
ทั้งที่การผลิตประดิษฐ์สร้าง”ข้าวถุง”ออกมาขายใน”ท้องตลาด”มีจำนวนมาก ไม่ว่าในเชิง”พาณิชย์” ไม่ว่าในเชิงช่วยเหลือ”ชาวนา”
แต่ทำไมข้าวถุง”บก.ลายจุด”จึง “ดัง”
ดังอย่างอึกทึกกระทั่งกลายเป็น “ต้นแบบ” ให้ชาวนาเลือกเป็นทางออก 1 ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า
ในยุค “ราคำข้าว” เสื่อมทรุด ตกต่ำ
ตกต่ำถึงระดับที่มีการสรุปออกมาว่า ชาวนาขายข้าวเปลือกได้ในราคาเพียง 6 บาทต่อ 1 กิโลกรัม
เหมือนกับจะเป็น “ทางออก”
แต่หากคำนึงถึงชะตากรรมที่ “บก.ลายจุด” หรือที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ เคยได้รับ
ก็ไม่แน่ว่าจะเป็น”ทางออก”อย่างแท้จริง
หรือจะดำเนินไปในแบบชื่อเรื่องสั้นของ ไมตรี ลิมปิชาติ เมื่อหลายปีก่อน
นั่นก็คือ “ทางออกที่ถูกปิด”
แม้ว่าสถานการณ์“ราคาข้าว”จะทำให้คนจำนวนไม่น้อยนึกถึง”ข้าว ถุง” ของ “บก.ลายจุด”
แต่ก็ต้อง “ไม่ลืม” สภาพที่ “ประสบ”
ต้องยอมรับว่า ความริเริ่มในการทำ”ข้าวถุง” ของ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นั้นมาจากความคิดสวนกระแสที่ไม่ยอมรับว่า”โครง การจำนำข้าว”ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นความล้มเหลว
จึงออกมาประกาศรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคา 15,000 บาทต่อตัน แล้วนำมาผลิตเป็น”ข้าวถุง”จำหน่าย
ปรากฎว่ากลายเป็น”กระแส”ในทาง”สังคม”อย่างคึกคัก
มีคนออกมาร่วมให้การสนับสนุน รับซื้อ รับนำไปวางขาย กระทั่งในที่สุดสร้างความหงุดหงิดให้กับ”คสช.”เป็นอย่างสูง
ส่ง”ทหาร”ไปสกัด ไปขัดขวาง
บรรดา”โฆษก”น้อยใหญ่ไม่ว่าในทำเนียบรัฐบาล ไม่ว่าในคสช.ล้วนออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย
“ท่าที”นี้ต่างหาก”ทรงความหมาย”
ความหมายเฉพาะหน้าก็คือ โครงการ”ข้าวถุง”ของ นายสมบัติ บุญ งามอนงค์ เดินหน้าไปไม่ได้
ต้อง”เดี้ยง” ขยับ ลำบาก
กระนั้น ในอีกด้านการสกัดขัดขวางโดยคสช.และโดยรัฐบาลเท่ากับเป็นการตีกลองให้สังคมได้รับความสนใจ
แม้”ข้าวถุง บก.ลายจุด”ไม่สำเร็จ
แต่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เป็นอย่างมากก็คือ มันเข้าไปอยู่ในใจของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชาวนา”
เมื่อ”ราคาข้าว”เสื่อมทรุด ตกต่ำ ก็”คิดถึง”
ยิ่งชาวนาคิดถึง ยิ่งมีชาวนาลงมือทำ”ข้าวถุง”ขายด้วยมือตนเอง ยิ่งทำให้ความริเริ่มของ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ทรงความหมาย
กลายเป็น”นวัตกรรม” อันเนื่องแต่ความคิดริเริ่มที่สำคัญ
และส่งผลสะเทือน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
