
ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 12 ต.ค. – 18 ต.ค. 2550 บทความพิเศษ โดย ภูมิ พิทยา ในเรื่อง ปัญหาชนชาติและศาสนา (12)
กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 1972 โดยมีนายประภาการัน ที่มีความคิดรุนแรงเป็นผู้นำ ต่อมาในปี 1975 กลุ่มนี้ได้วางแผนสังหารนายกเทศมนตรีเมืองเจฟน่าที่เข้าข้างรัฐบาล ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อเหตุรุนแรง หลังจากนั้นก็ได้ก่อเหตุมาเรื่อยๆ จนเมื่อถึงวันที่ 24 กรกราคม 1983 กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬได้ซุ่มโจมตีรถบรรทุกทหาร ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 13 คน เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สร้างความโกรธแค้นอย่างมากแก่ชาวสิงหล พวกเขาได้ระบายความไม่พอใจต่อชาวทมิฬ จนกลายเป็นการจลาจลชนชาตินองเลือดครั้งร้ายแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งของศรีลังกา
การจลาจลครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 370 คน และมีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยประมาณ 100,000 คน
หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ รัฐบาลศรีลังกาได้ใช้กำลังทหารจำนวนมากทำการปราบปรามกลุ่มนี้อย่างจริงจัง เหตุการณ์ความรุนแรงจึงกลายเป็นสงครามกลางเมืองตั้งแต่บัดนั้น
ปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาลศรีลังกาไม่สามารถกำจัดกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬให้สิ้นซาก ตรงกันข้าม ฝ่ายรัฐบาลกลับถูกตอบโต้จนประสบความเสียหายอย่างหนัก กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬมีรูปแบบการสู้รบที่พลิกแพลง เช่น โจมตีสถานีตำรวจ ซุ่มตีขบวนรถทหาร วางระเบิดสถานที่สำคัญ ใช้ระเบิดรถยนต์สังหารบุคคลสำคัญ
โจมตีขบวนรถไฟและรถโดยสารสาธารณะ บุกโจมตีหมู่บ้านประชาชนทั่วไป กระทั่งใช้ระเบิดพลีชีพในการโจมตีเพื่อบรรลุจุดหมาย
เป้าหมายการโจมตีมีทั้งเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจและชาวสิงหลทั่วไป
กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬยังมุ่งโจมตีสถานที่และบุคคลสำคัญที่สุดของประเทศ เพื่อให้ชาวสิงหลเสียขวัญ การโจมตีที่สำคัญ ได้แก่ การวางระเบิดวัดพระเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี้และการวางระเบิดเพื่อสังหารผู้นำประเทศหลายครั้ง ซึ่งทำให้ประธานาธิบดี รานาสิงเห เปรมมาดาสา เสียชีวิต และประธานาธิบดี จันทริกา กุมาราตุงคะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส
นอกจากนี้ กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬยังก่อเหตุที่มุ่งทำลายเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ใส่ยาพิษลงในชาซีลอนที่เตรียมส่งออก เพื่อให้เกิดความหวาดวิตกในหมู่ผู้บริโภคต่างประเทศ ระเบิดโรงงานปูนซีเมนต์ของชาวญี่ปุ่นเพื่อข่มขู่ให้นักลงทุนต่างชาติถอนตัวออกไป และวางระเบิดท่าอากาศยานนานาชาติ เพื่อทำลายการท่องเที่ยว เป็นต้น
การที่กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬมีศักยภาพในการสู้รบต่อกรกับรัฐบาลศรีลังกา เป็นเพราะพวกเขาได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากชาวทมิฬทั่วโลก นอกจากการสนับสนุนจากชาวทมิฬลังกาแล้ว พวกเขายังได้รับการช่วยเหลือจากชาวทมิฬในแคว้นทมิฬนาดูของอินเดียและชาวทมิฬในต่างประเทศ
ชาวทมิฬที่อยู่ตามประเทศต่างๆ เป็นผู้สนับสนุนทางการเงินสำคัญที่สุดของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ กล่าวกันว่างบประมาณ 80% ของกลุ่มฯมาจากเงินบริจาคของชาวทมิฬในต่างประเทศ ส่วนชาวทมิฬในอินเดียเป็นผู้ให้การสนับสนุนทั้งอาวุธ เวชภัณฑ์ อาหาร ฯลฯ และยังให้สถานที่ในการฝึกอบรมทางการทหารและเป็นแหล่งหลบภัยในยามที่ถูกทางการศรีลังกากวาดล้างไล่ล่า
รัฐบาลศรีลังกาได้เรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียบีบให้ชาวทมิฬในอินเดียเลิกให้การสนับสนุนกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากอินเดีย เพราะรัฐบาลกลางของอินเดียต้องคำนึงถึงฐานเสียงในแคว้นทมิฬนาดูที่มีพลเมืองมากถึง 60 ล้านคน จึงไม่กล้ากระทำการใดที่กระทบจิตใจของชาวทมิฬ
รัฐบาลอินเดียได้อาสาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยเพื่อยุติปัญหา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาเมื่อถึงสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ราจีฟ คานธี อินเดียได้ให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในศรีลังกาอย่างจริงจัง ฝ่ายศรีลังกาก็ต้องการให้อินเดียมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหา
ทั้งสองฝ่ายได้ทำข้อตกลงสถาปนาสันติภาพในศรีลังกาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 1987 วันรุ่งขึ้นอินเดียก็เริ่มส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปศรีลังกา เพื่อทำหน้าที่แยกกองกำลังรัฐบาลศรีลังกากับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬออกจากกัน และรักษาความสงบเรียบร้อยจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพถาวร
การส่งกองกำลังอินเดียเข้าไปศรีลังกา แทนที่จะแก้ปัญหากลับทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬไม่พอใจที่รัฐบาลอินเดียเข้ามายุ่งเกี่ยวกับปัญหานี้ โดยไม่คำนึงถึงความเห็นและความต้องการของฝ่ายตน จึงไม่ยอมมอบอาวุธให้ทหารอินเดียตามที่ฝ่ายอินเดียร้องขอ ทหารอินเดียจึงโจมตีกองกำลังกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ ทั้งสองฝ่ายได้สู้รบกันอย่างดุเดือด
สงครามระหว่างรัฐบาลศรีลังกากับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬจึงแปรเปลี่ยนเป็นสงครามระหว่างทหารอินเดียกับนักรบพยัคฆ์ทมิฬ ซึ่งไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะมีความเป็นไปได้
อินเดียได้ส่งทหารเข้าไปศรีลังกาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีจำนวนถึง 50,000 คน ซึ่งมากกว่ากองกำลังกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬถึง 10 เท่า ทหารอินเดียแม้จะสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่ฝ่ายพยัคฆ์ทมิฬ แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะเด็ดขาด ฝ่ายพยัคฆ์ทมิฬได้ใช้การรบแบบจรยุทธ์รบกวนและสร้างความเสียหายแก่ทหารอินเดียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ของศรีลังกาและชาวสิงหลก็ไม่พอใจที่ทหารอินเดียเข้ามายึดครองดินแดนของเขา จึงเรียกร้องให้อินเดียถอนทหารออกไป
อินเดียจำต้องถอนทหารออกจากศรีลังกาตั้งแต่เดือนตุลาคม 1989 และเมื่อถึงเดือนมีนาคม 1990 ก็ถอนทหารออกไปจนหมด
การส่งทหารเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของศรีลังกาเป็นความผิดพลาดสำคัญข้อหนึ่งของรัฐบาล ราจีฟ คานธี การแทรกแซงครั้งนี้นอกจากทำให้ทหารอินเดียเสียชีวิตถึง 1,200 คนแล้ว ยังทำให้ภาพพจน์ของอินเดียเสียหายในสายตาชาวโลก และทำให้คะแนนนิยมที่มีต่อ นายราจีฟ คานธี และพรรคคองเกรสเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว จนพรรคคองเกรสต้องประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 1989
หลังการเลือกตั้ง แม้ นายราจีฟ คานธี จะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬยังไม่หายแค้น พวกเขาได้วางระเบิดสังหาร ราจีฟ คานธี เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 1991 ในขณะที่คานธีกำลังตระเวนหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่แคว้นทมิฬนาดู
ภายหลังจากอินเดียถอนทหารออกจากศรีลังกาแล้ว กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬได้เข้ายึดแหลมเจฟน่าและเปิดฉากสู้รบกับรัฐบาลศรีลังกาอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายรัฐบาลได้ทุ่มกำลังเข้าปราบปรามอย่างหนัก จนเมื่อถึงปี 1995 ก็เข้ายึดแหลมเจฟน่าได้ กองกำลังพยัคฆ์ทมิฬได้ถอยไปทำการรบจรยุทธ์ในเขตป่าเขา แล้วค่อยๆ รุกกลับ จนสามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของแหลมเจฟน่าคืนมา และยังปิดล้อมทหารรัฐบาลที่อยู่ในเมืองเจฟน่า ทำให้รัฐบาลศรีลังกาต้องกลับมาเป็นฝ่ายตั้งรับอีกครั้งหนึ่ง
รัฐบาลศรีลังกานอกจากใช้กำลังทหารปราบปรามแล้ว ยังพยายามติดต่อเจรจากับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ ทั้งสองฝ่ายเคยเจรจากันหลายรอบ แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลง ต่อมารัฐบาลนอร์เวย์ได้อาสาเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย จึงได้เปิดการเจรจาขึ้นอีกเมื่อปี 2000 จนเมื่อถึงปี 2002 ก็สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิง
ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการนำสันติภาพกลับมาสู่ศรีลังกา
อย่างใรก็ตาม แม้ทั้งสองฝ่ายจะทำสัญญาหยุดยิงกันแล้ว แต่เหตุการณ์รุนแรงก็ยังเกิดขึ้นบ่อยๆ การสู้รบยังไม่ยุติโดยสิ้นเชิง และการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวรยังไม่มีความคืบหน้า สงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบยังมีโอกาสระเบิดขึ้นอีก
ยิ่งทุกวันนี้กองกำลังของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬได้กลายมาเป็นกองทัพสมบูรณ์แบบที่มีทั้งกองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศ มีกำลังรบทั้งหมด 10,000 คน มีอาวุธหนักทั้งรถถัง ปืนใหญ่ จรวดต่อสู้อากาศยาน เครื่องบินและเรือรบพร้อมสรรพ ซึ่งแทบไม่แตกต่างจากกองทัพรัฐบาล โอกาสที่ฝ่ายรัฐบาลจะเอาชนะในสนามรบยิ่งยากเข้าไปอีก ฝ่ายพยัคฆ์ทมิฬจึงไม่ยอมลดท่าทีแข็งกร้าวของตน ยังคงยืนยันจะแยกดินแดนไปตั้งประเทศของตน
ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและชาวสิงหลยอมรับไม่ได้ โอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพถาวรจึงเป็นไปได้ยากมาก
อุปสรรคในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของศรีลังกาไม่ใช่มีเฉพาะฝ่ายชาวทมิฬเท่านั้น ในฝ่ายชาวสิงหล กลุ่มพระภิกษุหัวรุนแรงและนักการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ในการหาคะแนนนิยมได้สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลตลอดเวลา ทุกครั้งที่รัฐบาลใช้นโยบายผ่อนปรนหรือสร้างความสมานฉันท์กับชาวทมิฬ จะถูกพวกเขาต่อต้านทันที แม้แต่การที่รัฐบาลให้กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬมีส่วนร่วมในการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปี 2004 ก็ยังมีพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ออกมาอดอาหารประท้วง จนรัฐบาลต้องล้มเลิกความคิดนี้
ปัญหาความขัดแย้งชนชาติและศาสนาในศรีลังกาเป็นอุทาหรณ์ของประเทศที่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการศึกษาของกลุ่มชนต่างๆ รวมทั้งความบาดหมางจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองในสมัยอาณานิคม เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ หากรัฐบาลและกลุ่มชนหลักของประเทศมีความใจกว้าง เคารพความแตกต่าง ให้ความเสมอภาค และยอมให้สิทธิในการจัดการกิจการบางอย่างแก่ชนกลุ่มน้อย ปัญหาต่างๆ จะค่อยๆ คลี่คลายลง จนนำไปสู่สังคมสมานฉันท์ในที่สุด
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า รัฐบาลศรีลังกาและชาวสิงหลกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม รัฐบาลซึ่งตกอยู่ใต้แรงดดันของชาวสิงหลหัวรุนแรงได้ดำเนินนโยบายบีบคั้นชาวทมิฬต่างๆ นานา จนก่อให้เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบรุนแรงจากชาวทมิฬ และกลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด
ความโหดร้ายและความยืดเยื้อของสงครามกลางเมืองในศรีลังกาได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อจิตใจชาวศรีลังกาไม่ว่าชาวสิงหลหรือชาวทมิฬ ข่าวความรุนแรงที่ได้รับรู้ทำให้ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่ออีกฝ่ายหนึ่งสะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อผู้สูญเสียเป็นญาติมิตรของเขา ยิ่งทำให้รู้สึกโกรธแค้น และอยากใช้ความรุนแรงตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่ง
ผลก็คือเมื่อนานเข้า คู่กรณีของสงครามไม่ใช่รัฐบาลศรีลังกากับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นชาวสิงหลกับชาวทมิฬ โดยที่รัฐบาลศรีลังกากับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬเป็นเพียงตัวแทนของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น
เมื่อใดที่รัฐบาลศรีลังกาเสนอนโยบายสมานฉันท์กับชาวทมิฬ จะถูกต่อต้านจากชาวสิงหลหัวรุนแรงทันที และพรรครัฐบาลจะแพ้การเลือกตั้งในครั้งต่อไป ส่วนในฝ่ายทมิฬ กลุ่มการเมืองที่ต่อสู้ด้วยสันติวิธีไม่ได้รับการสนับสนุนจากชาวทมิฬอีกต่อไป กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬกลายเป็นกลุ่มการเมืองสำคัญเพียงกลุ่มเดียวของชาวทมิฬ
การแก้ปัญหาความขัดแย้งทางชนชาติและศาสนาของศรีลังกาจึงทำได้ยากมาก เพราะไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายพยัคฆ์ทมิฬต่างไม่สามารถฝืนความรู้สึกของมวลชนที่สนับสนุนตน โอกาสที่จะยอมถอยคนละก้าวเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพถาวรจึงแทบไม่มี
นี่คือ โศกนาฏกรรมของศรีลังกาที่ยังมองไม่เห็นทางออกว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างใด
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
