45 ประเทศกำลังกลายเป็นอัตตาธิปไตย
– 27 ประเทศในจำนวน 45 ประเทศนี้เคยเป็นประชาธิปไตยเมื่อเริ่มเปิดฉากการเปลี่ยนแปลง ในจำนวน 27 ประเทศดังกล่าว มีแค่ 9 ประเทศที่ยังคงเป็นประชาธิปไตยอยู่ อัตราการล่มสลายกลายเป็นอัตตาธิปไตยเต็มใบอยู่ที่ 67%
– อาวุธที่พวกอัตตาธิปัตย์ชอบใช้ ได้แก่ การเซ็นเซอร์สื่อ ตามมาด้วยการบ่อนทำลายการเลือกตั้งและประชาสังคม
4) ประเทศที่กำลังกลายเป็นประชาธิปไตย
– 19 ประเทศกำลังอยู่ในฉากตอนต่างๆ ของการกลายเป็นประชาธิปไตย
– 12 ประเทศในจำนวน 19 ประเทศนี้เริ่มต้นเป็นประเทศอัตตาธิปไตย มี 9 ประเทศใน 12 ประเทศนี้ที่ได้เปลี่ยนผ่านไปเป็นประชาธิปไตยแล้ว “อัตราความสำเร็จ” อยู่ที่ 75%
– เสรีภาพในการแสดงออกมักปรับปรุงดีขึ้นมากที่สุดในช่วงการกลายเป็นประชาธิปไตย ตามมาอย่างกระชั้นชิดด้วยหลักนิติธรรมและการกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร
5) ทบทวนดูปี 2024 อันเป็น “ปีแห่งการเลือกตั้ง”
– กล่าวโดยรวม ปีแห่งการเลือกตั้ง 2024 ทั้งไม่ได้ “หักราน” และก็ไม่ได้ “บรรลุผลสำเร็จ” สำหรับประชาธิปไตย แนวโน้มโลกส่วนใหญ่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
– ในจำนวน 61 ประเทศที่จัดการเลือกตั้ง มีเพียง 11 ประเทศที่เปลี่ยนวิถีโคจรของตนไป
– กล่าวโดยรวมแล้ว มีประเทศที่หลังเลือกตั้งแล้ววิถีโคจรเป็นไปในเชิงลบ (7 ประเทศ) มากกว่าประเทศที่หลังเลือกตั้งแล้ววิถีโคจรเป็นไปในเชิงบวก (4 ประเทศ) เล็กน้อย
– ความรุนแรงทางการเมืองที่สูงขึ้นพร้อมกับการระดมพลังเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตยที่มากขึ้นเป็นแนวโน้มเห็นได้ชัดเจนที่สุดของปีแห่งการเลือกตั้ง 2024
6) บัญชีประเทศที่ต้องจับตามองในรายงานประชาธิปไตย 2025
– มี 7 ประเทศที่ถูกจัดเข้า “บัญชีที่ต้องจับตามอง” ในรายงานประชาธิปไตย 2025 ในฐานะมีศักยภาพจะกลายเป็นอัตตาธิปไตยได้ กล่าวคือ จวนเจียนจะนับเป็นประเทศที่กลายเป็นอัตตาธิปไตยอย่างประจักษ์แจ้งอยู่รอมร่อ
– มี 3 ประเทศในรายงานประชาธิปไตย 2025 ที่อยู่ใน “บัญชีที่ต้องจับตามอง” ในฐานะมีศักยภาพจะกลายเป็นประชาธิปไตยได้
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
