เดนตายในผ้าเหลือง | การเล่นไพ่สองหน้าของควง อภัยวงศ์ และปริศนาอื่นๆ
คอลัมน์ Agora : กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
เดนตายในผ้าเหลือง (7) การเล่นไพ่สองหน้าของควง อภัยวงศ์ และปริศนาอื่นๆ
หนังสือบันทึกความทรงจำของเสนาธิการทหารบกญี่ปุ่น “พล.ต.มาซาโนบุ ทสุจิ” (สึจิ) (Masanobu Tsuji) เรื่อง “Underground Escape” ในฉบับภาษาไทยที่แปลโดย “อุทัย ตัณฑลากุล” โดยใช้ชื่อว่า “นายพลลี้ภัย” นั้นได้ทิ้งปริศนาหลายประการไว้ให้ผู้อ่านได้สืบเสาะต่อในภายหลัง
อย่างแรกคือเส้นทางการหลบหนีที่แท้จริง
และอย่างที่สองก็คือบทบาทของ “ตลกหลวง” พ.ต.ควง อภัยวงศ์ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ต่อปฏิบัติการลับของฝ่ายญี่ปุ่น ซึ่งแทบไม่มีการแพร่งพรายออกมาจากฝ่ายไทยเลย
แต่มีร่องรอยให้สืบค้นอยู่บ้างจากฝ่ายญี่ปุ่น
ปริศนาข้อแรก เส้นทางการหลบหนีที่แท้จริงคือเส้นทางใดกันแน่
ซึ่งในหนังสือนายพลลี้ภัยระบุว่า เส้นทางที่ทสุจิใช้ในการหลบหนีออกจากประเทศไทยคือนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปยังโคราช พักค้างหนึ่งคืนแล้วต่อรถไฟไปยังอุบลราชธานี
จากนั้นออกจากพรมแดนไทยเข้าสู่ลาวใต้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอินโดจีนแห่งฝรั่งเศส ก่อนขึ้นเหนือไปเมืองเวียงจันทน์ แล้วย้อนกลับลงมาที่สุวรรณเขตหรือสะหวันนะเขต
ก่อนเดินทางตัดเข้าสู่เวียดนาม โดยมีจุดหมายปลายทางที่ฮานอย
จะเห็นได้ว่าเป็นเส้นทางที่วกวนและเพิ่มระยะทางขึ้นมากโดยปราศจากคำอธิบาย หากมีเป้าหมายต้องการเข้าไปที่จีนจากฮานอยด้วยเส้นทางบก การเดินทางด้วยรถไฟไปสู่เวียงจันทน์ก็สามารถไปต่อถึงฮานอยได้เลยโดยไม่ต้องวกกลับมาลงมาที่สะหวันนะเขต
และหากต้องการไปถึงเวียงจันทน์โดยเร็ว เหตุใดจึงไม่นั่งรถไฟสายอีสานเหนือจากหัวลำโพงไปหนองคาย แล้วข้ามไปเวียงจันทน์ ทำไมต้องลงรถที่โคราชเพื่อเปลี่ยนขบวนไปอุบลราชธานีด้วย
จะเดินทางด้วยเส้นทางที่ยึกยือขึ้นๆ ลงๆ ไปมาแบบนี้ทำไม
แม้จะอ้างว่า ณ ขณะนั้นเส้นทางรถไฟสายอีสานเหนือยังไม่เปิดให้บริการไปถึงหนองคายก็ตาม แต่ก็สามารถเดินทางไปถึงอุดรธานีได้อยู่ดี ซึ่งนั่นก็เป็นจุดที่ใกล้ถึงหนองคายอยู่รอมร่อแล้ว การนั่งรถไฟจากโคราชมาอุดรธานีเพื่อต่อไปเวียงจันทน์จึงสมเหตุสมผลกว่าไปอุบลราชธานีมาก
(สถานีอุดรธานีเปิดให้บริการปี พ.ศ.2484 สี่ปีก่อนทสุจิหลบหนีในปี 2488 ส่วนสถานีหนองคายเปิดให้บริการภายหลัง คือปี 2499 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยุคที่สอง)
ดังนั้น เส้นทางการหลบหนีที่แท้จริงของทสุจิจึงยังคงเป็นปริศนาอยู่ว่าแท้ที่จริงแล้วเขาเดินทางออกไปอย่างไร ด้วยเส้นทางไหนกันแน่
คำตอบที่เป็นไปได้ก็คือ
(1) ทสุจิสับสนระหว่างคำว่า “อุบล” กับ “อุดร” จึงจดจำอุดรว่าเป็นอุบล แล้วบันทึกลงไปว่าเขาเดินทางไปอุบลฯ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเขาไปอุดรฯ
(2) ทสุจิจำถูกและบันทึกลงไปถูกต้องแล้ว แต่เกิดความผิดพลาดระหว่างการแปลจากภาษาญี่ปุ่นมาเป็นจีน หรือไม่ก็จากจีนมาเป็นไทย เนื่องจากสองคำนี้มีความใกล้เคียงกัน
และ (3) ทสุจิโกหก โดยแต่งเรื่องเท็จแล้วบอกเล่าออกมา ข้อสุดท้ายนี้มีความเป็นไปได้น้อยที่สุด เพราะทสุจิไม่มีมูลเหตุจูงใจอะไรที่จำเป็นต้องโกหกเรื่องเมืองและเส้นทางการหลบหนีเลย ด้วยความที่หนังสือของเขาเผยแพร่หลังสงครามยุติไปนานแล้ว คือออกสู่สาธารณชนหลังสงครามยุติราวๆ 5-7 ปี
ส่วนข้อที่สองมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง แต่ก็น้อยกว่าข้อแรกมาก เพราะการแปลชื่อเฉพาะอย่างเช่นชื่อเมืองไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร หรือสร้างความสับสนแก่ผู้แปลได้ง่ายนัก ต่างกับการจดจำชื่อเมืองด้วยการฟังเสียงแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งมีโอกาสเข้าใจผิดได้มากกว่า
ด้วยเหตุนี้จึงสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเส้นทางหลบหนีที่แท้จริงของทสุจิอาจไม่ใช่อุบลฯ แต่คืออุดรฯ ต่างหาก ซึ่งน่าจะมาจากความสับสนของเจ้าตัวเองเสียมากกว่าการตั้งใจปกปิด
ปริศนาข้อที่สอง อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ควง อภัยวงศ์ เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการลับนี้อย่างไร รู้เห็นเป็นใจในภารกิจของทสุจิหรือไม่ หากรู้ เขาเพียงแต่ทราบเรื่องเฉยๆ หรือว่าให้ความช่วยเหลืออย่างลับๆ ต่อการทำงานของฝ่ายญี่ปุ่น มีความเป็นไปได้เหมือนกันว่าควง อภัยวงศ์ เล่นไพ่สองหน้า
หน้าหนึ่งให้ความร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างดี ตลอดจนร่วมมือกับนายปรีดี พนมยงค์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และนายทวี บุณยเกตุ นำไปสู่การออกประกาศสันติภาพ และการทำให้สถานะการประกาศสงครามของไทยในฐานะฝ่ายอักษะเป็นโมฆะ
แต่ทว่าอีกหน้าหนึ่งก็ยังคงเดินเกมใต้ดิน ด้วยการให้ความร่วมมือและช่วยเหลือญี่ปุ่นในทางลับ
ทสุจิอ้างเอาไว้ในบันทึกของตนว่ามีความสนิทสนมกับควง อภัยวงศ์ จนถึงขั้นระบุว่าควงเป็นคนไทยเพียงผู้เดียวที่ล่วงรู้ความลับนี้ พร้อมทั้งกล่าวว่าหากต้องการความช่วยเหลืออันใด ควงก็เป็นผู้ที่พึ่งพาอาศัยได้
ถึงแม้ข้อมูลนี้ยังมีความน่ากังขาอยู่ก็ตาม เพราะหากพิจารณาตามคำบอกเล่าของเขาอย่างละเอียดแล้ว ควงไม่น่าเป็นคนไทยคนเดียวที่รู้เรื่อง แต่ยังมี พ.ต.อาจ เจริญศิลป์ อีกคนหนึ่งที่น่าจะทราบเรื่องด้วย
ท่าทีเช่นนี้ตรงกับสิ่งที่นายพลอาเคโตะ นากามูระ บันทึกไว้ในหนังสือของตัวเองเรื่อง “ผู้บัญชาการชาวพุทธ ความทรงจำของนายพลนากามูระ เกี่ยวกับเมืองไทยสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา” เช่นกัน ซึ่งได้รับการแปลโดย “เออิจิ มูราชิม่า” และ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์”
นากามูระเล่าว่า ในช่วงปลายสงครามนั้น ตัวเขาเอง เอกอัครราชทูตยามาโมโตะซึ่งมารับช่วงต่อจากทสุโบกามิ และควง อภัยวงศ์ ทั้งสามคนมีการนัดพบปะกันเป็นประจำทุกวันที่ 10 ของเดือน โดยรับประทานอาหารร่วมกันและสนทนาถึงเรื่องต่างๆ
ส่วนสถานที่พบปะนั้นก็เวียนกันเป็นเจ้าภาพ เช่น ครั้งแรกหากเป็นบ้านของควง ต่อไปก็อาจใช้บ้านของนากามูระ จากนั้นก็เป็นบ้านของยามาโมโตะ หมุนเวียนไปเช่นนี้เรื่อยๆ ทั้งสามคนทำกิจกรรมเช่นนี้อย่างต่อเนื่องข้ามปี รวมประมาณเก้าเดือน นอกจากนั้นยังมีข้อตกลงเรื่องภาษาที่ใช้สนทนาอีกด้วย คือถ้าเจ้าภาพเป็นคนไทยให้ใช้ภาษาญี่ปุ่น แต่ถ้าเจ้าภาพเป็นคนญี่ปุ่นก็ให้ใช้ภาษาไทย อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขเรื่องภาษานี้ได้ถูกยกเลิกหลังจากผ่านการพบปะกันผ่านไปเพียงไม่กี่ครั้ง
อาเคโตะ นากามูระ ประทับใจในบุคลิกภาพของควง อภัยวงศ์ มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความเจ้าคารม เขามองว่าจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีฝ่ายบู๊ ส่วนควงนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีฝ่ายบุ๋น โดยบรรยายลักษณะของควงเอาไว้ในบันทึกว่า
“ท่านเป็นคนไม่ถือตัว มีนิสัยร่าเริง ไม่สนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เมื่อพบกันครั้งแรกมีความรู้สึกว่าได้รู้จักกันมาเป็นเวลานาน ท่านเป็นนักพูดที่มีปฏิภาณไหวพริบ ชอบการอภิปรายโต้เถียง แต่ท่านมีลักษณะพิเศษอยู่ด้วยว่าไม่ทำให้คู่สนทนาเกิดการเสียอารมณ์ เขาเล่นการเมืองและทำการค้าด้วย และถึงแม้ท่านจะไม่สนใจเรื่องจุกจิก แต่ก็มีความสุขุมรอบคอบมาก มีความสามารถอ่านสถานการณ์ออกได้เป็นอย่างดี”
(อ่านต่อฉบับหน้า)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
