รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะตัวท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน คงคิดว่า ผลการประชุมคณะกรรมการ GBC ล่าสุด ที่ดูจะจบลงอย่างสวยหรู และรวดเร็วนั้น จะเป็น “งานเชิงบวก” ชิ้นแรกของรัฐบาล แต่ภายใต้ ความสวยหรูจากผลการประชุมนี้ กลับนำไปสู่คำถามในเชิงนโยบายหลายประเด็น
ดังนั้น บทความนี้จะขอทดลองตั้งข้อสังเกตกับปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนี้
- ในช่วงที่ผ่านมา ไทยกับกัมพูชามีปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การใช้กำลังอาวุธของคู่พิพาท ไทยพยายามเรียกร้องให้กัมพูชายุติปัญหา แต่ไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด และปัญหายังมีอาการคาราคาซังอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลแพรทองธาร
- แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล และเกิดการประชุม GBC วาระพิเศษครั้งนี้ ปัญหากลับยุติลงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็นข้อเรียกร้องเดิมของฝ่ายไทย และใช้ผู้เจรจาคนเดิม ความสำเร็จจึงเกิดภาพสะท้อนว่า การเจรจาประสบความสำเร็จได้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไทยใช่หรือไม่ อันอาจทำให้เกิดการตีความในทางการเมืองไปได้หลายแบบ ประมาณว่า ทะเลาะกันหนัก เจอกันแล้วจบเลย … ปัญหาคือ จบจริงหรือ
- ในทางปฏิบัติ ความสำเร็จของการเจรจาจะเกิดขึ้นจริง เมื่อรัฐบาลคู่พิพาทนำเอาข้อตกลงนี้ไปสู่การปฏิบัติในสนาม ภาพความสำเร็จบนโต๊ะเจรจาจึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ดังนั้น สังคมไทยอาจต้องการความชัดเจนถึง การนำเอาความตกลงไปทำให้เกิดผล โดยเฉพาะในจุดที่เป็นปัญหา เช่น ในกรณีบ้านหนองจาน รวมถึงกรณีช่องอานม้า เป็นต้น
- การอ้างถึงประเทศที่ 3 และมีการให้ข้อมูลว่าเป็น “ประเทศญี่ปุ่น” ที่กดดันให้เกิดการเปิดด่านนั้น เป็นภาพสะท้อนที่เป็นปัญหาความเข้าใจของประธาน GBC ฝ่ายไทย เพราะในเวทีการเจรจาระหว่างประเทศ ต้องรู้ว่าอะไรควรและไม่ควรพูดในที่สาธารณะ การกล่าวถึงประเทศที่ 3 อาจเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมทางการทูต

- การเปิดประเด็นเรื่องประเทศที่ 3 ทำให้โลกโซเชียลของไทยเปิดประเด็นกับสถานทูตญี่ปุ่นในไทย หรือที่เรียกว่า “ทัวร์ลงสถานทูตญี่ปุ่น” อันทำให้รัฐบาลไทยมีปัญหากับญี่ปุ่นโดยไม่จำเป็น และเป็นเรื่องที่ไม่สมควรให้เกิดอย่างยิ่ง และอาจทำให้ญี่ปุ่นขาดความไว้วางใจไทย เพราะหากเรื่องนี้ เกิดขึ้นจริงแล้ว จะเป็นการสนทนาในทางปิด แต่กลับถูกฝ่ายไทยนำมาเปิดในเวทีสาธารณะผ่านสื่อบางคน ที่มีความสนิทกับผู้นำทหาร งานการทูตเช่นนี้ต้องถือเป็นความไม่รับผิดชอบทั้งของผู้ให้ข่าวและสื่อ
- รัฐบาล/นายกรัฐมนตรีอาจต้องตระหนักว่า ปัญหากัมพูชามีผลทาง “จิตวิทยาการเมือง” กับคนในสังคมไทยอย่างมาก และเวทีการประชุมเพียงแค่ระดับ GBC อาจไม่ช่วยแก้ปัญหา ดังจะเห็นได้ว่า เวที GBC แรกของรัฐบาลอนุทินต้องถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีเสียงต่อต้านอย่างมากในสังคมไทยทั้งจากทหารและประชาชน เสียงต้านเกิดในหลายภาคส่วนของสังคม (ไม่อยากประเมินว่า ในทางจิตวิทยาการเมืองต้องถือว่าการเจรจาครั้งนี้ “ล้มไม่เป็นท่า” ในความรู้สึกของคนในสังคม)
- ปัญหาจิตวิทยาการเมืองที่กลายเป็นเสียงเรียกร้องให้ “ปิดด่าน” และดำเนินนโยบายที่เข้มงวดต่อกัมพูชา ต่อไป จนกว่าจะมีการปฏิบัติจริงในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนกำลัง และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ประเด็นนี้สะท้อนว่า คณะเจรจาฝ่ายไทยไม่เข้าใจถึงผล “จิตวิทยาสงคราม” และมองแบบคิดง่ายๆ ว่า ไปเจอกับฝ่ายกัมพูชา แลกเปลี่ยนเอกสารกันไม่นานแล้ว ทุกอย่างจบหมด และจะโชว์ให้เป็นผลงานชิ้น “โบว์แดง” แรกของว่าที่รัฐมนตรีกลาโหม แต่ของจริง สิ่งที่เกิดกลับกลายเป็น “โบว์ดำ” ชิ้นใหญ่ของรัฐบาลอนุทิน ผู้นำรัฐบาลจึงควรต้องทำความเข้าใจในปัญหาผลเช่นนี้
- ปัญหาที่เกิดขึ้นกำลังทำให้นโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศของไทยในการแก้ปัญหากัมพูชา มีอาการ “ติดกับดัก” จากความอ่อนทางความคิดของผู้แทน GBC ไทยที่มองเรื่องนี้ว่า “ง่ายไปหมด” และเชื่อว่า รัฐบาลกัมพูชา “ยอมหมดแล้ว ทุกอย่างจบหมดแล้ว” ซึ่งไม่จริงแต่อย่างใด เพราะยังมีประเด็นค้างคาอย่างมีนัยสำคัญในสังคมไทย และการปฏิบัติจริงยังไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
- นายกรัฐมนตรีอาจต้องทำความเข้าใจกับปัญหาเช่นนี้ให้มากขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ความ “อ่อนไหวเชิงอารมณ์ความรู้สึก” ในสังคมไทย และจะปล่อยให้เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหมที่คุมงาน GBC ฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะผลที่เกิดขึ้นกระทบกับภาพของรัฐบาลโดยตรง และทั้งกระทบกับตัวนายกฯ โดยตรงด้วย เพราะเป็นผู้คัดเลือกนายทหารที่เข้ามารับตำแหน่งนี้ ซึ่งน่าจะเป็นสายสัมพันธ์เดิมในยุคโควิด-19
- นายกฯ อาจต้องคุยควบคู่ไปกับกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องรับผิดชอบการเจรจา JBC ในอนาคต และทั้ง ต้องตระหนักอย่างมากว่า การประชุมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปัญหานี้เป็นการประชุม “เวทีระหว่างประเทศ” ไม่ใช่ “เวทีคุยทหาร” ที่เอารัฐมนตรีกลาโหมไปคุยแล้ว ทุกอย่างจะจบ
- นายกฯ ควรคุยโดยตรงกับผู้บัญชาการทหารบก เพราะกองทัพบกเป็นผู้รับผิดชอบงานสนามโดยตรง และเป็นฝ่ายที่ดูแลการเจรจา RBC นายกฯ ต้องไม่ใช้การคุยผ่าน รมว. กลาโหม ที่เชื่อว่าเป็น “คนกลาง” ในเรื่องนี้ เพราะปัญหาที่เกิดในปัจจุบัน กำลังแสดงออกให้เห็นแรงเสียดทานระหว่างกองทัพกับรัฐบาลอย่างชัดเจน และอาจกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับรัฐบาลได้ (เรื่องนี้อาจจะใหญ่กว่าที่นายกฯ คิด!)
- นายกฯ อาจจะต้องเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการ “สื่อสารทางการเมือง” กับสังคมในเรื่องนี้ เพราะบทบาทของตัวบุคคลในฐานะของประธานการเจรจาฝ่ายไทยได้หมดความน่าเชื่อถือทางสังคมไปแล้ว การสื่อสารของนายกฯ จะช่วยแก้ปัญหาปล่อยข่าวของผู้นำทหารในระดับฝ่ายการเมืองบางคนผ่านนักข่าวบางคน ซึ่งการเล่นการเมืองในลักษณะเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ดีในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ เช่นที่ประเด็นเรื่องญี่ปุ่นถูกปล่อยมาจากข้อมูลของนักข่าวที่สนิทกับผู้นำทหาร ปัญหาเช่นนี้อาจทำให้ฝ่ายญี่ปุ่นตีความว่า เป็นความไม่รับผิดชอบของผู้นำไทย และปล่อยข่าวผ่านสื่อเพื่อให้ญี่ปุ่นเป็นเป้าในการถูกวิจารณ์จากสังคมไทย นายกฯ อาจต้องตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาระหว่างประเทศ และอย่าให้เกิดการเล่น “การเมืองลับหลัง” รัฐบาลผ่านสื่อที่สนิทสนมกับผู้นำทหาร ซึ่งผู้นำทหารบางคนทั้งในและนอกราชการมักอาศัยสื่อนี้เป็นช่องทาง “สร้างข่าว-สร้างภาพ” ทางการเมืองอยู่เสมอ

ท้ายบท
ปัญหาที่นำเสนอทั้ง 12 ประการในข้างต้น เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาข้อพิพาทครั้งนี้ อาจไม่ง่าย และไม่รวดเร็วอย่างที่ประธาน GBC นำเสนอ ขณะเดียวกัน ก็เป็นสัญญาณเตือนนายกฯ ถึงความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนของปัญหา จึงต้องระมัดระวังไม่ให้ปัญหากัมพูชาเป็น “กาวดักหนู” ดังเช่นที่ปัญหานี้เป็นวิกฤตสำคัญของรัฐบาลก่อนมาแล้ว และทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการล้มรัฐบาลมาแล้วด้วย
อีกทั้ง รัฐบาลอาจต้องตระหนักอีกด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้กำลังกลายเป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ของปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน จนการแก้ไขจะยิ่งยากขึ้นในการแกะปมปัญหาให้คลายตัวออกได้จริง !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
