bg-single

วิกฤตซ้อนวิกฤตไทย-กัมพูชา ! | สุรชาติ บำรุงสุข

12.09.2025

    รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะตัวท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน คงคิดว่า ผลการประชุมคณะกรรมการ GBC ล่าสุด ที่ดูจะจบลงอย่างสวยหรู และรวดเร็วนั้น จะเป็น “งานเชิงบวก” ชิ้นแรกของรัฐบาล แต่ภายใต้ ความสวยหรูจากผลการประชุมนี้ กลับนำไปสู่คำถามในเชิงนโยบายหลายประเด็น

     ดังนั้น บทความนี้จะขอทดลองตั้งข้อสังเกตกับปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนี้

  1. ในช่วงที่ผ่านมา ไทยกับกัมพูชามีปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การใช้กำลังอาวุธของคู่พิพาท ไทยพยายามเรียกร้องให้กัมพูชายุติปัญหา แต่ไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด และปัญหายังมีอาการคาราคาซังอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลแพรทองธาร
  2. แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล และเกิดการประชุม GBC วาระพิเศษครั้งนี้ ปัญหากลับยุติลงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็นข้อเรียกร้องเดิมของฝ่ายไทย และใช้ผู้เจรจาคนเดิม ความสำเร็จจึงเกิดภาพสะท้อนว่า การเจรจาประสบความสำเร็จได้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไทยใช่หรือไม่ อันอาจทำให้เกิดการตีความในทางการเมืองไปได้หลายแบบ ประมาณว่า ทะเลาะกันหนัก เจอกันแล้วจบเลย … ปัญหาคือ จบจริงหรือ
  3. ในทางปฏิบัติ ความสำเร็จของการเจรจาจะเกิดขึ้นจริง เมื่อรัฐบาลคู่พิพาทนำเอาข้อตกลงนี้ไปสู่การปฏิบัติในสนาม ภาพความสำเร็จบนโต๊ะเจรจาจึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ดังนั้น สังคมไทยอาจต้องการความชัดเจนถึง การนำเอาความตกลงไปทำให้เกิดผล โดยเฉพาะในจุดที่เป็นปัญหา เช่น ในกรณีบ้านหนองจาน รวมถึงกรณีช่องอานม้า เป็นต้น
  4. การอ้างถึงประเทศที่ 3 และมีการให้ข้อมูลว่าเป็น “ประเทศญี่ปุ่น” ที่กดดันให้เกิดการเปิดด่านนั้น เป็นภาพสะท้อนที่เป็นปัญหาความเข้าใจของประธาน GBC ฝ่ายไทย เพราะในเวทีการเจรจาระหว่างประเทศ ต้องรู้ว่าอะไรควรและไม่ควรพูดในที่สาธารณะ การกล่าวถึงประเทศที่ 3 อาจเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมทางการทูต
  5. การเปิดประเด็นเรื่องประเทศที่ 3 ทำให้โลกโซเชียลของไทยเปิดประเด็นกับสถานทูตญี่ปุ่นในไทย หรือที่เรียกว่า “ทัวร์ลงสถานทูตญี่ปุ่น” อันทำให้รัฐบาลไทยมีปัญหากับญี่ปุ่นโดยไม่จำเป็น และเป็นเรื่องที่ไม่สมควรให้เกิดอย่างยิ่ง และอาจทำให้ญี่ปุ่นขาดความไว้วางใจไทย เพราะหากเรื่องนี้ เกิดขึ้นจริงแล้ว จะเป็นการสนทนาในทางปิด แต่กลับถูกฝ่ายไทยนำมาเปิดในเวทีสาธารณะผ่านสื่อบางคน ที่มีความสนิทกับผู้นำทหาร งานการทูตเช่นนี้ต้องถือเป็นความไม่รับผิดชอบทั้งของผู้ให้ข่าวและสื่อ
  6. รัฐบาล/นายกรัฐมนตรีอาจต้องตระหนักว่า ปัญหากัมพูชามีผลทาง “จิตวิทยาการเมือง” กับคนในสังคมไทยอย่างมาก และเวทีการประชุมเพียงแค่ระดับ GBC อาจไม่ช่วยแก้ปัญหา ดังจะเห็นได้ว่า เวที GBC แรกของรัฐบาลอนุทินต้องถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะมีเสียงต่อต้านอย่างมากในสังคมไทยทั้งจากทหารและประชาชน เสียงต้านเกิดในหลายภาคส่วนของสังคม (ไม่อยากประเมินว่า ในทางจิตวิทยาการเมืองต้องถือว่าการเจรจาครั้งนี้ “ล้มไม่เป็นท่า” ในความรู้สึกของคนในสังคม)
  7. ปัญหาจิตวิทยาการเมืองที่กลายเป็นเสียงเรียกร้องให้ “ปิดด่าน” และดำเนินนโยบายที่เข้มงวดต่อกัมพูชา ต่อไป จนกว่าจะมีการปฏิบัติจริงในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนกำลัง และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ประเด็นนี้สะท้อนว่า คณะเจรจาฝ่ายไทยไม่เข้าใจถึงผล “จิตวิทยาสงคราม” และมองแบบคิดง่ายๆ ว่า ไปเจอกับฝ่ายกัมพูชา แลกเปลี่ยนเอกสารกันไม่นานแล้ว ทุกอย่างจบหมด และจะโชว์ให้เป็นผลงานชิ้น “โบว์แดง” แรกของว่าที่รัฐมนตรีกลาโหม แต่ของจริง สิ่งที่เกิดกลับกลายเป็น “โบว์ดำ” ชิ้นใหญ่ของรัฐบาลอนุทิน ผู้นำรัฐบาลจึงควรต้องทำความเข้าใจในปัญหาผลเช่นนี้
  8. ปัญหาที่เกิดขึ้นกำลังทำให้นโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศของไทยในการแก้ปัญหากัมพูชา มีอาการ “ติดกับดัก” จากความอ่อนทางความคิดของผู้แทน GBC ไทยที่มองเรื่องนี้ว่า “ง่ายไปหมด” และเชื่อว่า รัฐบาลกัมพูชา “ยอมหมดแล้ว ทุกอย่างจบหมดแล้ว” ซึ่งไม่จริงแต่อย่างใด เพราะยังมีประเด็นค้างคาอย่างมีนัยสำคัญในสังคมไทย และการปฏิบัติจริงยังไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
  9. นายกรัฐมนตรีอาจต้องทำความเข้าใจกับปัญหาเช่นนี้ให้มากขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่ความ “อ่อนไหวเชิงอารมณ์ความรู้สึก” ในสังคมไทย และจะปล่อยให้เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหมที่คุมงาน GBC ฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะผลที่เกิดขึ้นกระทบกับภาพของรัฐบาลโดยตรง และทั้งกระทบกับตัวนายกฯ โดยตรงด้วย เพราะเป็นผู้คัดเลือกนายทหารที่เข้ามารับตำแหน่งนี้ ซึ่งน่าจะเป็นสายสัมพันธ์เดิมในยุคโควิด-19
  10. นายกฯ อาจต้องคุยควบคู่ไปกับกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องรับผิดชอบการเจรจา JBC ในอนาคต และทั้ง ต้องตระหนักอย่างมากว่า การประชุมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปัญหานี้เป็นการประชุม “เวทีระหว่างประเทศ” ไม่ใช่ “เวทีคุยทหาร” ที่เอารัฐมนตรีกลาโหมไปคุยแล้ว ทุกอย่างจะจบ
  11. นายกฯ ควรคุยโดยตรงกับผู้บัญชาการทหารบก เพราะกองทัพบกเป็นผู้รับผิดชอบงานสนามโดยตรง และเป็นฝ่ายที่ดูแลการเจรจา RBC นายกฯ ต้องไม่ใช้การคุยผ่าน รมว. กลาโหม ที่เชื่อว่าเป็น “คนกลาง” ในเรื่องนี้ เพราะปัญหาที่เกิดในปัจจุบัน กำลังแสดงออกให้เห็นแรงเสียดทานระหว่างกองทัพกับรัฐบาลอย่างชัดเจน และอาจกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับรัฐบาลได้ (เรื่องนี้อาจจะใหญ่กว่าที่นายกฯ คิด!)
  12. นายกฯ อาจจะต้องเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการ “สื่อสารทางการเมือง” กับสังคมในเรื่องนี้ เพราะบทบาทของตัวบุคคลในฐานะของประธานการเจรจาฝ่ายไทยได้หมดความน่าเชื่อถือทางสังคมไปแล้ว การสื่อสารของนายกฯ จะช่วยแก้ปัญหาปล่อยข่าวของผู้นำทหารในระดับฝ่ายการเมืองบางคนผ่านนักข่าวบางคน ซึ่งการเล่นการเมืองในลักษณะเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ดีในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ เช่นที่ประเด็นเรื่องญี่ปุ่นถูกปล่อยมาจากข้อมูลของนักข่าวที่สนิทกับผู้นำทหาร ปัญหาเช่นนี้อาจทำให้ฝ่ายญี่ปุ่นตีความว่า เป็นความไม่รับผิดชอบของผู้นำไทย และปล่อยข่าวผ่านสื่อเพื่อให้ญี่ปุ่นเป็นเป้าในการถูกวิจารณ์จากสังคมไทย นายกฯ อาจต้องตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาระหว่างประเทศ และอย่าให้เกิดการเล่น “การเมืองลับหลัง” รัฐบาลผ่านสื่อที่สนิทสนมกับผู้นำทหาร ซึ่งผู้นำทหารบางคนทั้งในและนอกราชการมักอาศัยสื่อนี้เป็นช่องทาง “สร้างข่าว-สร้างภาพ” ทางการเมืองอยู่เสมอ

ท้ายบท

       ปัญหาที่นำเสนอทั้ง 12 ประการในข้างต้น เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาข้อพิพาทครั้งนี้ อาจไม่ง่าย และไม่รวดเร็วอย่างที่ประธาน GBC นำเสนอ ขณะเดียวกัน ก็เป็นสัญญาณเตือนนายกฯ ถึงความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนของปัญหา จึงต้องระมัดระวังไม่ให้ปัญหากัมพูชาเป็น “กาวดักหนู” ดังเช่นที่ปัญหานี้เป็นวิกฤตสำคัญของรัฐบาลก่อนมาแล้ว และทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการล้มรัฐบาลมาแล้วด้วย

        อีกทั้ง รัฐบาลอาจต้องตระหนักอีกด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้กำลังกลายเป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ของปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน จนการแก้ไขจะยิ่งยากขึ้นในการแกะปมปัญหาให้คลายตัวออกได้จริง !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.