bg-single

เกษียร เตชะพีระ : ต้นกำเนิดรากหญ้าของทุนนิยมจีน (ตอนต้น)

23.03.2018

เมื่อพูดถึงการพลิกแนวทางหันเหจากสังคมนิยมแบบเหมาเจ๋อตง (ค.ศ.1893-1976) มาเดินแนวทางทุนนิยมตลาดเปิดของจีน คนมักยกย่องว่าเป็นคุณูปการแห่งการริเริ่มอันยิ่งใหญ่ห้าวหาญของเติ้งเสี่ยวผิง (ค.ศ.1904-1997) และนโยบายสี่ทันสมัย-ปฏิรูปเศรษฐกิจ-เปิดประเทศของเขา

ใครบ้างที่จะคิดว่าเอาเข้าจริงมันมีเชื้อมูลที่จุดปะทุมาจากชาวนารากหญ้ากลุ่มหนึ่งของจีนที่เอาคอเข้าเสี่ยงเพื่อสมคบคิดกันเริ่มต้นแอบย่องย่างก้าวแรกสู่แนวทางทุนนิยม!

ก่อนอื่น ควรมองเห็นภาพความเป็นมาของภาคเกษตรกรรมภายใต้ระบอบสังคมนิยมจีนตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1950-1970 โดยคร่าวๆ ก่อนว่าเป็นเช่นใด

Arthur R. Kroeber นักวิจัยและบรรณาธิการวารสาร China Economic Quarterly ได้ประบรรยายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ China”s Economy : What Everyone Needs to Know (เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน, Oxford University Press, 2016) บทที่ 2 “เกษตรกรรม, ที่ดิน และเศรษฐกิจชนบท” ของเขาว่า

“…การปฏิรูปเศรษฐกิจเริ่มต้นด้วยการแปรการทำนาทำไร่ให้เป็นของเอกชนในปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1970 นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะเกษตรกรรมเป็นภาคส่วนใหญ่โตที่สุดของระบบเศรษฐกิจ เป็นแหล่งที่มาของจีดีพี 37% และจ้างงานเกือบสามในสี่ของทั้งหมด ฉะนั้น เป็นธรรมดาอยู่เองที่การปฏิรูปจะเปิดฉากขึ้นที่นั่น…

“ในวันสุกดิบจวนจะเริ่มยุคปฏิรูปในปี ค.ศ.1978 นั้น ชนบทจีนมีประชากรล้นเกินและยากไร้เนื่องจากดำเนินนโยบายย่ำแย่ต่อกันมาสองทศวรรษ เริ่มตั้งแต่กลางคริสต์ทศวรรษที่ 1950 กรรมสิทธิ์เอกชนเหนือที่นาไร่ถูกยกเลิกและเกษตรกรรมถูกจัดตั้งเป็นคอมมูนซึ่งถูกแบ่งแยกย่อยออกอีกทีเป็นหน่วยรวมหมู่ขนาดเล็กเรียกว่า “กองการผลิต” (brigades) และ “หน่วยการผลิต” (work teams) คอมมูนเหล่านี้รับคำสั่งให้ผลิตธัญพืชมากที่สุดเท่าที่มากได้ โดยเปิดช่องอนุญาตให้ผลิตพืชผักและพืชเศรษฐกิจอื่นเพียงเล็กน้อย แล้วรัฐก็เข้าจัดเก็บธัญพืชที่ว่านี้ในราคาต่ำโดยกำหนดอัตราราคามาเพื่อลดทอนค่าอาหารพื้นฐานสำหรับประชาชนผู้อาศัยอยู่ในเมืองให้ต่ำสุด ระบบควบคุมหนังสือเดินทางภายในประเทศ (ระบบหูโข่ว หรือ ??? ผมได้ความรู้เรื่องนี้ในเบื้องแรกจาก ดร.เจษฎาพัญ ทองศรีนุช, “รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับการบริหารปกครองพลเมืองในยุคทุนนิยม : ระบบหูโข่ว”, รายงานที่ไม่ได้ตีพิมพ์ประจำภาค วิชา ร.810 สัมมนาสาขาการเมืองเปรียบเทียบ, คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2556) อันเข้มงวดที่นำมาใช้ในเวลาเดียวกันทำให้การอพยพจากชนบทเข้าเมืองแทบจะทำไม่ได้ในทางเป็นจริง ยกเว้นสำหรับบรรดาทหารที่ถูกเกณฑ์มาจากชนบทแล้วปลดประจำการในเมืองต่อมา

“ผลลัพธ์ของนโยบายเหล่านี้ย่ำแย่อย่างทั่วถึงเหมือนกันหมด การเติบโตของรายได้ชนบทแทบไม่ขยับเขยื้อนเลยเหมือนภูเขาน้ำแข็ง กล่าวคือ เพิ่มขึ้นจริงเพียงปีละ 1% จากปี ค.ศ.1957 ถึง 1978 ผลผลิตธัญพืชต่อหัวอยู่ที่ 300 กิโลกรัม กล่าวคือ ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นเอาเลยในปี ค.ศ.1978 เมื่อเทียบกับเมื่อปี ค.ศ.1955 และเมล็ดพืชน้ำมันที่ผลิตออกมาได้ (เป็นผลผลิตจำเป็นเนื่องจากการปรุงอาหารในจีนแทบทั้งหมดใช้ทอดด้วยน้ำมัน) ตกต่ำลงราวหนึ่งในสามในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น และเนื่องจากข้อจำกัดหวงห้ามเรื่องการย้ายถิ่นทั้งหลาย สัดส่วนของประชากรแห่งชาติที่อาศัยอยู่ในชนบทเมื่อปี ค.ศ.1978 ซึ่งอยู่ที่ 82% นั้นเอาเข้าจริงจึงสูงกว่าเมื่อครั้งปี ค.ศ.1958 ด้วยซ้ำไป

“ระหว่างปี ค.ศ.1978 และ 1983 พื้นฐานทั้งหมดของเศรษฐกิจการเกษตรจีนก็ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยการรับเอา “ระบบสัญญาความรับผิดชอบของครัวเรือน” (household contract responsibility system) มาใช้ ต้นกำเนิดของการเปลี่ยนย้ายครั้งนี้อยู่ที่หมู่บ้านแห่งในหนึ่งมณฑลอันฮุยที่ซึ่งชาวนากลุ่มหนึ่งแอบสุมหัวกันลับๆ แล้วลงชื่อในข้อตกลงยุบเลิกนารวมของตนแล้วแบ่งที่นาออกเป็นแปลงๆ เพื่อแต่ละครัวเรือนได้เพาะปลูก การริเริ่มใหม่นี้แพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็วและ หวั่นหลี เลขาธิการพรรคประจำมณฑลก็ตระหนักว่าตนกำลังเผชิญการลุกขึ้นแข็งข้อก่อกบฏของประชาชนอย่างทรงพลังต่อระบบอันทำให้พวกเขายากจนข้นแค้น แทนที่จะบดขยี้มัน เขาตัดสินใจส่งเสริมการปฏิรูปคืนผืนดินสู่ผู้ถือคันไถที่ว่านี้ ปรากฏว่า จ้าวจื่อหยาง เลขาธิการพรรคแห่งมณฑลเสฉวนก็ตัดสินใจทำนองเดียวกัน

(จ้าวจื่อหยางต่อมาได้ขึ้นเป็นเลขาธิการใหญ่หัวปฏิรูปของพรรคคอมมิวนิสต์จีนระหว่างปี ค.ศ.1987-1989 ก่อนจะถูกปลดและคุมขังไว้ในบ้านจนถึงแก่กรรมเพราะหันไปสนับสนุนการชุมนุมของนักศึกษาประชาชนเพื่อเรียกร้องเสรีประชาธิปไตยในกรณีเทียนอันเหมิน)” (pp. 27-28)

คําถามก็คือ กลุ่มชาวนารากหญ้าผู้สุมหัวก่อกบฏแข็งข้อต่อระบบนารวมเพื่อฟื้นกรรมสิทธิ์เอกชนและทุนนิยมที่มณฑลอันฮุยนี้คือใคร?

มีความเป็นมาอย่างไรหรือ?

และ 40 ปีให้หลังพวกเขาอยู่ในสภาพเช่นใดกันในปัจจุบัน?

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นที่หมู่บ้านเสี่ยวกัง ในมณฑลอันฮุยทางตะวันออกของจีน ที่เมื่อ 40 ปีก่อนมีแต่ถนนโคลนเลนและฝูงวัวเพ่นพ่าน บ้านเรือนทำด้วยดินและหญ้าฟาง ขณะที่เสี่ยวกังทุกวันนี้กลายเป็นหมู่บ้านทันสมัย ถนนลาดพื้นอย่างดี มีโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ๆ ผุดขึ้นมากมาย

AFP PHOTO / STR / China OUT

นั่นเป็นสมัยสังคมนิยมแดงจัดในจีน ชาวบ้านเสี่ยวกังทุกคนทำงานร่วมกันในนารวมของหมู่บ้าน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เหยียนจินเชา หนึ่งในกลุ่มชาวนาผู้ก่อกบฏแข็งข้อต่อระบบนารวมสังคมนิยมต่อมา เล่าว่า (https://www.npr.org/templates/transcript/transcript.php?storyId=145360447) :

“อั๊วใช้วัวทำนา แต่วัวไม่ใช่ของอั๊ว วัวเป็นของกลุ่ม (หัวเราะ) สมัยนั้นแม้แต่ฟางเส้นหนึ่งก็เป็นของกลุ่ม ปัจเจกบุคคลไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย”

เล่ากันว่าในการประชุมครั้งหนึ่ง ชาวนาเสี่ยวกังรายหนึ่งถามเจ้าหน้าที่พรรคว่า :

“แล้วฟันในหัวอั๊วล่ะ เป็นของอั๊วหรือเปล่า?”

เจ้าหน้าที่พรรคตอบว่า

“เปล่า ฟันของลื้อก็เป็นของรวมหมู่นั่นแหละ”

การผลิตวางแผนสั่งการจากรัฐ-พรรคส่วนกลาง เบื้องบนสั่งให้ปลูกอะไรก็ปลูกอันนั้น สั่งให้ปลูกข้าวก็ต้องปลูก แม้ไม่มีน้ำพอหล่อเลี้ยงต้นข้าวก็ตาม ในสภาพเช่นนี้จึงไม่มีแรงจูงใจในการทำงานหนัก ไม่มีใครอยากตื่นเช้าไปถอนหญ้า ต่างกินข้าวที่หุงด้วยหม้อคอมมูนร่วมกันในโรงครัวรวม เริ่มและเลิกงานประจำวันตามสัญญาณนกหวีด เหยียนจินเชาเสริมว่า :

“จะทำงานหนักหรือไม่ทำงานหนัก ทุกคนก็ได้แต้มรายวันเหมือนๆ กัน ก็เลยไม่มีใครอยากทำงาน”

ผลก็คือชาวบ้านเสี่ยวกังอดๆ อยากๆ ไม่เคยมีอาหารพอยาไส้ ถึงหน้าหนาว เหยียนจินเชากับเพื่อนชาวนาถึงแก่ต้องบากหน้าไปเคาะประตูชาวบ้านเพื่อขอทานเขากิน เขารำพึงว่า :

“พวกอั๊วเป็นชาวนา พวกอั๊วควรต้องผลิตอาหารเลี้ยงปากท้อง การไปขอทานเขากินมันเสียศักดิ์ศรี อั๊วงี้อับอายขายขี้หน้ามากเลย”

 

สภาพการณ์ยากไร้ขาดแคลนอาหารนี้แพร่หลายทั่วประเทศจีนสมัยก่อนปฏิรูปเนื่องจากระบบเศรษฐกิจนารวมสังคมนิยมที่จัดวางไว้ จนกระทั่งปี ค.ศ.1978 การเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตย่ำแย่น้อยนิดอีกปี ในสภาพจนตรอก บรรดาชาวนาในหมู่บ้านเสี่ยวกังจึงเกิดความคิดใหม่อย่างหนึ่งขึ้นมา

มันเป็นความคิดที่อันตรายมากในบริบทการเมืองและอุดมการณ์ตอนนั้น

แต่พวกเขาก็ไม่เห็นทางรอดอื่น จึงรวมตัวสุมหัวกันแอบจัดประชุมลับขึ้นเพื่อหาทางออก

(ต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง