bg-single

การเมืองแห่งความสิ้นหวัง ! | สุรชาติ บำรุงสุข

03.09.2025

     นักเรียนรัฐศาสตร์ในสาขาการเมืองระหว่างประเทศรู้จักคำว่า “Shuttle Diplomacy” หรือที่บางคนแปลว่า ”การทูตแบบกระสวย” เป็นอย่างดี ซึ่งหมายถึงบทบาทของผู้เจรจาที่การเดินทางไปมาระหว่างประเทศเป้าหมายที่เป็นคู่ขัดแย้ง เพื่อทำให้การเจรจากับผู้นำประเทศดังกล่าว ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเป็นการเจรจาแบบแยกฝ่าย เพื่อให้เกิดความง่ายในการเจรจา

     คำอธิบายทางการทูตเช่นนี้ อาจนำมาอรรถาธิบายถึงสภาวะของการเมืองไทยในปัจจุบัน ที่มีสภาพเป็น “สามก๊ก” อย่างชัดเจน จากคะแนนของ สส. ที่แต่ละฝ่ายมีในมือหลังจากการรวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว สภาวะ “สามก๊ก” จึงบังคับให้เกิดการต้องผลักดัน (เขี่ย) ฝ่ายหนึ่งออกไป และพึ่งพาอีกฝ่ายหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย และถึงจะรวบรวมเสียงได้ในมือได้ แต่ก็มีความเสี่ยงในตัวเอง

    สภาวะเช่นนี้ จึงทำให้สังคมไทยได้เห็นถึง “การเมืองแบบกระสวย” หรืออาจเรียกว่าเป็น “Shuttle Politics” ที่มีปรากฏการณ์ของ “การวิ่งไปมา” เพื่อขอเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลของฝ่ายตน … การวิ่งไปมาในแต่ละวันของนักการเมืองที่ปรากฏเป็นภาพข่าวนั้น บางครั้งก็ดูจะเป็นการสร้าง “ความหดหู่ใจ” ให้กับประชาชนอย่างมาก เพราะดูเหมือนนักการเมืองทั้งหมด สนใจอย่างมากกับปัญหาเรื่อง “ความมั่นคงทางการเมือง” ในการจัดตั้งรัฐบาลสำหรับพวกเขา

     ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะ นักการเมืองไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหนก็ตาม มีชีวิตอยู่กับปัญหาหลักเพียง 2 ประการ คือ “ตั้งรัฐบาลและล้มรัฐบาล” จนบางทีเราอาจต้องยอมรับความจริงว่า การตั้งรัฐบาลและการล้มรัฐบาลเป็น “วัฎจักร” ของชีวิตทางการเมืองของพวกเขา และพวกเขาทั้งหมดล้วนได้ประโยชน์จากวัฎจักรนี้ ไม่แตกต่างกัน

     ดังนั้น ในสภาพปัจจุบันจึงไม่แปลกอะไรมากนัก ที่เราแทบจะไม่เห็นความใส่ใจของนักการเมืองกับปัญหา “ความมั่นคงของประเทศ” ทั้งที่ในช่วงเวลาเช่นนี้ ทั้งชีวิตของประเทศและชีวิตของผู้คนในสังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆ รุมเร้าอย่างรอบด้าน จนคนในสังคมหลายส่วนมีความรู้สึกว่า นักการเมืองทุกฝ่ายในยามนี้ไม่ได้ต่างกันมากนัก คือ สนใจแต่อนาคตของ “พวกเขา” แต่แทบจะไม่สนใจอนาคตของ “พวกเรา” เลย

      หากเราทดลองจำแนกปัญหาความมั่นคง ที่กำลังรุมเร้าและเป็นดัง “ไฟที่แผดเผา” ในภาวะปัจจุบันนั้น เราจะเห็น “ไฟกองใหญ่” ที่กำลังลุกโชน โดยมีชีวิตของคนและประเทศเป็นเดิมพัน ดังนี้

  1. ไฟเขมร- ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในรอบใหม่ล่าสุดของยุคปัจจุบัน ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายในการจัดการแต่อย่างใด ทั้งมีแนวโน้มที่อาจเป็นความขัดแย้งแบบลากยาว หรือกลายเป็น “สงครามยืดเยื้อ” ทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชาอีกด้วย และเห็นได้ชัดถึงการตกเป็น “ฝ่ายรับ” ของไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปัญหาเกิดและขยายตัวหลังจากกรณีการปล่อยคลิบเสียงสนทนาของผู้นำ 2 ฝ่าย จนถึงปัจจุบันนั้น จึงเป็นเสมือนกับ “ไฟเขมร” กำลังเผาพวกเราอีกแบบ
  2. ไฟใต้- สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หวนกลับมาท้าทายรัฐไทยอย่างมาก เราเผชิญ 4 สงครามพร้อมกัน คือ “สงครามการเจรจา-สงครามแนวร่วม-สงครามการทหาร-สงครามข่าวสาร” แต่จนถึงปัจจุบัน รัฐไทยตกอยู่ในสภาพของการเป็น “ฝ่ายรับ” แทบไม่ต่างจากปัญหากัมพูชา และไม่มีความชัดเจนว่า เราควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในอนาคต และปัญหานี้จะเป็นเรื่องที่ถูกทิ้งค้างมานาน
  3. ไฟการเมือง- การเมืองไทยอยู่ในวังวนของความขัดแย้งทางการเมือง การต่อสู้ทางการเมือง การแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ผลที่เกิดขึ้นตามมา คือ ระบบรัฐสภาไทยอ่อนแอในตัวเองอย่างมาก และก่อให้เกิด “การเมืองแห่งความไร้เสถียรภาพ” อีกทั้งยังทำให้กระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยของสังคมการเมืองไทยนั้น มีอาการเป็นเสมือนรถยนต์ที่ “เครื่องรวน” อยู่ไม่จบ และเป็นการเมืองที่พาประเทศขยับตัวไปข้างหน้าได้ช้า เราจึงได้แต่หวังว่า ไฟการเมืองเช่นนี้จะต้องไม่ใช่ “ไฟนำทาง” เพื่อให้การเมืองแบบ “อังเคิล”หวนกลับมาในการเมืองไทย
  4. ไฟเศรษฐกิจ- เศรษฐกิจเป็นไฟกองใหญ่ที่สุดในชีวิตคนไทยปัจจุบัน ไฟกองนี้เผาชีวิตคนไทยจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ขณะเดียวกัน ไฟเศรษฐกิจจาก “ภาษีทรัมป์” ก็เตรียมรอเผาพวกเราคนไทยอีกแบบ ไฟกองนี้ยังเป็นผลจาก “เศรษฐกิจมหภาค” ของไทยที่มีอาการถดถอยมาโดยตลอด อีกทั้ง เป็นเพราะไฟกองนี้แหละที่ทำให้ชีวิตของผู้คนในสังคมไทยยุคปัจจุบันไม่สดใสเท่าใดนัก
  5. ไฟศรัทธา- ไฟที่น่ากลัวที่สุดในมิติของจิตวิทยาการเมือง คือ “ความเชื่อ-ความศรัทธา” และไฟนี้พร้อมที่จะเผาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าได้ อย่างน้อย “จลาจลต่อต้านนักการเมือง” ที่กำลังเกิดขึ้นในอินโดนีเซียนั้น ดูจะเป็นข้อเตือนใจอย่างดี เพราะ “วิกฤตศรัทธา” ที่เมื่อเกิดกับตัวบุคคลในฐานะนักการเมือง หรือเกิดกับรัฐบาล หรือแม้กระทั่งอาจเกิดกับระบบการเมืองได้ด้วย ดังจะเห็นได้จากนิด้าโพล ซึ่งคนไทยที่รู้สึกหมดหวังทางการเมืองมีจำนวนมากขึ้น จนแทบจะนิยามอาการได้ คือ “เบื่อแดง-รำคาญส้ม-ไม่เอาน้ำเงิน”

          ตัวเลขอาการหมดหวังจากโพลจำแนกเป็น หมดหวังแล้ว 41.91% และค่อนข้างหมดหวัง 34.19% หรือรวมพลคนหมดหวังมีมากถึงราว 76% เหลือคนมีความหวังเพียง 24% ซึ่งตัวเลขความหมดหวังที่มีจำนวนมากถึง 3 ใน 4 ของคนในสังคมนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแล้ว เพราะคนมีความหวังมากที่สุดมีเพียง 3% (ดู “ผลโพลนิด้า คนไม่ค่อยพอใจการทำงาน สส. หมดหวังกับพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล” ในไทยรัฐออนไลน์, 17 สิงหาคม 2568)

         จำนวนตัวเลขร้อยละ 76 กำลังบ่งบอกถึง “ไฟวิกฤตศรัทธา” กำลังลุกร้อนแรงขึ้นในการเมืองไทย จึงอดคิดถึง “สัญญาณต่อต้านนักการเมือง” จากการจลาจลและเผาในอินโดนีเซียไม่ได้

          ส่วนในสังคมไทย ไฟนี้จะลุกลาม แล้วไปเผาอะไรในอนาคตนั้น คงไม่ง่ายที่จะคาดเดา และไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า การเบื่อทั้ง “3 สี” นั้น จะทำให้เกิดการเรียกร้องหาสีที่ 4 คือ “เขียว” หรือไม่ แม้การร้องหาการเมืองนอกระบบแบบเดิมในการเมืองไทย จะไม่ใช่ทางออกที่ดีก็ตาม แต่เสียงเช่นนี้ อาจเกิดจากความรู้สึกทางจิตวิทยาที่ไม่ตอบรับกับการเมืองปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้คนไม่มีความหวังมากนักกับการเมืองปัจจุบัน

           ดังนั้น จากปัญหา “อังเคิลเขมร” ในคลิปเสียง จนถึง “ไฟ 5 กองใหญ่” ที่กำลังแผดเผาสังคมไทยอยู่นั้น จะทำให้การเมืองเดิมแบบของ “อังเคิลไทย” หรือ “การเมืองของลุง” หวนคืนที่กรุงเทพฯ หรือไม่ จึงได้แต่หวังว่า ความสิ้นหวังร้อยละ 76 ที่สะท้อนจากโพลนิดา จะไม่ใช่ปัจจัยที่พาการเมืองนอกระบบให้กลับมาอีกครั้ง

            อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ไม่มีคำตอบให้สังคมไทยเฉพาะหน้า คือ แล้วเราหาทางจะช่วยกันดับไฟกองใหญ่บนเงื่อนไขของการเมืองปัจจุบันอย่างไร ผลจากการมองไม่เห็นอนาคตเช่นนี้ ทำให้ตัวเลขของความหมดหวังทะยานสูง 76 % อย่างน่าตกใจ

            ตัวเลขนิดาโพล 76% กำลังบอกว่า สังคมไทยกำลังอยู่ในยุคของความสิ้นหวังทางการเมืองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าสังคมมีแต่ความสิ้นหวังแล้ว เราจะอยู่กันอย่างไรในอนาคต !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’
การกลับมาของนักการเมือง
ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว ส.ว. กกต.จะกล้าส่งให้ศาลหรือไม่?
ร่างทรง | เรื่องสั้น : อรรถสิทธิ์ สมจารี
ฝุ่น
มึงรู้จักกูน้อยไป | กวีกระวาด : ในเมือง รักเสรี
APEC ในยุคเปลี่ยนผ่าน เศรษฐกิจและซัพพลายเชนสะดุด
จากช่องแคบฮอร์มุซ ถึงช่องแคบมะละกา
อีกสิบปีเราจะมีนายกฯ ชื่อ…?
กระแสตีกลับพรรคส้ม ดราม่าถล่ม เปิดตัว ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ตัวช่วย-ตัวฉุด ดร.โจ? หรือจะสู้ ‘ชัชชาติ’ ได้? แม้เผชิญกระแส ‘ระบอบอากง’