เฉลิมฉลอง 1 ปีทรัมป์ ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ทรัมป์จะครบรอบ 1 ปีของการเป็นประธานาธิบดีครั้งที่ 2 ในวันที่ 20 มกราคม นี้ … ทรัมป์เข้ามารับตำแหน่งเพียง 1 ปี แต่ท่านทั้งหลายรู้สึกไหมครับว่า เหมือนเราอยู่กับทรัมป์มา 10 ปี เพราะทรัมป์สร้างเรื่องที่เป็นความปั่นป่วนต่างๆ ผ่านการดำเนินนโยบายต่างประเทศอเมริกันในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
การดำเนินนโยบายในวาระ 2 ของเขานั้น ดูจะมีทิศทางในแบบสุดโต่งอย่างมาก อาจจะเป็นเพราะเขาได้คะแนนเสียงเข้ามาครั้งนี้อย่างท่วมท้นด้วยนโยบายแบบ “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) ทำให้เขามั่นใจอย่างมาก ประกอบกับในวาระ 2 เช่นนี้ เขาสามารถเล่นบทบาทได้เต็มที่ และดูจะไม่ต้องสนใจกับข้อจำกัดในความเป็นผู้นำฝ่ายเสรีของโลกตะวันตก ที่ต้องมีภาระในการรักษา “ระเบียบระหว่างประเทศที่เป็นเสรีนิยม” (Liberal International Order)
ดังนั้น ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา การเมืองโลกที่มีความผันผวนอยู่แล้วจากปัจจัยสงครามและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ กลับทวีความผันผวนมากขึ้นจากนโยบายต่างประเทศอเมริกันภายใต้การขับเคลื่อนของกระแสความคิดของทรัมป์
การเขย่าโลกชุดแรกของทรัมป์คือ นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้าตลาดอเมริกาในแบบการสร้าง “กำแพงภาษี” ดังจะเห็นได้ว่า หลังจากการประกาศอัตรากำแพงภาษีของเขาแล้ว เศรษฐกิจโลกมีอาการปั่นป่วนมากอย่างเห็นได้ชัด และกำแพงภาษีนี้ส่วนหนึ่งมีทิศทางที่ชัดเจนในการ “เล่นงาน” ทางเศรษฐกิจกับชาติพันธมิตร บนพื้นฐานความเชื่อประการเดียวว่า สหรัฐถูกเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากพันธมิตรเหล่านี้ ดังนั้น ถึงเวลาที่สหรัฐจะต้อง “เอาคืน” ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม
การดำเนินนโยบายเช่นนี้ ทำให้เกิดข้อสังเกตอย่างมากว่า ทรัมป์ในฐานะของการเป็นผู้นำอเมริกัน ที่มีฐานะเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณ” ของโลกตะวันตกนั้น กำลังละทิ้งทิศทางเดิมของนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงในแบบเดิม ที่ยึดโยงอยู่กับแนวคิดในการสร้าง “ระบบพันธมิตรระหว่างประเทศ” และการละทิ้งแนวคิดแบบดั้งเดิมนี้ ดำเนินไปภายใต้คำขวัญแบบประชานิยมปีกขวาว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) อันสะท้อนถึงแนวคิดแบบ “โดดเดี่ยวนิยม” (Isolationism) ซึ่งเป็นแกนหลักทางความคิดของพวกประชานิยม ที่ต้องการจำกัดบทบาทของสหรัฐในเวทีโลก
ภาวะเช่นนี้ คาดเดาได้ไม่ยากว่านโยบายของทรัมป์ต่อยูเครน จะต่างจากเดิมคือ มีท่าทีในแบบ “โปรรัสเซีย-ทิ้งยูเครน” แต่สำหรับตะวันออกกลางแล้ว ทรัมป์ยังรักษาจุดยืนแบบ “โปรยิว” ไว้อย่างเหนียวแน่น แต่ขณะเดียวกัน ก็แสดงออกอย่างชัดเจนในการ “ต่อต้านอิหร่าน” และทั้งมีท่าทีในแบบ “ไม่สนใจปาเลสไตน์” และไม่สนใจต่อการสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกอิสราเอลโจมตีอย่างรุนแรงในสงครามกาซ่า
ดังนั้น เมื่อปีใหม่ 2026 เริ่มขึ้น หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์จะ “ฉลองปีใหม่” ในรูปแบบที่จะสร้างความประหลาดใจกับเวทีโลกอย่างไร
แล้วทรัมป์ก็ฉลองปีใหม่อย่างที่เราคาดไม่ถึงด้วยการบุกเวเนซุเอลา พร้อมกับบุกจับผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยา เพื่อนำไปขึ้นศาลที่นิวยอร์ก แต่การบุกเวเนซุเอลาครั้งนี้ อาจจะสร้างภาพความเป็นผู้นำ “strongman” ให้แก่ทรัมป์ ประกอบกับได้มีสัญญาณก่อนหน้านี้ ด้วยการโจมตีเรือเวเนซุเอลาที่ถูกอ้างว่าเป็นเรือขนยาเสพติด
การบุกเวเนซุเอลาเป็นสัญญาณถึงการขยายอิทธิพลของสหรัฐกลับสู่พื้นที่ “ภูมิภาคตะวันตก” ซึ่งหมายถึงพื้นที่ในภูมิภาคลาตินอเมริกา เนื่องจากรัฐมหาอำนาจภายนอกทั้งจีน และรัสเซียได้ขยายบทบาทเข้ามาในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะการเข้ามาของจีนในโครงการ “ความริเริ่มแถบและเส้นทาง” (Belt and Road Initiative หรือ BRI) ที่เข้ามาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ในเวเนซุเอลานั้น จะเห็นการเข้ามาทั้งจีน รัสเซียแล้ว ยังเห็นการเข้ามาของอิหร่านอีกด้วย ซึ่งในมุมหนึ่ง การขยายบทบาทของมหาอำนาจอื่นเช่นนี้ถูกมองว่า เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เท่ากับเป็นสัญญาณอย่างชัดเจนว่า สหรัฐได้หวนกลับมาใช้แนวคิดเรื่อง “เขตอิทธิพล” ที่ดูจะเป็นแนวคิดเก่าในแบบยุคสงครามเย็น และมีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์ว่า รัฐมหาอำนาจจะมีพื้นที่ที่เป็นเขตอิทธิพลของตน และรัฐมหาอำนาจอื่นๆ จะเข้ามามีบทบาทในพื้นที่นี้ไม่ได้
สภาวะเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดการตีความได้ว่า ทรัมป์กำลังสร้าง “กรอบคิด” ที่เป็นเงื่อนไขให้รัฐมหาอำนาจมีพื้นที่ที่จะเข้าไปควบคุมได้อย่างชอบธรรม เช่น รัสเซียมีสิทธิ์ที่เข้าควบคุมดินแดนของยูเครน หรือจีนมีสิทธิ์ที่จะเข้าควบคุมดินแดนของไต้หวัน เป็นต้น
ขณะเดียวกัน การบุกเวเนซุเอลาทำให้เกิดคำถามในบริบทของรัฐมหาอำนาจใหญ่ว่า จะเกิดพฤติกรรมเช่นในแบบยุคสงครามเย็นหรือไม่ ที่รัฐมหาอำนาจอื่นจะไม่เข้าไปยุ่งกับการกระทำของรัฐมหาอำนาจที่มีอิทธิพลในพื้นที่เขตอิทธิพลนั้น ดังจะเห็นได้ว่า สหรัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงการลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพในเชคโกสโลวาเกียในปี 1968 ไม่ว่ารัสเซียจะดำเนินการปราบปรามอย่างไรก็ตาม
นอกจากการบุกเวเนซุเอลาแล้ว ปีใหม่นี้ยังเริ่มต้นด้วยการแสดงออกของทรัมป์ในแบบ “จักรวรรดินิยม” อย่างเต็มที่ ที่ต้องการครอบครองเกาะกรีนแลนด์ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นอธิปไตยของเดนมาร์ก จนถึงขนาดที่ชาติยุโรป เช่น อังกฤษ และฝรั่งเศสต้องแสดงออกอย่างชัดเจนด้วยการส่งทหารไปที่เกาะนี้ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการสนับสนุนเขตอธิปไตยของเดนมาร์ก
ปัญหาคือ ถ้ากองทัพสหรัฐตัดสินใจบุกกรีนแลนด์ตามคำสั่งของทรัมป์แล้ว จะเกิดการรบระหว่างกองทัพของยุโรปหรือกองทัพเนโต้กับกองทัพสหรัฐหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ระบบพันธมิตรระหว่างประเทศที่ผู้นำสหรัฐเพียรสร้างมาตลอดช่วงยุคสงครามเย็น จะถึงจุดสิ้นสุดหรือไม่ หรือท่าทีของทรัมป์กำลังสะท้อนให้เห็นถึง ชุดความคิดของผู้นำประชานิยมขวาจัดในแบบของทรัมป์ ที่ไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ และไม่ใส่ใจกับชุดความคิดในเรื่องของการสร้างระบบพันธมิตรแบบเดิม แต่จะเอาสิ่งที่ผู้นำสหรัฐมองว่า เป็นประโยชน์ของสหรัฐเป็นที่ตั้ง
วันนี้ในอีกด้านหนึ่ง ทรัมป์กำลังแสดงให้เราเห็นถึงความผันผวนของโลกตะวันตกเอง เพราะแทนที่สหรัฐจะเตรียมรับมือกับการขยายอิทธิพลของจีน หรือรัสเซีย สหรัฐกลับเตรียมเปิดเวทีทะเลาะกับยุโรปอย่างเต็มที่ และทั้งยืนยันที่จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์ให้ได้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง (ตามข้ออ้างของทรัมป์) และเป็นการกระทำในแบบที่ไม่ใส่ใจกับระเบียบโลก ซึ่งก็อาจจะดูไม่ต่างจากการขยายอิทธิพลของจีนหรือรัสเซียเท่าใดนัก
สำหรับประเทศยุโรปที่คัดค้าน ก็มีสัญญาณที่ผู้นำสหรัฐจะใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือในการกดดัน โดยทรัมป์ประกาศออกมาตรการลงโทษในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ ประเทศเหล่านี้จะต้องเสียภาษีสินค้าเข้าสหรัฐเพิ่ม 10% และจะเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน
การออก “คำขู่” อย่างชัดเจนเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามอย่างสำคัญว่า เรากำลังเห็นภาวะ “ใกล้ล่มสลาย” ของระบบพันธมิตรแบบเดิมระหว่างสหรัฐกับยุโรปหรือไม่ ถ้าเช่นนี้แล้ว ระบบพันธมิตรตะวันตกในเวทีโลกจะดำรงอยู่อย่างไรในอนาคต (ดูเหมือนผู้นำจีนและรัสเซียกำลัง “นั่งยิ้มอย่างสำราญใจ” จากนโยบายของทรัมป์ครั้งนี้)
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณบอกกับเราชาวโลกทั้งหลายว่า สถานการณ์ความผันผวนของโลกจากนโยบายของทรัมป์ในรอบ 1 ปีนั้น ทำให้พอคาดได้ว่าโลก 2026 ในปีที่ 2 ของทรัมป์ อาจจะปั่นป่วนและผันผวนมากกว่าที่คิด … ปัญหาคือ ประเทศไทยเตรียมตัวแล้วหรือยังครับ !
