bg-single

Failed University ! (EP17) | สุรชาติ บำรุงสุข

07.01.2026

     ในขณะที่การเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทยในเวลาอีกไม่นานนัก ที่มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ ก็มีเรื่องราวของการเลือกตั้งเช่นกัน แต่ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นบวกกับภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเท่าใดนัก เพราะยิ่งนานวัน ลา-ลา แลนด์ยิ่งกลายเป็นตัวอย่างของ “Failed University” ที่มีแต่เรื่องราวของความไม่โปร่งใส และสภาวะไร้ธรรมาภิบาลที่อื้อฉาว

       ในทางรัฐศาสตร์มีสมมุติฐานทางการเมืองประการหนึ่งคือ ความไร้ธรรมาภิบาลของผู้นำรัฐเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำไปสู่สภาวะ “รัฐล้มเหลว” หรือ “Failed State” เพราะถึงจุดหนึ่งที่ควบคุมไม่ได้แล้ว ผู้คนจะหันหลังให้กับรัฐ และกลายเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐ … สภาวะไร้ธรรมาภิบาลของผู้บริหารก็เช่นเดียวกันคือ เป็นจุดตั้งต้นของการเป็น “มหาวิทยาลัยล้มเหลว” หรือ “Failed University” ไม่แตกต่างกัน เพราะคนในประชาคมจะไม่ยอมรับ และอยู่ด้วยการคอย “แช่งชัก-ภาวนา” ให้ท่านผู้นำ พรรคพวก คนใกล้ชิด คนในก๊วน คนในเครือข่าย ตลอดรวมถึงพวกหากินที่ติดสอยห้อยตามมา ได้ล่มสลายสิ้นไปเสียที

       วัฒนธรรมทางการเมืองของผู้ที่อ่อนแอกว่า และไม่มีทางต่อสู้กับการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้คนส่วนหนึ่งต่อสู้ด้วยการ “แช่งชัก-ภาวนา” ด้วยความหวังให้ฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่าต้องพังพินาศไป ซึ่งลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในบริบทของวัฒนธรรมทางการเมืองแต่อย่างใด

      แม้ท่านผู้นำพยายามต้านทานกระแสวิจารณ์ความไร้ธรรมาภิบาล ด้วยการนำเสนอถึงการได้รับรางวัลดีเด่นด้านธรรมาภิบาลของตน แต่ผลในด้านกลับของการได้ “ลาภที่ไม่สมควรได้” คือ การทำให้ทั้งตัวผู้ให้และผู้รับกลายเป็น “จำอวด” ให้คนหัวเราะกันอย่างขบขัน … รางวัลธรรมาภิบาลที่ให้กับผู้นำองค์กรที่ไร้ธรรมาภิบาล จึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการทำรายการ “ขายหัวเราะ” ให้แก่คนในประชาคมได้นินทากันสนุกปาก

กระบวนการประชาธิปไตยทางอ้อม

      หนึ่งในปัญหาความไร้ธรรมาภิบาลที่สำคัญในมหาวิทยาลัยคือ “กระบวนการสรรหา” บุคคลในการรับตำแหน่งใน 4 ส่วนหลักคือ 1) นายกสภามหาวิทยาลัย 2) กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ  3) อธิการบดี และ 4) คณบดี … จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อการสรรหาทั้ง 4 ตำแหน่งอยู่ภายใต้การ “กดปุ่ม” ควบคุมโดยท่านผู้นำแต่เพียงคนเดียว … ถ้าจะพิจารณาบริบทเปรียบเทียบเรื่องของความโปร่งใสของการเมืองไทยแล้ว ผมว่าการเมืองมหาวิทยาลัยอาการหนักกว่า เพียงแต่เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ถูกตีแผ่ออกสู่เวทีสาธารณะเท่าใดนัก

     ดังที่กล่าวในตอนก่อนแล้วว่า สำหรับในส่วนของมหาวิทยาลัยนั้น รัฐบาลไม่อนุญาตให้มีการเลือกผู้บริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัยด้วยกระบวนการการเลือกตั้งตัวแทนประชาชนตามหลักของ “ประชาธิปไตยแบบผู้แทน” (Representative Democracy) เพราะเกรงว่า การปล่อยให้ใช้ “เสียงข้างมากอย่างเปิดเผย” อาจจะทำให้สนามการเลือกตั้งมหาวิทยาลัย กลายเป็นสนามการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

     สำหรับการเลือกตั้งภายใต้แนวคิดประชาธิปไตยแบบผู้แทนนั้น คนในสังคมไทยรับทราบกันดีอยู่แล้วว่า เป็นระบบการเลือกตั้งที่ถือเอา “เสียงข้างมาก” หรือในความหมายของ “popular votes” เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินผู้ชนะทางการเมือง ซึ่งผู้ที่ได้รับเสียงโหวตมากที่สุด ถือเป็นผู้ที่ได้รับ “ฉันทานุมัติ” ในการเป็น “ผู้แทนของปวงชน” … ถ้าใช้ระบบนี้ เราอาจจะเห็นอาจารย์บางท่านเอารถหาเสียงวิ่งในมหาวิทยาลัย หรืออาจารย์บางท่านอาจให้สัญญาแบบประชานิยมไปทั่ว … ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงสนุกสนานทางการเมืองอีกแบบ

     แต่ในบริบทของมหาวิทยาลัย รัฐบาลมีความกังวลว่า หากมีการเปิดให้ใช้ระบบการเลือกตั้งเช่นในแบบการเมืองของประเทศแล้ว อาจจะนำไปสู่การทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็น “สนามต่อสู้” ทางการเมือง อันจะเป็นต้นทางของการสร้างปัญหาทางการเมืองในมหาวิทยาลัย เช่น ความขัดแย้งในการแข่งขัน การซื้อเสียง/ขายเสียง หรือการให้สิ่งตอบแทนเพื่อแลกกับการได้มาซึ่งคะแนนสนับสนุน เป็นต้น

     ดังนั้น บรรพชนของมหาวิทยาลัยในยุคหนึ่ง จึงมีการออกแบบเพื่อสร้างระบบในการให้ได้มาซึ่งผู้ที่จะเข้ารับตำแหน่งใน 4 ส่วนข้างต้น โดยไม่พึ่งพากับรูปแบบปกติของการเลือกตั้งทางการเมือง อันมีนัยอย่างสำคัญที่จะไม่ทำให้มหาวิทยาลัยตกอยู่ในสภาวะของ “กระบวนการทำให้เป็นการเมือง” (politicization) หรือโดยหลักการคือ มหาวิทยาลัยจะต้องไม่ถูกทำให้เป็น “สนามการแข่งขัน” ทางการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจของการเป็นฝ่ายบริหาร (อธิการบดีและคณบดี) และเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย (นายกสภาฯ และกรรมการสภาฯ)

     มหาวิทยาลัยไทยใช้กระบวน “การสรรหา” แทนการเลือกตั้ง ซึ่งหากพิจารณาในทางที่ดีแล้ว เราอาจเปรียบเทียบในทางรัฐศาสตร์ได้ว่า การสรรหาในมหาวิทยาลัยนั้น มีลักษณะเป็น “ประชาธิปไตยทางอ้อม” (indirect democracy) ที่มีคณะอาจารย์ถูกคัดเลือกมาเพื่อทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหา แทนคนทั้งหมดในประชาคม และหนึ่งในกรรมการทุกชุดจะมีอธิการบดีนั่งอยู่ด้วยโดยตำแหน่ง

      อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายคาดหวังว่า การคัดเลือกคนเป็นกรรมการสรรหา จะต้องเป็นไปตามหลักของ “ระบบคุณธรรม” (merit system) ไม่ใช่กระบวนการที่ถูกครอบงำโดยการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร การครอบงำเช่นนี้เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของการสรรหา และเกิด “ระบบคุณธรรมเทียม” (pseudo-merit system) ซึ่งก็คือ การสร้าง “ระบบอุปถัมภ์” (patronage system) ภายใต้การควบคุมของฝ่ายบริหารในมหาวิทยาลัยนั่นเอง

กระบวนการที่ล่มสลาย

      แต่ดังที่ตั้งปุจฉาในข้างต้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสุดท้ายแล้ว คณะกรรมการสรรหาถูก “กำกับและ/หรือควบคุมและ/หรือครอบงำ” โดยท่านผู้นำ ด้วยเหตุผลที่ตรงไปตรงมาของผู้มีอำนาจ ดังนี้

  1. ท่านผู้นำต้องการคนที่ท่าน “พึงพอใจ” หรือ “ชอบใจ” เท่านั้น ในการเข้ารับตำแหน่งในมหาวิทยาลัย และเหตุผลนี้คือ หลักการพื้นฐานของผู้ที่จะผ่านการสรรหาภายใต้การ “กดปุ่ม” ของท่านผู้นำ
  2. ท่านผู้นำยืนยัน (หัวเด็ดตีนขาด) ว่า ท่านต้องการคนที่ท่านทำงานด้วยได้เท่านั้น ใครที่อยู่ในเงื่อนไข 4 ประการ หรืออยู่ในสภาพ “4 ไม่” คือ “ไม่ถูกชะตา ไม่ไว้ใจ ไม่ชอบหน้า ไม่พึงใจ” จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามามีตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นนายกสภาฯ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ หรือคณบดี
  3. ท่านผู้นำมาจากการเป็นเจ้าของบริษัทธุรกิจ ท่านจึงเชื่อในหลักการว่า “อธิการบดีคือเจ้าของมหาวิทยาลัย” ท่านจึงมี “ศักดิ์และสิทธิ์” ในการใช้อำนาจอย่างเต็มที่ หรือในความหมายทางการเมืองคือ “ล้วงทุกเรื่อง” หรือ “แทรกทุกงาน” ดังนั้น การลงมา “ล้วงลูก” ในการสรรหาจึงเป็นวัตรปฏิบัติของท่านผู้นำ (แม้แต่สำนักงานสภามหาวิทยาลัยที่มีหน้าที่โดยตรงในการทำงานกับนายกสภาฯ และกรรมการสภาฯ ท่านก็เชื่อว่า ท่านจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่เหล่านี้ ท่านสามารถใช้อำนาจเข้าควบคุมองค์กรนี้ได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะท่านมาจาก “สายวิทย์ที่คับแคบ” จึงไม่เข้าใจแนวคิดเรื่อง “ความเป็นอิสระขององค์กร” หรือ ความเป็น “autonomy” การแทรกแซงนี้จึงเป็นอีกปัญหาหนึ่งของความไร้ธรรมาภิบาลในลา-ลา แลนด์)
  4. ท่านผู้นำเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า อำนาจของฝ่ายบริหารมี “ความสมบูรณ์” ในตัวเอง (คือ ความเป็น “absolute” ของอำนาจ) จะทำหรือใช้อย่างไรก็ได้ เพราะส่วนหนึ่งมี “เนติบริกร” ที่เป็นนักกฎหมายทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย มาคอยเป็น “ทนายแก้ต่าง” ให้กับการใช้อำนาจในแบบไร้ธรรมาภิบาลเช่นนี้

        เหตุผล 4 ประการเช่นนี้ทำให้กระบวนการสรรหาในมหาวิทยาลัยอยู่ในสภาพล่มสลายในตัวเอง และการล่มสลายเช่นนี้กลายเป็นวิกฤตในตัวเอง เช่น การสรรหาในบางคณะผ่านไปถึง 2 ครั้งแล้ว แต่ก็ไม่มีข้อยุติ เพราะได้คนที่ท่านผู้นำ “ไม่ชอบ” จนถึงขนาดมีการขุดคุ้ยในองค์กร เพื่อจะทำให้คนที่ท่านผู้นำไม่ชอบ มี “ชนัก” ติดตัว

วิกฤตสรรหา

       กระบวนการสรรหาที่ถูกบิดเบือนจากการใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อให้ได้ตัวบุคคลที่พึงปรารถนาสำหรับฝ่ายบริหารนั้น ทำให้การสรรหามีลักษณะเป็น “Delegative Democracy” เช่นที่ผู้นำเผด็จการในลาตินอเมริกาใช้ เพื่อการคงอำนาจของฝ่ายตน คือ การคัดคนที่เป็นฝ่ายรัฐบาลมาเลือกตัวแทนให้กับสังคม เพื่อทำให้รัฐบาลสืบทอดอำนาจต่อไปได้ ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นตัวอย่างของ “ความไม่เป็นประชาธิปไตย” และสามารถนำมาใช้เปรียบเทียบกับการครอบงำการสรรหาในมหาวิทยาลัยได้อย่างชัดเจน คือ การกำเนิดของ “ระบบคุณธรรมเทียม” ในลา-ลา แลนด์

      ที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นให้คำตอบแก่สังคมอย่างชัดเจนว่า “ความไร้ธรรมาภิบาลคือ ต้นทางของวิกฤตมหาวิทยาลัย .. ผู้นำเผด็จการคือ จุดเริ่มต้นของ Failed University” เช่นที่กำลังเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

DPU ปักธงผู้นำ Future Medicine – Wellness & Longevity Education ปั้นกำลังคนสุขภาพแห่งอนาคต ดันไทยสู่Wellness Hubเอเชีย งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026
สืบวังทองหลาง ไหวพริบเด็ด! เจอ “พอตเค” คาเอว ขยายผลรวบคู่แฟนคาคอนโด ยึดไอซ์ 1 กิโลฯ พร้อมหัวพอตเคกว่า 1,000 ชิ้น เตรียมขาย
พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ดึงของดี 7 อำเภอสร้างจุดขาย
ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’