สำหรับคนที่สนใจการเมืองแล้ว วันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ที่จะเป็น “วันเลือกตั้งกลางเทอม” ของการเมืองอเมริกัน โดยจะเลือกสมาชิกสภาผู้แทน และสมาชิกวุฒิสภา (จำนวน 1 ใน 3) ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีนัยกับประธานาธิบดีทรัมป์อย่างมาก เพราะเป็นช่วงเวลา 2 ปีนับจากการดำรงตำแหน่งของเขา
ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านๆ มา อาจมีการเลือกตั้งที่สำคัญเกิดในหลายประเทศในโลก แต่ต้องยอมรับว่า ไม่มีการเลือกตั้งไหนจะสำคัญเท่ากับ “การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน” ที่จะเกิดในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน นี้ และอาจต้องยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญทั้งกับการเมืองอเมริกันและกับการเมืองโลกอย่างมากด้วย
โต้กระแสทรัมป์
ชัยชนะของทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน 2024 นั้น ทำให้เขามีอำนาจมากในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในครั้งนี้ จนดูเหมือนจะไม่มีปัจจัยอะไรจะมาเหนี่ยวรั้งการตัดสินใจของเขาได้ ไม่ว่าการตัดสินใจนั้น จะสร้างปัญหาให้กับนโยบายต่างประเทศอเมริกันอย่างไรก็ตาม เพราะระบบการเมืองอเมริกันให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีอย่างมาก ซึ่งก็สอดรับกับบุคลิกแบบ “อำนาจนิยม” ของทรัมป์
ถ้าผลการเลือกตั้งการเทอมในวันที่ 3 พลิกมาสู่พรรคเดโมแครต จะทำให้สภาผู้แทนราษฎรอเมริกันมาอยู่ในความควบคุมของพรรคเดโมแครต ซึ่งจะทำให้ชีวิตทางการเมืองของทรัมป์ใน 2 ปีข้างหน้า ประสบความยากลำบาก โดยเฉพาะรัฐบาลทรัมป์จะถูกตรวจสอบมากขึ้น และจะกลายเป็นโอกาสอย่างดีของการเตรียมตัวของพรรคเดโมแครตสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2028
อย่างไรก็ตาม หากกลับไปช่วงก่อนหน้านี้ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า โอกาสที่พรรคเดโมแครตจะชนะการเลือกตั้งทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภานั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย อีกทั้ง เห็นชัดเจนถึงกระแสขวาที่ปรากฏในรูปของ “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) ที่มาแรงอย่างมาก จนปีกเสรีนิยมอเมริกันนั้นดูจะตกอยู่ในภาวะถดถอย หรือกล่าวได้ว่า ไม่มีใครทาน “กระแสทรัมป์” ในการเมืองอเมริกันได้
แต่การดำรงตำแหน่งของทรัมป์ในช่วงราว 2 ปีที่ผ่านมา กระแสทรัมป์ตกลง … ความนิยมลดลง และเสียงต่อต้านทรัมป์ดังมากขึ้น และอาจกล่าวได้ว่าเสียงสนับสนุนทรัมป์ในโพลนั้น มีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง และเห็นได้ชัดจากโพลว่า ความนิยมทรัมป์ในวันนี้ ปรากฏอยู่ราว 37% เท่านั้น ต่างจากตอนที่เริ่มรับตำแหน่ง เขามีเสียงมากกว่า 50%
พร้อมกันนี้ นโยบายของทรัมป์ในเรื่องที่สำคัญ ก็ไม่เห็นถึงความสำเร็จที่นำมาใช้เป็นจุดขายของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้ง แต่กลับเห็นถึงปัญหาที่คนอเมริกันจะต้องแบกรับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคาน้ำมันราคาอาหาร ราคาสินค้า (โดยเฉพาะเป็นผลจาก “ภาษีทรัมป์” โดยตรง) ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ภาษีที่เพิ่มขึ้น ตลอดรวมถึงปัญหาสงครามอิหร่านที่ไม่จบ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ล้วนทำให้เสียงสนับสนุนของทรัมป์ และของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งครั้งนี้ ลดลงทั้งสิ้น โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพ ที่กระทบต่อชีวิตของผู้ออกเสียงชาวอเมริกันอย่างมาก
สภาวะเช่นนี้ ทำให้เกิดความหวังอย่างมากว่า การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ทำให้พรรคเดโมแครตชนะในทั้ง 2 สภา เช่น ทางเดโมแครตมีความหวังที่เปลี่ยนสัดส่วนในวุฒิสภาปัจจุบัน 53:47 ให้ได้(พรรครีพับลิกัน 53 / พรรคเดโมแครต 47) … ผลเลือกตั้งจะเป็นในทางกลับกันหรือไม่ ?

สู้กระแสทรัมป์ตกต่ำ
ความหวังอย่างสำคัญของพรรคเดโมแครตที่จะชนะในสภาผู้แทน เพราะตัวชี้วัดจากโพลสะท้อนว่า คนอเมริกันน่าจะเลือกเดโมแครตมากกว่ารีพับลิกันในครั้งนี้ เพราะปัญหาต่างๆ รุมเร้าชีวิตคนอเมริกันในปัจจุบันอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นไม่หยุด
ปัญหาต่างๆ ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจที่รุมเร้า และเห็นถึงแนวโน้มของการลงเสียงเช่นนี้ สร้างความกังวลอย่างมากให้กับผู้นำพรรครีพับลิกัน เพราะมีโอกาสที่พรรคอาจจะแพ้ในทั้ง 2 สภา มีความเป็นไปได้ รวมถึงอาจแพ้ในบางรัฐที่เป็นฐานเสียงของรีพับลิกันมาก่อน แต่ถ้าแพ้ในลักษณะเช่นนี้ ต้องตีความว่าเป็น “ความพ่ายแพ้ของทรัมป์” อย่างแน่นอน
ทางออกในการสู้กับกระแสของทรัมป์ที่ลดต่ำลงคือ การที่ทรัมป์และผู้นำพรรครีพับลิกันเรียกร้องให้มวลชนในปีกอนุรักษ์นิยมออกมาลงเสียงให้มากๆ เพื่อไม่ให้พรรคแพ้ และทั้งเรียกร้องให้กลุ่มอิสระออกมาลงเสียงให้รีพับลิกัน แทนที่จะไปลงให้เดโมแครต
ดังนั้น การเลือกตั้งกลางเทอมในครั้งนี้ จึงมีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะถ้ารีพับลิกันแพ้ จะเป็นสัญญาณทางการเมืองที่กระทบต่อนโยบายทรัมป์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผลจากปัญหายูเครน สงครามอิหร่าน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับชาติพันธมิตร ตลอดรวมถึงนโยบายภายใน เช่น ท่าทีที่แข็งกร่าวต่อปัญหาผู้อพยพปัญหาเงินประกันสุขภาพ การจัดการปัญหาค่าครองชีพ เป็นต้น ดังจะเห็นได้ว่า ราคาพลังงานในสังคมอเมริกันยังสูงราว 2 เท่าของราคาก่อนสงคราม
วัดดวงทรัมป์
ผลการเลือกตั้งในวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน และเป็นเช้าวันพุธที่ 4 ตามเวลาในไทย เราคงพอเห็นผลการเลือกตั้งนี้ จึงน่าสนใจว่า “กระแสทรัมป์” จะยังคงเป็นกระแสหลักในการเมืองอเมริกันต่อไปอีกหรือไม่ และผลจะกระทบกับทิศทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในอนาคตด้วยอย่างแน่นอน
ดังนั้น วันนี้จึงไม่แปลกที่ ทั้งจีน รัสเซีย และสหภาพยุโรป ล้วน “ลุ้น” และติดตามการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และรวมทั้งในยูเครน และอิหร่านด้วย
สุดท้ายนี้ อยากจะขอเรียกแบบไทยๆ ว่า การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกาครั้งนี้ เป็นเสมือนการ “วัดดวงทรัมป์” ในทางการเมืองนั่นเอง … รอดูครับว่า ทรัมป์ยัง “ดวงแข็ง” เหมือนตอนถูกยิงก่อนเลือกตั้งไหมครับ !
