สัญญาณเร่งยุบสภาเริ่มก่อตัว | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
สัญญาณเร่งยุบสภาเริ่มก่อตัว
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเป็นพรรคที่เนื้อหอมที่สุดในปัจจุบัน เพราะนอกจากจำนวน ส.ส.พรรคอื่นที่ประกาศเข้าภูมิใจไทยจะเพิ่มขึ้นทุกวัน, จำนวน ส.ส.สอบตกและกลุ่มการเมืองที่เปิดตัวเข้าภูมิใจไทยก็เพิ่มขึ้นด้วย เช่นเดียวกับตัวเลขกลุ่มที่เจรจาอยู่ว่าจะไปหรือไม่ไปภูมิใจไทย
เท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ส.ส.จากเพื่อไทยที่จะไปภูมิใจไทยก็มีไม่มีน้อยกว่า 4 จังหวัด ซ้ำทุกจังหวัดล้วนเป็นจังหวัดที่มีรัฐมนตรีด้วย โอกาสที่ภูมิใจไทยจะมี ส.ส.เขตเพิ่มขึ้นบนการถดถอยของเพื่อไทยจึงมีอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะไม่มีหลักประกันว่า ส.ส.ที่ย้ายพรรคจะชนะเลือกตั้งกลับมาทุกคนก็ตาม
ภูมิใจไทยเป็นพรรคขาขึ้นแน่ๆ เหมือนพลังประชารัฐที่เคยเป็นพรรคขาขึ้นในการเลือกตั้งปี 2562 หรือเพื่อไทยเป็นพรรคขาขึ้นก่อนเลือกตั้งปี 2566 เพราะไล่ดูดนักการเมืองและกลุ่มการเมืองแนวบ้านใหญ่ต่างๆ มาเข้าพรรคอย่างกว้างขวางและประเจิดประเจ้อเพื่อชนะเลือกตั้งโดยไม่เกรงใจประชาชนเลย
อย่างไรก็ดี “ขาขึ้น” ไม่ได้ทำให้พรรคเหล่านี้ชนะเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐกับเพื่อไทยล้วนแพ้เลือกตั้งในปี 2562 และ 2566 ส่วนรัฐบาลที่จัดตั้งโดยพรรคแพ้เลือกตั้งก็ถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์จนวาระสุดท้าย เช่นเดียวกับคะแนนนิยมที่ย่อยยับจนพรรคตกต่ำลงในการเลือกตั้งครั้งถัดไป
พรรคที่ “ขาขึ้น” เรื่องดูด ส.ส.ในปี 2562 และ 2566 จบแบบ “ขาขึ้นมาก่ายหน้าผาก” ทันทีที่ตั้งรัฐบาลที่ดูดนักการเมืองขาประจำซึ่งย้ายพรรคตามดินฟ้าอากาศทางการเมืองเพื่อเป็นรัฐมนตรี
สำหรับพรรคที่ชอบดูด ส.ส.เหมือนส้วมดูดแมลงวัน “ขาขึ้น” กับ “ชนะเลือกตั้ง” เป็นคนละเรื่อง
เหมือนหุ้นขาขึ้นซึ่งไม่แน่ว่าจะเป็นหุ้นที่มีกำไร เพราะ “ขาขึ้น” คือการโตจากฐานเดิมซึ่งเป็นได้ทั้งปั่นจนโตแล้วแตก หรือโตตามความเป็นจริงจนประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องปั่นเลย
หากใครไม่เชื่อเรื่องนี้ก็ดูชะตากรรมพลังประชารัฐในการเลือกตั้งปี 2566 เทียบกับปี 2562 และรอดูชะตากรรมพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2569 เทียบกับปี 2566 ต่อไป
ตรงข้ามกับพลังประชารัฐ, เพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยที่ดูดจนโต พรรคประชาชนคือพรรคที่โตโดยไม่ดูดแต่เป็นขาขึ้นต่อเนื่องจนชนะเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1 ถึงขั้นคู่แข่งอย่างเพื่อไทยยังไม่กล้าพูดว่าเลือกตั้งปี 2569 จะชนะพรรคประชาชน ทำได้แค่พูดอึกอักว่าพรรคประชาชนคะแนนลดลง
คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พูดในวันประกาศยกเครื่องเพื่อไทยว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ ส.ส. 200 ซึ่งถ้าจริงแปลว่าเป็นพรรคอันดับ 1
แต่คุณสุริยะก็ไม่กล้าจะบอกว่าเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับ 1 และถ้าเทียบกับเลือกตั้ง 2566 ที่เพื่อไทยตั้งเป้าแลนด์สไลด์แต่จบด้วย ส.ส. 140 เป้าหมาย 200 ก็อาจจบด้วย ส.ส.ต่ำกว่า 100 คน
ถ้าเพื่อไทยเชื่อว่าตัวเองจะได้ ส.ส. 200 จริงๆ เพื่อไทยคงยุบสภาตั้งแต่คุณแพทองธาร ชินวัตร เกิดคลิปฮุน เซน เดือนมิถุนายนไปแล้ว แต่เพื่อไทยไม่ยอมยุบสภา และคนของเพื่อไทยก็พูดออกสื่อชัดๆ ว่ายุบก็แพ้พรรคส้ม
ตัวเลข 200 ของคุณสุริยะจึงจริงเท่าคำพูดฮุน เซน ว่าถูกไทยปิดด่านก็ไม่เดือดร้อนอะไร
เงื่อนไขที่เพื่อไทยจะได้ ส.ส. 200 ซึ่งมากกว่าจำนวน ส.ส.พรรคในการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 คือพรรคต้องได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นทั้งเขตและบัญชีรายชื่อ แต่สถานภาพเพื่อไทยตอนนี้ไม่มีทางไปถึงจุดนั้น
และการเป็นรัฐบาล 2 ปีแต่ไม่มีผลงานทำให้เพื่อไทยไม่มีทางสร้างคะแนนนิยมได้เท่าเดิม
ทุกครั้งที่ผมคุยกับ ส.ส.เพื่อไทยที่ย้ายพรรคแล้ว, เตรียมย้าย และเจรจาจะย้าย รัฐบาลที่ไม่มีผลงานคือเหตุที่ทำให้คนคิดย้ายพรรคพอๆ กับปัญหาคลิปฮุน เซน, คุณทักษิณ ชินวัตร ติดคุก, คุณแพทองธารหลุดนายกฯ และการดึงลูกเขยมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพราะทั้งหมดยืนยันว่าพรรคไม่เหลือคนเป็นผู้นำแล้วจริงๆ
เมื่อเทียบกับภูมิใจไทยโชว์พลังดูดและเพื่อไทยโชว์ราคาคุย พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคอันดับ 1 จริงในแง่ผลเลือกตั้งและผลโพลกลับไม่มีความเคลื่อนไหวเชิงดูดหรือปั่นแบบนี้ เพราะการเตรียมเลือกตั้งคือการอบรมกับพรรคเพื่อให้กรรมการและสมาชิกเลือกผู้แทนพรรคอย่างตรงไปตรงมา
คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ บอกผมเหมือนคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ บอกผมว่าโจทย์ของพรรคประชาชนคือจะแข่งกับตัวเองได้อย่างไร พูดง่ายๆ คือพรรคจะได้ ส.ส.ระดับ 150++ อย่างการเลือกตั้งครั้งที่แล้วได้หรือไม่ เพราะนิด้าโพลล่าสุดเป็นครั้งแรกที่คะแนนนิยมพรรคลดลง ขณะที่คะแนนไม่เลือกใครเพิ่มจนน่าตกใจ
ตัวเลขนิด้าโพลคือตอนนี้มีคนประมาณ 6 ล้านคนซึ่งยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใคร ถ้าผลสำรวจนี้ถูกก็เท่ากับคนร้อยละ 30 ยังไม่สรุปว่าจะเลือกใครทั้งนั้น ซึ่งคะแนนกลุ่มนี้อาจเทียบเท่า ส.ส.ถึง 30 คนที่พรรคประชาชนต้องช่วงชิงให้ได้เช่นเดียวกับพรรคอื่นๆ ที่ต้องการ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วยเช่นกัน
โจทย์ของพรรคประชาชนคือพรรคจะโตกว่าเดิมได้หรือไม่
โจทย์ของพรรคภูมิใจไทยคือพรรคจะโตกว่าเดิมได้แค่ไหน
ส่วนโจทย์ของพรรคเพื่อไทยคือไม่มีใครรู้ว่าพรรคเพื่อไทยถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง
โดยโจทย์ของภูมิใจไทยง่ายที่สุดเพราะแก้ได้ด้วยการดูด ส.ส.จากพรรคอื่นเข้ามา
อย่างไรก็ดี ไม่มีทางที่ภูมิใจไทยจะเป็นรัฐบาล 4 เดือนจนสร้างผลงานให้เป็นพรรคอันดับ 1 และได้รับความนับถือจากประชาชนอย่างกว้างขวางจนเป็นแกนนำรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่มีเสถียรภาพจริงๆ
ปัญหาของภูมิใจไทยคือการตั้งรัฐบาลซึ่งเต็มไปด้วยรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่ไว้ใจเลย
พูดตรงๆ ก็คือเมื่อใดที่เอ่ยชื่อนักการเมืองยี้ เมื่อนั้นคนเหล่านี้ก็จะอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยและพวกในปี 2568 เหมือนเคยอยู่พลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติทั้งสิ้น จนทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลทุกชุดเอง
คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ตอบคำถามนักข่าวว่าไม่เป็นไรที่ดูด ส.ส.เยอะจนถูกมองว่าภูมิใจไทยคือภูมิใจดูด แต่ที่จริงการดูดเป็นอะไรในสายตาประชาชนเสมอ เพราะทุกคนที่ดูดและถูกดูดล้วนมีผลประโยชน์แบบใดแบบหนึ่งทั้งสิ้น
คำพูดว่าไม่เป็นไรจึงสะท้อนมุมมองเอาแต่ได้ของรัฐบาลที่ยิ่งพูดคนยิ่งไม่พอใจ
นอกจากการดูดจะทำให้ประชาชนไม่พอใจคุณอนุทินเหมือนไม่พอใจคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา และพลังประชารัฐ หรือคุณแพทองธารและพรรคเพื่อไทย พฤติกรรมรัฐมนตรีขาประจำที่เป็นรัฐมนตรีต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562-2568 ที่ยิ่งนานยิ่งทวีความกร่างย่อมยิ่งทำให้ประชาชนทวีความโกรธแค้นรัฐบาล
คดีที่คุณธรรมนัส พรหมเผ่า ฟ้อง ส.ส.รังสิมันต์ โรม, สื่อ และประชาชนกว่า 200 คดีเป็นตัวอย่างของการ “เรียกแขก” ให้ไม่พอใจรัฐบาล เพราะโรมพูดถึงสแกมเมอร์และการฟอกเงินซึ่งเชื่อมโยงถึงนักการเมืองสำคัญ การฟ้องโรม 100 ล้าน และฟ้องสื่อถึงพะเยาจึงเป็นหลักฐานของการฟ้องปิดปากอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย
ยิ่งรัฐบาลแสดงท่าทีแทรกแซงคดีฮั้ว ส.ว.หรือเขากระโดง ความรู้สึกไม่พอใจรัฐบาลที่มีอยู่แล้วก็จะยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
สองคดีนี้จึงเป็นจุดตายของรัฐบาลแน่ๆ และยังไม่เห็นวี่แววว่ารัฐบาลจะระมัดระวังเรื่องนี้มากอย่างที่ควรเป็น
โดยธรรมชาติของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยที่ต้นทุนต่ำจากการเป็นรัฐมนตรีต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 อยู่แล้ว โอกาสที่ความไม่พอใจรัฐบาลจะลุกลามจากเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวที่ยังไม่มีใครรู้มีมากเหลือเกิน
ปัญหาของรัฐบาลภูมิใจไทยคือพรรคใหญ่ 2 พรรคล้วนมองว่าการตรวจสอบรัฐบาลสัมพันธ์กับการสร้างคะแนนนิยมการเมือง ทั้งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยจึงต้องช่วงชิงยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันทีที่สภาเปิดสมัยประชุมวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และรัฐบาลอาจต้องชิงยุบสภาทันที
สัญญาณของการยุบสภาก่อนที่รัฐบาลจะอยู่ในตำแหน่งจนครบ 4 เดือนมีมากจนรัฐบาลอาจถึงจุดจบก่อนวันที่ 31 มกราคม 2569
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
