เกษียร เตชะพีระ : ต้นกำเนิดรากหญ้าของทุนนิยมจีน (ตอนต้น)

เมื่อพูดถึงการพลิกแนวทางหันเหจากสังคมนิยมแบบเหมาเจ๋อตง (ค.ศ.1893-1976) มาเดินแนวทางทุนนิยมตลาดเปิดของจีน คนมักยกย่องว่าเป็นคุณูปการแห่งการริเริ่มอันยิ่งใหญ่ห้าวหาญของเติ้งเสี่ยวผิง (ค.ศ.1904-1997) และนโยบายสี่ทันสมัย-ปฏิรูปเศรษฐกิจ-เปิดประเทศของเขา
ใครบ้างที่จะคิดว่าเอาเข้าจริงมันมีเชื้อมูลที่จุดปะทุมาจากชาวนารากหญ้ากลุ่มหนึ่งของจีนที่เอาคอเข้าเสี่ยงเพื่อสมคบคิดกันเริ่มต้นแอบย่องย่างก้าวแรกสู่แนวทางทุนนิยม!

ก่อนอื่น ควรมองเห็นภาพความเป็นมาของภาคเกษตรกรรมภายใต้ระบอบสังคมนิยมจีนตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1950-1970 โดยคร่าวๆ ก่อนว่าเป็นเช่นใด
Arthur R. Kroeber นักวิจัยและบรรณาธิการวารสาร China Economic Quarterly ได้ประบรรยายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ China”s Economy : What Everyone Needs to Know (เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน, Oxford University Press, 2016) บทที่ 2 “เกษตรกรรม, ที่ดิน และเศรษฐกิจชนบท” ของเขาว่า
“…การปฏิรูปเศรษฐกิจเริ่มต้นด้วยการแปรการทำนาทำไร่ให้เป็นของเอกชนในปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1970 นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะเกษตรกรรมเป็นภาคส่วนใหญ่โตที่สุดของระบบเศรษฐกิจ เป็นแหล่งที่มาของจีดีพี 37% และจ้างงานเกือบสามในสี่ของทั้งหมด ฉะนั้น เป็นธรรมดาอยู่เองที่การปฏิรูปจะเปิดฉากขึ้นที่นั่น…
“ในวันสุกดิบจวนจะเริ่มยุคปฏิรูปในปี ค.ศ.1978 นั้น ชนบทจีนมีประชากรล้นเกินและยากไร้เนื่องจากดำเนินนโยบายย่ำแย่ต่อกันมาสองทศวรรษ เริ่มตั้งแต่กลางคริสต์ทศวรรษที่ 1950 กรรมสิทธิ์เอกชนเหนือที่นาไร่ถูกยกเลิกและเกษตรกรรมถูกจัดตั้งเป็นคอมมูนซึ่งถูกแบ่งแยกย่อยออกอีกทีเป็นหน่วยรวมหมู่ขนาดเล็กเรียกว่า “กองการผลิต” (brigades) และ “หน่วยการผลิต” (work teams) คอมมูนเหล่านี้รับคำสั่งให้ผลิตธัญพืชมากที่สุดเท่าที่มากได้ โดยเปิดช่องอนุญาตให้ผลิตพืชผักและพืชเศรษฐกิจอื่นเพียงเล็กน้อย แล้วรัฐก็เข้าจัดเก็บธัญพืชที่ว่านี้ในราคาต่ำโดยกำหนดอัตราราคามาเพื่อลดทอนค่าอาหารพื้นฐานสำหรับประชาชนผู้อาศัยอยู่ในเมืองให้ต่ำสุด ระบบควบคุมหนังสือเดินทางภายในประเทศ (ระบบหูโข่ว หรือ ??? ผมได้ความรู้เรื่องนี้ในเบื้องแรกจาก ดร.เจษฎาพัญ ทองศรีนุช, “รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับการบริหารปกครองพลเมืองในยุคทุนนิยม : ระบบหูโข่ว”, รายงานที่ไม่ได้ตีพิมพ์ประจำภาค วิชา ร.810 สัมมนาสาขาการเมืองเปรียบเทียบ, คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2556) อันเข้มงวดที่นำมาใช้ในเวลาเดียวกันทำให้การอพยพจากชนบทเข้าเมืองแทบจะทำไม่ได้ในทางเป็นจริง ยกเว้นสำหรับบรรดาทหารที่ถูกเกณฑ์มาจากชนบทแล้วปลดประจำการในเมืองต่อมา
“ผลลัพธ์ของนโยบายเหล่านี้ย่ำแย่อย่างทั่วถึงเหมือนกันหมด การเติบโตของรายได้ชนบทแทบไม่ขยับเขยื้อนเลยเหมือนภูเขาน้ำแข็ง กล่าวคือ เพิ่มขึ้นจริงเพียงปีละ 1% จากปี ค.ศ.1957 ถึง 1978 ผลผลิตธัญพืชต่อหัวอยู่ที่ 300 กิโลกรัม กล่าวคือ ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นเอาเลยในปี ค.ศ.1978 เมื่อเทียบกับเมื่อปี ค.ศ.1955 และเมล็ดพืชน้ำมันที่ผลิตออกมาได้ (เป็นผลผลิตจำเป็นเนื่องจากการปรุงอาหารในจีนแทบทั้งหมดใช้ทอดด้วยน้ำมัน) ตกต่ำลงราวหนึ่งในสามในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น และเนื่องจากข้อจำกัดหวงห้ามเรื่องการย้ายถิ่นทั้งหลาย สัดส่วนของประชากรแห่งชาติที่อาศัยอยู่ในชนบทเมื่อปี ค.ศ.1978 ซึ่งอยู่ที่ 82% นั้นเอาเข้าจริงจึงสูงกว่าเมื่อครั้งปี ค.ศ.1958 ด้วยซ้ำไป
“ระหว่างปี ค.ศ.1978 และ 1983 พื้นฐานทั้งหมดของเศรษฐกิจการเกษตรจีนก็ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยการรับเอา “ระบบสัญญาความรับผิดชอบของครัวเรือน” (household contract responsibility system) มาใช้ ต้นกำเนิดของการเปลี่ยนย้ายครั้งนี้อยู่ที่หมู่บ้านแห่งในหนึ่งมณฑลอันฮุยที่ซึ่งชาวนากลุ่มหนึ่งแอบสุมหัวกันลับๆ แล้วลงชื่อในข้อตกลงยุบเลิกนารวมของตนแล้วแบ่งที่นาออกเป็นแปลงๆ เพื่อแต่ละครัวเรือนได้เพาะปลูก การริเริ่มใหม่นี้แพร่หลายออกไปอย่างรวดเร็วและ หวั่นหลี เลขาธิการพรรคประจำมณฑลก็ตระหนักว่าตนกำลังเผชิญการลุกขึ้นแข็งข้อก่อกบฏของประชาชนอย่างทรงพลังต่อระบบอันทำให้พวกเขายากจนข้นแค้น แทนที่จะบดขยี้มัน เขาตัดสินใจส่งเสริมการปฏิรูปคืนผืนดินสู่ผู้ถือคันไถที่ว่านี้ ปรากฏว่า จ้าวจื่อหยาง เลขาธิการพรรคแห่งมณฑลเสฉวนก็ตัดสินใจทำนองเดียวกัน
(จ้าวจื่อหยางต่อมาได้ขึ้นเป็นเลขาธิการใหญ่หัวปฏิรูปของพรรคคอมมิวนิสต์จีนระหว่างปี ค.ศ.1987-1989 ก่อนจะถูกปลดและคุมขังไว้ในบ้านจนถึงแก่กรรมเพราะหันไปสนับสนุนการชุมนุมของนักศึกษาประชาชนเพื่อเรียกร้องเสรีประชาธิปไตยในกรณีเทียนอันเหมิน)” (pp. 27-28)

คําถามก็คือ กลุ่มชาวนารากหญ้าผู้สุมหัวก่อกบฏแข็งข้อต่อระบบนารวมเพื่อฟื้นกรรมสิทธิ์เอกชนและทุนนิยมที่มณฑลอันฮุยนี้คือใคร?
มีความเป็นมาอย่างไรหรือ?
และ 40 ปีให้หลังพวกเขาอยู่ในสภาพเช่นใดกันในปัจจุบัน?
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นที่หมู่บ้านเสี่ยวกัง ในมณฑลอันฮุยทางตะวันออกของจีน ที่เมื่อ 40 ปีก่อนมีแต่ถนนโคลนเลนและฝูงวัวเพ่นพ่าน บ้านเรือนทำด้วยดินและหญ้าฟาง ขณะที่เสี่ยวกังทุกวันนี้กลายเป็นหมู่บ้านทันสมัย ถนนลาดพื้นอย่างดี มีโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ๆ ผุดขึ้นมากมาย

AFP PHOTO / STR / China OUT
นั่นเป็นสมัยสังคมนิยมแดงจัดในจีน ชาวบ้านเสี่ยวกังทุกคนทำงานร่วมกันในนารวมของหมู่บ้าน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เหยียนจินเชา หนึ่งในกลุ่มชาวนาผู้ก่อกบฏแข็งข้อต่อระบบนารวมสังคมนิยมต่อมา เล่าว่า (https://www.npr.org/templates/transcript/transcript.php?storyId=145360447) :
“อั๊วใช้วัวทำนา แต่วัวไม่ใช่ของอั๊ว วัวเป็นของกลุ่ม (หัวเราะ) สมัยนั้นแม้แต่ฟางเส้นหนึ่งก็เป็นของกลุ่ม ปัจเจกบุคคลไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย”
เล่ากันว่าในการประชุมครั้งหนึ่ง ชาวนาเสี่ยวกังรายหนึ่งถามเจ้าหน้าที่พรรคว่า :
“แล้วฟันในหัวอั๊วล่ะ เป็นของอั๊วหรือเปล่า?”
เจ้าหน้าที่พรรคตอบว่า
“เปล่า ฟันของลื้อก็เป็นของรวมหมู่นั่นแหละ”

การผลิตวางแผนสั่งการจากรัฐ-พรรคส่วนกลาง เบื้องบนสั่งให้ปลูกอะไรก็ปลูกอันนั้น สั่งให้ปลูกข้าวก็ต้องปลูก แม้ไม่มีน้ำพอหล่อเลี้ยงต้นข้าวก็ตาม ในสภาพเช่นนี้จึงไม่มีแรงจูงใจในการทำงานหนัก ไม่มีใครอยากตื่นเช้าไปถอนหญ้า ต่างกินข้าวที่หุงด้วยหม้อคอมมูนร่วมกันในโรงครัวรวม เริ่มและเลิกงานประจำวันตามสัญญาณนกหวีด เหยียนจินเชาเสริมว่า :
“จะทำงานหนักหรือไม่ทำงานหนัก ทุกคนก็ได้แต้มรายวันเหมือนๆ กัน ก็เลยไม่มีใครอยากทำงาน”
ผลก็คือชาวบ้านเสี่ยวกังอดๆ อยากๆ ไม่เคยมีอาหารพอยาไส้ ถึงหน้าหนาว เหยียนจินเชากับเพื่อนชาวนาถึงแก่ต้องบากหน้าไปเคาะประตูชาวบ้านเพื่อขอทานเขากิน เขารำพึงว่า :
“พวกอั๊วเป็นชาวนา พวกอั๊วควรต้องผลิตอาหารเลี้ยงปากท้อง การไปขอทานเขากินมันเสียศักดิ์ศรี อั๊วงี้อับอายขายขี้หน้ามากเลย”
สภาพการณ์ยากไร้ขาดแคลนอาหารนี้แพร่หลายทั่วประเทศจีนสมัยก่อนปฏิรูปเนื่องจากระบบเศรษฐกิจนารวมสังคมนิยมที่จัดวางไว้ จนกระทั่งปี ค.ศ.1978 การเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตย่ำแย่น้อยนิดอีกปี ในสภาพจนตรอก บรรดาชาวนาในหมู่บ้านเสี่ยวกังจึงเกิดความคิดใหม่อย่างหนึ่งขึ้นมา
มันเป็นความคิดที่อันตรายมากในบริบทการเมืองและอุดมการณ์ตอนนั้น
แต่พวกเขาก็ไม่เห็นทางรอดอื่น จึงรวมตัวสุมหัวกันแอบจัดประชุมลับขึ้นเพื่อหาทางออก
(ต่อสัปดาห์หน้า)
