bg-single

“อยู่กันอย่างอดออม” : การครองชีพสมัยสงคราม (1)

11.09.2025

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

“อยู่กันอย่างอดออม”

: การครองชีพสมัยสงคราม (1)

ค่าครองชีพของคนไทย

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปยืดเยื้อทำให้สินค้าในไทยเริ่มขาดแคลน ประกอบกับสงครามมหาเอเชียบูรพาปะทุขึ้นทำให้ภาวะขาดแคลนสินค้าในสังคมไทยเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทยุทธปัจจัย เช่น วัสดุก่อสร้าง ยารักษาโรค น้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ เนื่องจากสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่ไทยนำเข้าจากต่างประเทศ ไทยไม่สามารถผลิตเองได้ ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนไทยยากลำบากมากยิ่งขึ้น รวมทั้งค่าครองชีพสูงขึ้นตามกันไปด้วย

มนัส โอภากุล บันทึกว่า ค่าครองชีพของไทยช่วงก่อนสงครามมีความอยู่ดีกินดี ราคาข้าวเปลือกเกวียนละ 20 บาท ทองคําหนัก 1 บาทราคาเพียง 20 บาท ข้าวสวยใส่ชามตราไก่ราคา 1 สตางค์ ข้าวแกงราดหน้าจานละ 5 สตางค์ ก๋วยเตี๋ยวน้ำชามละ 3 สตางค์ บะหมี่ต้มยําใส่หมูบะช่อโปะหน้า พร้อมตั้งฉ่ายและหนวดปลาหมึกชามละ 5 สตางค์ น้ำแข็งกดราดน้ำหวานสีแดง-เขียว 1 สตางค์ ยาขัดรองเท้ายี่ห้อกีวีตลับละ 5 สตางค์ สูทเสื้อนอก กางเกงผ้าปาล์มบีชชุดละ 4.50 สตางค์ เสื้อเชิ้ตตัวละ 35 สตางค์ น้ำมันใส่ผมยี่ห้อยาร์ดเล่ย์และน้ำหอมของฝรั่งเศส คนไทยครั้งนั้นนิยมใช้สินค้าจากต่างประเทศ

หาบเร่แผงลอยในพระนครราวทศวรรษ 2480-2500 เครดิตภาพ : ศิลปวัฒนธรรม

สภาพสินค้าในช่วงสงคราม

เมื่อสงครามระเบิดขึ้นและยืดเยื้อยาวนาน สินค้าเหล่านี้เริ่มขาดแคลน ด้วยไทยเป็นฝ่ายอักษะ เส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลถูกปิดกั้น เกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินของไทยตกฮวบฮาบ ยาแอสไพรินเคยมีราคาเม็ดละ 1 สตางค์ กลายเป็นเม็ดละ 1 บาท ข้าวเปลือกเกวียนละ 20 บาท ขึ้นไป 4-5 ร้อยบาท ทองคํา 20 บาท ก็ขึ้นไป 4-5 ร้อยบาทเช่นกัน คนจนก็จนลงไปอีก คนมีเงินพันบาทแทนที่จะซื้อทองคําได้หนัก 25 บาท ซื้อได้เพียง 2-3 บาทเท่านั้น (มนัส โอภากุล, 2554)

ของใช้ประจำวันของผู้คนก็หายาก เช่น เครื่องสำอาง แป้ง สบู่ในตลาดหาแทบไม่ได้เลย ทำให้มีการประดิษฐ์สบู่จากวัสดุพื้นถิ่นขึ้นใช้ทดแทน เช่น สบู่ขี้เถ้าแต่ใช้งานไม่ดีด้วยไม่มีฟอง แม้กระทั่ง กระดาษไขโรเนียว สมุด ดินสอ ที่ใช้ในสำนักงานและการเรียนของนักเรียนก็ขาดแคลนด้วย (มาซาโอะ เซโตะ, เล่ม 1, 2548, 155) แม้กระทั่งเข็มหมุดกลัดกระดาษก็ขาดแคลน ทางราชการจึงใช้หนามจากต้นพืชแทน (สมบัติ พลายน้อย, 2560, 77) ในครั้งนั้น ของฝากที่สร้างความประทับใจให้กับผู้รับมาก คือ สินค้าในชีวิตประจำวันที่ขาดตลาดหรือมีราคาสูง เช่น สบู่ (ประเสริฐ เรืองสกุล, 2549, 44)

วัตถุดิบที่ใช้ในการทำขนมก็ขาดแคลน เช่น แป้งสาลีทำขนมปังต้องใช้แป้งมันทำขนมปังแทนแม้จะเป็นรูปขนมปังแต่รสชาติไม่ใช่แบบเดิม ผงกาแฟมีการเจือปนวัตถุอื่นเสียจนขม ผ้าที่ผลิตเองในประเทศก็เป็นการผลิตเพื่อใช้แก้ขัด คุณภาพของผ้ายังไม่ได้ด้วยเนื้อผ้าเส้นใยทอไม่แน่น (พล.ต.อ.จำรัส มัณฑุกานนท์, 2521, 74-75)

ห้างบูระพาพานิช ถ่ายช่วงทศวรรษ 2470 ถึงต้นทศวรรษ 2480 จำหน่ายสินค้าจากยุโรป เครดิตภาพ : Changton Nate

สินค้าควบคุม

สินค้าขาดแคลนแต่ความต้องการใช้สอยไม่ลดลงทำให้รัฐบาลเข้ากำหนดรายการสินค้าควบคุมเพื่อปกป้องผู้บริโภค ดังนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยา เช่น ยาควินิน แอสไพริน อเตบริล ฯลฯ กลุ่มของใช้ทั่วไป เช่น หลอดไฟ ไฟขีดไฟ สารส้ม สบู่ สบู่ซักผ้า น้ำตาล ข้าว เนื้อสัตว์ ไข่ ผัก พริก กระเทียม น้ำมันประกอบอาหาร หมึกพิมพ์ต่างๆ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น สังกะสี ตะปู ปูนซิเมนต์ เหล็กเส้น ฯลฯ

กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม เช่น ด้าย ผ้าดิบ ผ้าลายสอง ผ้าสี กางเกง เสื้อ ผ้าเช็ดหน้า หนังสัตว์ ฯลฯ กลุ่มเคมีภัณฑ์ กลุ่มเครื่องจักรกล เช่น เครื่องยนต์ดีเซล เครื่องจักรไอน้ำ เครื่องยนต์ไฟฟ้า เครื่องมือกล เครื่องปั่นไฟฟ้า หม้อแปลง สายไฟฟ้า ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ จักรยานยนต์ เรือกลไฟ ฯลฯ (ศราวุฒิ วิสาพรม, 2562, 42-53) แม้รัฐบาลจะกำหนดสินค้าควบคุมมิให้มีราคาสูง กระนั้นก็ดี สินค้าเหล่านั้นก็มิได้ปรากฏในชั้นสินค้าแต่กลับปรากฏในตลาดมืดแทน

พ่อค้าน้ำมันเชื้อเพลิงในไทย ซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญ

น้ำมัน

ยิ่งสงครามทอดระยะเวลายาวนาน น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเบนซิน ดีเซลยิ่งหายากและมีราคาแพงมากขึ้นจนประชาชนทั่วไปไม่สามารถหาน้ำมันมาเติมรถยนต์ส่วนตัวได้ ต้องใช้น้ำมันยางหรือน้ำมันหินเป็นน้ำมันเครื่องด้วย รถยนต์วิ่งบนถนนแทบไม่มี ยางรถยนต์ก็ขาดตลาด รถยนต์มักถูกจอดทิ้งไว้ตามโรงรถ

ท่ามกลางภาวะขัดสนเช่นนั้น เกิดความคิดริเริ่มสร้างรถยนต์เตาถ่านขึ้นเพื่อใช้ถ่านหุงข้าวเป็นพลังงานทดแทนจากถ่าน (coal gasification) แทนน้ำมัน มีการใช้รถยนต์พลังงานถ่านกันอย่างแพร่หลายในครั้งนั้น ในพระนครช่วงสงครามปรากฏรถเมล์สีน้ำเงินคาดเหลืองวิ่งรับส่งผู้คนตามท้องถนนโดยไม่ง้อน้ำมันที่หายากแสนเข็ญ

ใหญ่ นภายน นักดนตรีแห่งกรมโฆษณาการ บันทึกไว้ว่า รถยนต์พลังงานถ่านหุงข้าวนั้น ก่อนรถยนต์จะแล่นได้ พนักงานขับรถจะจุดไฟเผาถ่านที่ทำเป็นท่อขนาดใหญ่ติดไว้ที่หลังรถก่อน และรอจนถ่านติดไฟดีเกิดความร้อนสักพักแล้วรถถึงจะวิ่งได้ (ใหญ่ นภายน, 2548, 42-43)

มาซาโอะ เซโตะ เด็กชายชาวญี่ปุ่น ผู้อาศัยในพระนครในครั้งนั้น บันทึกสิ่งที่เขาพบเห็นว่า ช่วงสงครามเกิดสภาวะข้าวยากหมากแพง สินค้าที่เคยมีขายในท้องตลาดทั่วไปเริ่มหายไปจากชั้นวางสินค้าโดยฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันเชื้อเพลิง ประชาชนไม่สามารถหาซื้อน้ำมันได้ด้วยวิธีปกติได้เลย บนท้องถนนครั้งนั้นรถเมล์เปลี่ยนไปใช้พลังงานถ่านหุงข้าวแทนน้ำมัน คนสมัยนั้นจึงคุ้นเคยกับภาพ “รถเมล์บรรทุกถ่านเต็มหลัง” เพื่อนำมาใช้เผาให้เกิดความร้อนเป็นพลังงานทดแทน (มาซาโอะ เซโตะ,เล่ม 1, 2548, 155)

นายตำรวจคนหนึ่งเล่าว่า ตำรวจได้รับการปันส่วนน้ำมันเบนซินเดือนละ 10 ลิตร ปริมาณน้ำมันเท่านั้นใช้วิ่งได้เพียงระยะทางใกล้ๆ และใช้ในคราวจำเป็นเท่านั้น เช่น ขับรถไปหาหมอ หรือขับออกไปนอกเมืองยามพระนครถูกโจมตีทางอากาศ (พล.ต.อ.จำรัส, 74-75)

ทันทีที่สงครามมหาเชียบูรพาระเบิดขึ้น ค่าครองชีพและราคาสินค้าจากต่างประเทศเริ่มขยับขึ้น และยิ่งสงครามยาวนานมากเท่าไร ค่าครองชีพและราคาสินค้าในพระนครก็ยิ่งขยับเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น และเมื่อสินค้าเริ่มขาดแคลนก็ยิ่งสร้างความยากแค้นให้กับคนไทยในครั้งนั้นเป็นอันมาก

รถเมล์พลังถ่านหุงข้าววิ่งรับผู้โดยสารช่วงสงครามระหว่างน้ำท่วมพระนครปลายปี 2485

รถเมล์ตราสองขา

เมื่อน้ำมันขาดแคลน โรงไฟฟ้าถูกทำลายแล้ว การคมนาคมในเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันและไฟฟ้าจึงไม่มีพาหนะใดให้บริการได้ นอกจากต้องพึ่งกำลังขา หรือการเดิน ข้าราชการกรมโฆษณาการคนหนึ่งบันทึกไว้ว่า “กรุงเทพฯ ตกอยู่ในสภาพบ้านนอกอีกวาระหนึ่ง” เขาต้องเดินจากบ้านจากทุ่งมหาเมฆไปทำงานที่กรมโฆษณาการที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ใช้เวลาเดินไปราว 1.30-2 ชั่วโมง รวมเวลาไปกลับวันละ 3-4 ชั่วโมง

เขาเล่าว่า ระหว่างการเดินเขาจะคิดปลอบใจตัวเองที่เผชิญหน้ากับความยากลำบากของคนอื่นๆ เช่น ชาวนาที่เหยียบย่ำโคลนเฉอะแฉะที่มีกรวดหินไถนา ชีวิตชาวเมืองยังสบายกว่า เมื่อเดินไปเบื่อหน่าย เขาจะแวะดูสินค้าตามร้านข้างทาง บางครั้งก็คิดวิธีปลอบใจว่า ชีวิตของเขาดีกว่าคนต่างจังหวัด

ระหว่างทางเขาก็คิดคำปลอบประโลมใจที่ต้องเดินจากบ้านแถวทุ่งมหาเมฆ ย่านสาทรไปยังสะพานผ่านฟ้าลีลาศอันเป็นที่ตั้งของที่ทำงานนั้นว่า “เดินเลี้ยวทิวไผ่โน้นก็ถึง” “ผ่านเลี้ยวคุ้งโน้นก็ถึง” เขารำพึงรำพันกล่าวปลอบใจตัวเองว่า “ประเดี๋ยวก็ถึงหัวลำโพง” หรือ “อีกเดี๋ยวก็ถึงห้าแยกพลับพลาไชยแล้ว” “อีกไม่นานก็ถึงเสาชิงช้า” “เลี้ยวหัวโค้งโน้นก็ถึงถนนราชดำเนินและกรมโฆษณาการ” ทุกวันที่เขาต้องเดินไปทำงาน คราใดที่พบเห็นร่มเงาหรือชายคาบ้านเปรียบเหมือนนักเดินทางในทะเลทรายพบโอเอซิส (ประเสริฐ, 48-49)

สภาพซากโรงไฟฟ้าสามเสนถูกโจมตีทางอากาศ เมื่อ 14 เมษายน 2488

กรมโฆษณาการ ตั้งที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์