ธงทอง จันทรางศุ | จำนงค์ ทองประเสริฐ ครู – ปราชญ์แท้ถิ่นสยาม
คอลัมน์ หลังลับแลมีอรุณรุ่ง
ขณะที่ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ เป็นเวลาค่ำของวันที่ 20 ตุลาคม 2569 เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นมาพบกับข่าวความสูญเสียครั้งสำคัญของวงวิชาการเมืองไทย นั่นคือข่าวเรื่องศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันวานนี้ตอนค่ำ สิริอายุของท่าน 97 ปี
เมื่อทราบข่าวดังกล่าวแล้ว ผมได้โพสต์ Facebook แสดงความรู้สึกอาลัยถึงท่านผู้จากไปว่า
“อาจารย์ สอนตรรกศาสตร์ให้ ฬ จุฬาฯ
จำนงค์ แน่วถ่ายทอดวิชา เกื้อรู้
ทอง คำไม่เทียบค่า เทียมคู่ ท่านเอย
ประเสริฐ เทียวท่านผู้ ปราชญ์แท้ถิ่นสยาม
ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต อดีตมหาเปรียญเก้าประโยค มหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา อดีตพระราชาคณะ บุคคลสำคัญผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
เป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาตรรกศาสตร์ให้นิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อเนื่องกันยาวนานหลายสิบปี ถึงแม้ผมจะไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของท่านโดยตรง เพราะเมื่อครั้งที่ผมเป็นนิสิตยังไม่มีวิชานี้อยู่ในหลักสูตร หากแต่เป็นวิชาที่เพิ่มเติมเข้ามาภายหลัง แต่ถึงกระนั้นผมมีโอกาสได้พบกับท่านอาจารย์อยู่เสมอในเวลาที่ท่านมาสอนหนังสือที่คณะ จึงพลอยได้มีโอกาสสอบถามขอความรู้จากท่านไปด้วยในตัว
บางคราวเมื่อผมต้องไปบรรยายการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เรื่องของศาสนพิธีหรือคำศัพท์ในทางพระพุทธศาสนา บางเรื่องที่ผมมีอะไรสงสัย ก็ได้รับความเมตตาจากอาจารย์ไขปัญญาให้สว่าง ท่านจึงเป็นครูของผมโดยนัยนี้”
หลังจากโพสต์ข้อความนั้นแล้ว ผมพบว่ามีสมาชิกใน Facebook อีกหลายคนเขียนแสดงความอาลัยในการจากไปของท่านอาจารย์จำนงค์ ใน Facebook ส่วนตัวของผมก็มีคนมาแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความของผมเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยคน
ส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ทั้งที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ซึ่งอาจารย์เป็นนักศึกษารุ่นแรกของมหาวิทยาลัยแห่งนั้น และได้มีโอกาสสร้างคุณูปการล้นเหลือให้แก่สถาบันดังกล่าวในเวลาต่อมา
ทุกคนมีเรื่องเล่าและความทรงจำเกี่ยวกับความเป็นครูใจดีของอาจารย์จำนงค์ไม่แตกต่างกัน
ขณะที่ผมเขียนหนังสืออยู่นี้ ทราบรายละเอียดเบื้องต้นแต่ว่า งานศพของอาจารย์จำนงค์จะมีที่วัดสระเกศ ซึ่งเป็นสำนักที่อาจารย์เคยบวชเป็นสามเณรและได้ใช้ชีวิตอยู่ในพระอารามแห่งนั้นเป็นเวลานาน ร่วมสมัยกันกับสามเณรรุ่นเดียวกันซึ่งต่อมาคือ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ นั่นเอง
โดยฐานะที่เป็นศิษย์ผู้หนึ่งที่ได้รับความรู้จากท่านอาจารย์ผู้แบ่งปันความรู้ให้แบบไม่หวงแหน ผมตั้งใจจะไปเคารพศพท่านในวันใดวันหนึ่งและถ้าไม่ติดธุระอะไรขัดข้องจริงๆ ผมก็ตั้งใจจะไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพเพื่อไปกราบอำลาท่านด้วยตนเอง
วัยของผมซึ่งพ้นเขตเกษียณอายุมาสิบปีเศษแล้ว โอกาสที่จะไปร่วมงานแต่งงานให้สนุกครึกครื้นเห็นจะน้อยลงทุกที เพราะรุ่นเพื่อนกันที่จะลุกขึ้นแต่งงานวันนี้เห็นจะไม่มีแน่ อย่าว่าแต่เพื่อนเลย จนถึงลูกเพื่อนจะแต่งงานก็ไม่น่าจะเหลือจำนวนมากแล้ว งานที่ต้องไปบ่อยกว่างานแต่งงานจึงวนเวียนอยู่ประมาณงานศพเพื่อนของเราเอง ญาติผู้ใหญ่ หรือครูบาอาจารย์ผู้เคยสั่งสอนวิชาให้แก่เรามาในอดีต
หลายปีก่อน มีอาจารย์รุ่นพี่ผมท่านหนึ่งที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถึงแก่กรรม ท่านอายุมากกว่าผมห้าหกปี ซึ่งแปลว่าท่านจากไปเมื่อตอนอายุประมาณเท่าผมเวลานี้แหละ
งานศพของท่านจัดขึ้นที่โบสถ์ฝรั่งแห่งหนึ่ง เพราะท่านเป็นคริสต์ศาสนิกชน ผมได้ไปร่วมงานดังกล่าวและพบเห็นด้วยความประทับใจว่า ลูกศิษย์ที่เรียนวิชากับท่านจำนวนมากไปร่วมงานศพของท่านจนล้นความจุของอาคารออกมาข้างนอก และผมได้ทราบว่า จำนวนลูกศิษย์ที่มาร่วมงานศพเป็นอย่างนี้ทุกคืนตลอดเวลาที่ตั้งศพอยู่ที่นั่น
ผมมั่นใจว่างานศพของท่านอาจารย์จำนงค์ที่วัดสระเกศ จะมีคนไปร่วมงานเป็นจำนวนมากและอาจจะมากกว่าอาจารย์รุ่นพี่ที่ผมกล่าวถึงมาข้างต้นเสียด้วยซ้ำไป เพราะอายุของท่านอาจารย์จำนงค์ยั่งยืนกว่า และท่านสอนหนังสือมาหลายสถาบันมากกว่าอาจารย์รุ่นพี่ท่านนั้น
ครูบาอาจารย์ที่มีลูกศิษย์มาร่วมงานศพมากมายดังว่า กว่าท่านจะละโลกนี้ไป ทุกท่านล้วนแต่ไม่อยู่ในฐานะที่ให้คุณให้โทษกับใครได้อีกแล้ว และส่วนใหญ่เมื่อมองไปถึงชั้นลูกหลานของท่าน ก็ไม่มีใครเป็นผู้ยิ่งยศเปี่ยมบารมีที่ทุกคนจะต้องมาเกรงอกเกรงใจด้วย ลักษณะเช่นนี้จึงกล่าวได้ว่า คนเขามางานศพของท่านด้วยสิ่งที่ท่านทำมาแล้วแต่ในอดีต เป็นสิ่งที่คนปัจจุบันยังระลึกถึง และปรารถนาจะมาแสดงกตเวทีให้ปรากฏ
อาชีพในโลกนี้มีอยู่กี่ล้านอาชีพไม่มีใครตอบได้ครบถ้วนเป็นแน่ แต่ผมแน่ใจว่า “อาชีพครู” เป็นอาชีพที่มีความผูกพันเป็นพิเศษกับผู้ที่ได้เรียนหนังสือกับครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่านิยมของสังคมไทย เมื่อเป็นครู เป็นศิษย์กันแล้ว ก็ฆ่าไม่ตายขายไม่ขาด เป็นครูเป็นศิษย์กันแล้วก็ต้องเป็นตลอดไป
ครูของผมบางท่านที่เคยสอนหนังสือกันสมัยที่ผมเรียนอยู่ที่สาธิตปทุมวัน เมื่ออายุของท่านมากขึ้นและเจ็บไข้ได้ป่วยต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ผมได้ยินอยู่เสมอว่าถ้ามีครูไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล และมีชาวสาธิตปทุมวันเป็นหมอหรือพยาบาลอยู่ในโรงพยาบาลนั้น ให้วางใจได้เลยว่า ครูของเราจะได้รับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างดีที่สุดเพราะลูกศิษย์ผลัดกันมาดูแลอยู่เสมอจนครูไม่ได้หลับได้นอน ฮา!
ก็ในคติอย่างไทยเรา ถัดจากพ่อแม่มาก็คือครูบาอาจารย์มิใช่หรือ ที่เราต้องระลึกถึงและตอบแทนพระคุณของท่านอยู่ตลอด
ดูเหมือนผมจะเคยพูดไว้ในที่นี้หรือที่ไหนก็ไม่รู้ไว้ครั้งหนึ่งแล้วว่า การเป็นครูมีลักษณะคล้ายกับการซื้อประกันอะไรอย่างหนึ่งไว้ตลอดชีวิต ถึงแม้ว่าเราเลิกส่งเบี้ยประกัน คือ เราเลิกสอนหนังสือแล้วก็ตาม แต่ความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันภัยนั้นจะยังอยู่กับเราตลอดไป
ผมก็เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะมีประกันแบบที่ว่าติดตัวอยู่คนหนึ่งเหมือนกัน เพราะหลังจากได้สอนหนังสือแบบเป็นอาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษต่อเนื่องมา 45 ปี เพิ่งจะหยุดสอนหนังสือแบบเป็นเจ้าของวิชาที่ต้องออกข้อสอบตรวจข้อสอบไปเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมานี่เอง นั่นเท่ากับว่าผมมีลูกศิษย์ที่เคยเรียนหนังสือแบบพบหน้ากันและต้องตรวจข้อสอบมาแล้วในอดีต อย่างน้อยก็ 20,000 คน
แน่นอนว่าลูกศิษย์ส่วนใหญ่ของผมเป็นนักกฎหมาย เพราะฉะนั้น ถ้าผมไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลไหนก็แล้วแต่ คงไม่มีหมอหรือพยาบาลมาช่วยดูแลเป็นพิเศษ แต่ไม่เป็นไรครับ ถ้ามีคดีขึ้นมาเมื่อไหร่ ผมคิดว่าทั้งความรู้ส่วนตัวของผมเองบวกกับการที่มีลูกศิษย์อยู่ในที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมาย ผมน่าจะผ่านโพยภัยทั้งหลายไปได้ด้วยความราบรื่น
และไม่ใช่แต่จะเฉพาะในเรื่องของการอำนวยประโยชน์ส่วนตัวซึ่งผมคิดสมบัติบ้าไปข้างต้นเพื่อให้เห็นภาพเชิงเปรียบเทียบเท่านั้น แม้ในหน้าที่การทำราชการตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมก็ได้ลูกศิษย์ทั้งหลายนี่แหละครับช่วยกันทำงานให้เป็นไปด้วยความราบรื่น
ครั้งหนึ่งผมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทยในการประชุมระหว่างประเทศด้านกฎหมาย ปรากฏว่าผู้แทนจากศาลยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงยุติธรรม ทุกคนเป็นลูกศิษย์ที่เคยเรียนหนังสือกับผมมาทั้งสิ้น
ขึ้นต้นมาแนวนี้ทุกอย่างก็ราบรื่นเรียบร้อยสิครับ ผู้แทนไทยจากทุกหน่วยงานต่างไว้ใจและเชื่อฝีมือซึ่งกันและกัน
ผมซึ่งเป็นครูและเป็นคุณพี่หัวหน้าคณะอยู่ในที่นั้นรู้สึกสบายใจเฉิบ เพราะรู้มือกันอยู่แล้ว เวลาไปเจรจากับต่างประเทศก็มีแนวทางที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าทีมไทยแลนด์ของเราจะพูดอะไรกันบ้าง และรับส่งประเด็นกันอย่างไร
อาจารย์จำนงค์ผู้จากไปท่านต้องมีลูกศิษย์มากกว่าผมอย่างแน่นอน เพราะวิชาที่ท่านสอนมีหลากหลายสมภูมิรู้ของท่าน หนึ่งในจำนวนวิชาเหล่านั้นคือวิชา ตรรกศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาว่าด้วยการใช้เหตุผล เป็นวิชาที่สอนให้คนคิดอย่างเป็นระบบ รุ่นน้องของผมหลายคนที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งได้เรียนหนังสือกับท่าน เขียนข้อความฝากไว้ใน Facebook ผมว่า ส่วนหนึ่งของความรู้ที่ได้ใช้ทำมาหากินอย่างนักกฎหมายทุกวันนี้ก็มีพื้นฐานมาจากความรู้ทางตรรกศาสตร์ที่ท่านอาจารย์ประสิทธิ์ประสาทให้นั่นเอง
ในแง่มุมนี้ นั่นหมายความว่า กฎหมายไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกเหตุเหนือผล หากแต่เป็นเรื่องตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของเหตุผล และความคิดอย่างเป็นระบบซึ่งสามัญชนทั่วไปพึงมี ถ้านักกฎหมายหรือผู้ใช้กฎหมายเตือนตนอย่างนี้อยู่เสมอ เราคงสบายใจได้และไม่ต้องอดทนกับเหตุผลประหลาดที่เกิดขึ้นจากการใช้กฎหมายแบบพิสดารของนักกฎหมายบางคนบางหน่วยงานในยุคปัจจุบัน
เมื่อได้อ่านหรือได้ฟังความเห็นทางกฎหมายแบบตีลังกากลางอากาศเหล่านั้นแล้ว อยากจะส่งหนังสือ วิชาตรรกศาสตร์ ของท่านอาจารย์จำนงค์ ไปให้อ่านเสียจริงๆ
ว่าแต่ถ้าส่งไปแล้วเขาจะอ่านรู้เรื่องไหมครับ
น่าสงสัย
