“เป้าหมายกองทัพบก คือจะถล่มกัมพูชาให้สิ้นสภาพทางทหารไปอีกนาน”
หลังจากที่การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อต้นเดือนธันวาคม คำใหญ่คำโตจากเสนาธิการแห่งกองทัพบกประโยคนี้ได้ใจคอสงครามชาวไทย
แน่นอนว่า ถ้า “ไม่มีดี” หรือไม่มีศักยภาพเหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามหลายช่วงชั้น นายทหารระดับ “เสนาธิการ กองทัพบก” คงไม่พูดออกมาแบบนั้น
แต่ผู้นำไม่อาจผยองลำพอง!
ในทางตรงข้าม ความเป็นผู้นำจะต้องแยบคายในการหลอมรวมสติปัญญาความสามารถความชำนาญทุกลักษณะประเภทของกำลังรบ และผนึกโจมตีโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ระดมพลทะลุทะลวงเข้าตีไม่ให้ทันได้ตั้งตัว
มี “วีรกรรม” เกิดขึ้นมากมายกลางสมรภูมิ แต่ “วีรชน” นั้นหามีอยู่จริงไม่
การสู้รบเกือบครึ่งเดือนที่ผ่านมา “เนิน 350” เป็นสมรภูมิสุดท้ายที่ทหารยึดกลับมาได้
นอกนั้นตามที่ทราบก็คือไทยยึดครองได้ 100% กับคุมพื้นที่ได้เปรียบ หรือคุมพื้นที่ได้มากกว่าเดิม เช่น ภูมะเขือ ช่องคนา ช่องอานม้า อนุสาวรีย์ตาอม ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือนธม โดนตวล สัตตาโสม ช่องจอม ช่องสายตะกู พลาญยาว บ้านสามหลัง
รวมไปถึงการทิ้งไข่ใส่อาคารกาสิโนในปอยเปต และเกาะกง ซึ่งเดิมเป็นฐานปฏิบัติการของพวกจีนเทา แก๊งสแกมเมอร์ที่มีอิทธิพลครอบคลุมพื้นที่กัมพูชา ไทย และเมียนมา แต่ปัจจุบันถูกใช้เป็นอาคารเก็บสะสมอาวุธและโดรนรบกับไทย
อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางควันสงครามวันนี้ อาจมีคำถามที่ “แทงใจดำ”!
ใครปล่อยให้ทหารกัมพูชารุกเข้ามาตั้งถิ่นฐานล้ำแดนไทย เข้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ.ใด และจะเอาผิดย้อนหลังผู้ไม่สุจริตเหล่านั้นได้อย่างไร
มีฝ่ายทหารอ้างว่า เคยยื่นหนังสือให้กระทรวงการต่างประเทศประท้วงไปแล้วหลายครั้ง ซึ่งก็น่าสงสัยว่า ทำไมในขณะนั้นไม่มี “ผู้รักชาติ” ที่ชักธงเชียร์ให้เอาแผ่นดินคืนกันเลย
อาคารกาสิโนที่โอ่อ่าอลังการนั่นละ
ทหารเพิ่งจะพบเห็นหรือว่ากาสิโนถูกสร้างขึ้นในเขตพื้นที่ของไทย เอฟ-16 ถึงเพิ่งออกไปทิ้งไข่ทำลายเป้าหมาย
พิพาทเรื่องเขตแดน ระหว่างไทย-กัมพูชา มีอยู่จริง
แต่จริงหรือไม่ว่า ที่ทหารทั้งสองฝ่ายสู้รบกันนั้น มีปัญหามาจาก “เขตแดน”
ในประวัติศาสตร์ของสงคราม นอกจากความโลภ ความหลงในความสำเร็จ ความเชื่อมั่นและมุ่งมั่นผิดทิศผิดทาง และความทะเยอทะยานขั้นวิกฤตแล้ว ตัวละครที่มีบทบาทนำในสงครามของมนุษยชาติทุกครั้งมักเต็มไปด้วย “ผู้ป่วย”
บ้างก็รู้ตัว บ้างก็ไม่รู้ตัว
แต่มนุษย์ตัวเล็กทั้งหลายมักถูกขับเคลื่อนจาก “การปั่น” และเคลื่อนตามคำสั่งของผู้มีพลังโน้มนำ
หากแต่ถ้าผู้มีพลังโน้มนำ “ป่วย” อุปนิสัยใจคอและการตัดสินใจก็จะเปลี่ยนไป
ผู้จุดไฟ “สงคราม” ไม่ได้คำนึงถึงผู้คนที่บาดเจ็บล้มตาย ครอบครัวแตก อาคารบ้านเรือนเสียหาย เศรษฐกิจพังพินาศ ประเทศชาติทรุดโทรม
ถ้าตั้งสติกันให้ดีแล้วทบทวนดู จะนึกไม่ออกว่า คนไทยกับกัมพูชา จะเป็นศัตรูกันไปทำไม แต่เมื่อมี “การปั่น” เลือดชาตินิยมก็จะฉีดแรงจนตามัว
ไทยกับกัมพูชาฆ่ากันก็ต้องมีคนตาย มีเด็กกำพร้าพ่อ มีอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน เลิกค้าขาย มีคนตกงาน มีคนอดอยาก ป่วยไข้ไม่ได้รับการรักษา ไม่มีบ้านเมืองของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเจริญรุ่งเรืองขึ้นจากการทำศึกสงคราม
ชาวบ้านที่สุจริตทั้งฝั่งไทยและกัมพูชาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรความโกรธความเกลียดที่ถูกปลุกปั่นขึ้นโดยอาศัย “พิพาท” เขตแดนเป็นเหตุ
ที่ผู้นำไทยและกัมพูชาควร “ร่วมมือ” กัน คือการกวาดล้างปราบปรามขบวนการอาชญากรรมทุนดำทุนเทาทุกสัญชาติ ตลอดจนนักการเมือง ข้าราชการพลเรือนระดับสูง ด่านศุลกากร ด่านตรวจคนเข้าเมือง ทหารบก ทหารเรือ และตำรวจในบ้านเมืองตน
ปัญหาตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่ “ฝุ่น” ที่ถูกซุกไว้ใต้พรม แต่คือบ่อขยะมหึมาที่ เห็นกันเต็มตา แต่ละเลยมานับสิบปีเนื่องจากผลประโยชน์ลงตัว
บนโต๊ะเจรจาวันนี้ จะพูดถึงกันแต่เรื่อง “พิพาทพรมแดน”
ไม่มีใครพูดถึง “เบื้องหลัง” ของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ธุรกิจมืดที่ลงตัว
การปั่นหัวให้ผู้คนนิยมชมชอบสงครามนั้นเป็นทัศนคติที่เป็นภัย
สงครามต้องเป็นทางเลือกสุดท้าย
สงครามมีแต่ผู้แพ้ มีแต่ความสูญเสีย มีคนตาย มีคนเจ็บ พิการ ประเทศสูญเสียเงินมหาศาลไปกับอาวุธยุทโธปกรณ์ การเยียวยากำลังพลและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
“ไฟ” ของสงครามทุกครั้งถูกจุดขึ้นจากผู้นำ
และจากประวัติสงครามของมนุษยชาติทุกครั้ง ผู้ที่นำประเทศเข้าสู่สงครามแทบทุกคนก็มักจะเป็นคนป่วย สติสตังค์ไม่ได้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ แต่ผู้นำเหล่านั้นก็มีพลังพิเศษมากพอที่จะโน้มนำให้ผู้คน “เดินตาม” และถลำลึก จนสูญเสียสุดคณานับ เช่น แค่เสี้ยววินาที โตเกียว ฮิโรชิมา นางาซากิ ก็กลายเป็นเตาเผาผู้คนนับแสนชีวิตในพริบตา เลนินกราดหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สตาลินกราด สหภาพโซเวียต เบอร์ลิน เยอรมนี และเมืองแห่งวัฒนธรรม “เดรสเดน” ของเยอรมัน หลายสิบล้านคนสังเวยให้กับสงคราม
เพื่อประโยชน์อันใด
ยามสงบจึงควรมี “สติ” เพื่อจะได้เพ่งปัญญาไปกับการทำมาหากินที่สุจริต ยกระดับคุณภาพชีวิต และพัฒนาประเทศ
การจุดไฟความเกลียดชัง ส่งเสริมให้ทำสงคราม เป็นตรรกะของคนบ้า!
จึงเข้าใจความหงุดหงิดของอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ซึ่งพยายามจะอธิบายว่า ที่รัสเซียรบกับยูเครนนั้น ไม่ได้บอกว่า “ให้เจรจา” แต่เรียกร้องให้รัสเซีย “ยุติสงครามรุกราน” และถอนกำลังออกจากยูเครน
ส่วน “ไทย-กัมพูชา” ที่พิพาทเขตแดนกันนั้น ไม่เข้าใจ รบกันทำไม
ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา จบไม่ได้ด้วยการรบ!?!!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
