โศกนาฏกรรมบนถนนทำคนนึกถึง“ระบบราง”…ย้อนอ่านข้อคิด“ทศวรรษที่หายไป”โดย“ชัชชาติ”

จากเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ “รถตู้โดยสาร กรุงเทพ – จันทบุรี” พุ่งชนรถกระบะกลางถนนบ้านบึง-แกลง จนเป็นเหตุให้ไฟท่วมคลอกทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามกับระบบคมนาคม และระบบขนส่งมวลชนของประเทศอีกครั้ง

ความพยายามในการจัดระเบียบรถตู้โดยสารระหว่างจังหวัดนั้นมีมาอยู่เป็นระยะๆ ทั้งมาตรการขีดเส้นตายกับรถตู้ป้ายดำ การตั้งข้อกำหนดรถตู้โดยสาร อาทิ ต้องบรรทุกได้ไม่เกิน 14 ที่นั่ง มีการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง มีเครื่องดับเพลิง ค้อนทุบกระจก และมีอุปกรณ์ส่วนควบรถอื่น ๆ ที่ถูกต้องสมบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด และ ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถตรงตามประเภทเท่านั้น และล่าสุดก็คือ การกำหนดให้รถตู้โดยสารสาธารณะเส้นทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไปยังต่างจังหวัดทั้งหมด จะต้องเข้าไปจอดในสถานีขนส่งหมอชิต สายใต้ใหม่ และเอกมัยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม พ.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) ในฐานะประธานคณะทำงานจัดระเบียบรถตู้ฯ เคยกล่าวว่า “รถตู้โดยสารสาธารณะไม่ใช่รถที่ได้รับอนุญาตในการโดยสารสาธารณะตามที่กรมการขนส่งทางบกอนุญาตไว้ แต่มีการอนุโลมให้นำมาให้บริการได้ตั้งแต่ปี 2553″
และว่า “จากการสำรวจต่างๆ พบว่าสรีระของรถตู้ไม่เหมาะสม ประตูแบบสไลด์หากเกิดอุบัติเหตุจะเข้า-ออกไม่ได้ และเมื่อรถตู้แน่นการทรงตัวจะลำบาก จึงทำให้มาตรฐานความปลอดภัยต่ำ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะพยายามพัฒนาให้นำรถมินิบัสมาใช้แทนให้ได้ ซึ่งต้องหารือร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ว่าจะทำอย่างไรเพื่อส่งเสริมรถมินิบัสได้”
ถ้าไม่ใช่ “รถตู้โดยสาร” อีกทางเลือกของการเดินทางระหว่างจังหวัดก็คือ “รถทัวร์โดยสาร” “เครื่องบิน” และ “รถไฟ” โดยเมื่อพูดถึงเรื่องระบบคมนาคม หลายคนอดนึกถึง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่ได้
ชัชชชาติ เป็นรัฐมนตรีผู้ให้ความสำคัญกับการขนส่งระบบรางเป็นพิเศษ และเป็นผู้รับผิดชอบอภิโปรเจ็กต์ “ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. …” หรือที่รู้จักกันในนาม พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท โดยตรง
เขาเคยกล่าวถึงภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานของไทยเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2557 ว่า “ปัจจุบันประเทศไทยมีถนนเยอะมากคือกว่า 2 แสนกิโลเมตร ขณะที่มีทางรถไฟ 4 พันกิโลเมตร โดยช่วงหลังไทยให้ความสำคัญกับถนนมาก การขนส่งทางถนนคิดเป็นร้อยละ 86 การขนส่งทางรถไฟอยู่ที่ร้อยละ 2 และการขนส่งทางน้ำคิดเป็นร้อยละ 12 โดยต้นทุนเฉลี่ยในการขนส่งของถนนแพงสุด”
นอกจากนี้ อดีตรมต. ท่านนี้ยังเคยโพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ทศวรรษที่สูญหาย” เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2556 โดยพูดถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างน่าสนใจว่า
“ตั้งแต่ประมาณปี 2548 เป็นต้นมา มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นในประเทศไทย…เริ่มตั้งแต่การประท้วงรัฐบาล การปฏิวัติ การชุมนุมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง การเกิดมหาอุทกภัย
โดยอาจสรุปได้สั้นๆ ดังนี้ รัฐประหาร 1 ครั้ง 7 รัฐบาล + 1 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ 7 พรรคการเมืองถูกยุบ 1 มหาอุทกภัย ผู้เสียชีวิต 933 ราย (น้ำท่วมและความไม่สงบทางการเมือง) ผู้บาดเจ็บ 2,200 ราย และความเสียหายมากกว่า 1.7 ล้านล้านบาท
จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เราสูญเสียเวลาที่มีค่าไปเกือบสิบปี
ผมขอเรียกว่าเป็น ทศวรรษที่หายไป (The Lost Decade)
ซึ่งในช่วงนี้ เราแทบไม่ได้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญหลังจากการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเลย
ผมเองคงไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครผิด ใครถูก คงต้องให้คนรุ่นต่อไปมองย้อนกลับมาวิเคราะห์กันอีกที
แต่ที่สำคัญตอนนี้ เราคงต้องพยายามเอาสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียน พยายามหาทางอยู่ร่วมกัน ลดความขัดแย้ง ร่วมกันเดินหน้า สร้างอนาคตประเทศไทยต่อไป มามองอนาคตร่วมกันดีกว่าครับ
ถ้าผมมองไปในอนาคต
นอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรมและการส่งออกแล้ว ผมคิดว่าตัวขับเคลื่อนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth Engines) ที่สำคัญของประเทศไทยคือ ธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ : ในช่วงสามปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวของไทยเติบโตเฉลี่ยปีละ 16.5% และนำรายได้เข้าสู่ประเทศปีละ 1.6 ล้านล้านบาท
การกระจายตัวของเมือง (Urbanization) : การกระจายความเจริญจากกรุงเทพฯ สู่ต่างจังหวัด การขยายตัวของเมือง การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจค้าปลีกส่ง ตามเมืองใหญ่และจังหวัดชายแดน การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรองรับ AEC : การใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต และค้าขายกับกลุ่มประเทศอาเซียน การใช้จ่ายในประเทศ (Domestic Consumption) : การกระตุ้นการลงทุน การสร้างงานและการใช้จ่ายในประเทศ
ซึ่งถ้าพิจารณาแล้ว ตัวขับเคลื่อนเหล่านี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งทั้งสิ้น
ถ้าโครงสร้างพื้นฐานไม่ดี ก็มีปัญหาต่อเนื่องไปถึงการท่องเที่ยว การกระจายตัวของเมือง การเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน
นอกจากนั้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ก็เป็นตัวกระตุ้นสำคัญสำหรับการใช้จ่ายในประเทศ เพราะก่อให้เกิดการจ้างงาน และใช้วัตถุดิบในประเทศจำนวนมาก”
นายชัชชาติ ชัดเจน ในจุดยืน คือ “ร่วมกันเดินหน้า สร้างอนาคตประเทศไทยต่อไป มองอนาคตร่วมกัน”
ทำให้ “ทศวรรษที่หายไป” กลับคืนมา
