bg-single

“ธงชาติ”…สู่… ประวัติศาสตร์ชาติไทย

21.09.2016

โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ที่มา มติชนออนไลน์ 

ครั้งก่อนเขียนถึง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ฉบับนี้เลยขอลงรายละเอียดเรื่องธงไตรรงค์

ธงไตรรงค์นั้น มีประวัติการริเริ่มมาตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6

พิจารณาเรื่อง “ธง” ตามทฤษฎีการสื่อสารว่าด้วย “ทฤษฎีสัญญะวิทยา” จะพบว่ามี 2 ความหมาย คือการรู้ถึงความหมายหนึ่ง (signifier) กับการรับรู้ซึ่งสำคัญของความหมายหนึ่ง (signified) รวมกันสามสี คือ ธงชาติ

ซึ่งก็แปลว่าคนไทยเรารู้ว่า “สีแดง สีขาว สีน้ำเงิน” รวม 3 สีแล้วเป็นสีของธงชาติไทย และการรู้ความหมายสำคัญมีนัยยะว่า สีแดง หมายถึง ชาติ สีขาว หมายถึงศาสนา สีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีความหมายสำคัญเข้ากระแสเลือดของคนไทยทั้งชาติ ไม่ยอมให้ใครมาย่ำยีเด็ดขาด

ธงไตรรงค์” ที่โบกสะบัดอยู่บนยอดเสา คนไทยเราจะรัก เคารพนับถือ “ธงชาติไทย” ด้วยความสง่างาม ด้วยความภูมิใจในความเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยทั้งชาติ หากเรามายึดถือตรงนี้ ในการรวมจิตรวมใจประดองชาติบ้านเมือง โดยไม่แบ่งฝักฝ่ายก็จะเกิดความรักความเสียสละ ความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวของชาติไทยเรา ซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตกาล

คนไทยทุกคนทุกกลุ่มควรจะหันหน้าเข้าหากัน เพื่อสู้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ในอดีตที่ผ่านมาเกิดการแตกสามัคคี มาจากมี “ทิฐิมานะ” เกิดขึ้นบางโอกาส การไม่ได้รับความเป็นธรรม ตลอดจนเกิดจากการปฏิบัติผิดพลาด ผู้รับผิดชอบบ้านเมือง ไม่ได้ให้ความเป็นธรรม มากกว่าหนึ่งมาตรฐาน โดยขาดการรู้โดยตั้งใจไม่ตั้งใจก็ตามแต่นำมาสู่การใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นอยู่เสมอ ไม่คิดถึง “คุณธรรม จริยธรรม” ซึ่งนำผลมาซึ่ง “กรรม” ของประเทศที่เกิดขึ้น เกิดจากกลุ่มคนไม่กี่คนไม่ลงรอยกัน สำคัญตัวเองว่าถูก คนอื่นผิดหมด เกิดการยื้อแย่ง ขัดแย้ง ทำร้ายกัน ยิงกัน จนเกิดวิกฤตชาติ

หากทุกคนแต่ละคนย้อนกลับมาดูตนเองปรับตนเองทุกๆ คน ทุกๆ กลุ่ม ยึด “ธรรมะ” ยึด “ธงไตรรงค์” ยึด “องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เป็นหลัก ด้วยว่า “ชาติไทย” เราสี 3 สี เท่านี้ รวมให้เป็นหนึ่งเดียว มีเพียง 3 สี คือ สีแดง สีขาว สีน้ำเงิน เท่านั้นก็จะสมกับคำที่ว่า “ธงไตรรงค์” 3 สี คือ หนึ่งของชาติบ้านเมือง และหนึ่งเดียวของ “โลก” เท่านั้น

ผู้เขียนเชื่อว่าคนไทยทุกคนมีความรู้จักรับผิดชอบ ชั่วดี ไม่มีใคร ไม่มีคนไทยคนไหนอยากเห็นประเทศไทยล่มสลายย่อยยับไปต่อหน้าต่อตา เชื่อว่าคนไทยทุกคนมี “ธรรมะ” ต้องการได้รับความเป็นธรรมอยู่ในหัวใจของทุกคนอยู่แล้ว แต่ “คนไทยต้องช่วยกันปลูกจิตสำนึกของคนไทยที่หลงตัวเอง หลงผิดให้กลับคืนมา” นี่เป็นทางแก้วิกฤตการณ์ของชาติบ้านเมืองอีกทางหนึ่ง และควรยึด “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” และธรรมะของพระพุทธองค์ ซึ่งสั่งสอนให้พุทธศาสนิกชนให้รู้จักการให้อภัย ไม่ผูกพยาบาท ไม่ควรไปตีตราคนอื่นว่าเป็น “คนชั่ว” เสียหมด และควรยึดทาง “สายกลาง” (มัชฌิมาปฏิปทา) เพื่อช่วยประคองบ้านเมืองให้พ้นภัย

กลับมาดูระบบการศึกษาไทยเราสมัยผู้เขียนประมาณ 60 อัพ (ฮา) จะมีเรียนวิชา “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ทราบว่าเหตุใดปัจจุบัน เด็กๆ ไทยสมัยใหม่ ไม่รู้จัก “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช”… “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”… กันแล้ว

ซึ่งเป็นการลดความสำคัญส่วนนี้ไปเป็นอันมาก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งให้การให้คนรุ่นหลัง อนุชน รุ่นหลังได้ทราบ “รากเหง้า” ของความเป็นคนไทย ความเป็นมาเป็นไปจากชนชาติไทยในอดีตถึงปัจจุบัน

การศึกษาในสมัยนี้เน้นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวัน การก้าวทันต่อโลก เทคโนโลยีสมัยใหม่ จนเด็กไทยทุกคนถึงต้องถือไอแพดโทรศัพท์มือถือกันถ้วนหน้าทุกคน การประกอบสัมมาอาชีพดีต้องแก่งแย่งชิงดี ชิงเด่นกัน การกอบโกยผลประโยชน์ให้ตนเองมากที่สุด เอารัด เอาเปรียบตาม “ค่านิยม” ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ต้องสบายมากกว่า จะเห็นได้จากหนังละครทีวีทุกช่อง จะเล่นเรื่องสไตล์นี้ทุกเรื่อง ซึ่งหากวิเคราะห์ดูก็ถูกส่วนหนึ่ง

แต่ผู้เขียนเอง และคนไทยส่วนใหญ่…ค่อนประเทศคงจะเห็นด้วยวิถีชีวิตไทยๆ ดั้งเดิม สมัยใหม่มีบ้างตามเหมาะตามควร แก่ปัจจัยแวดล้อมแต่ละครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และนโยบายรัฐบาลทุกรัฐบาล โดยเฉพาะตัวผู้นำประเทศตั้งแต่ “นายกรัฐมนตรี…รัฐมนตรี…ปลัดกระทรวง…อธิบดี…ผู้นำกองทัพ…นายพล…นายพัน…ผู้ว่าราชการจังหวัด…ผู้นำท้องถิ่น…นายกเทศมนตรี…นายก อบต…. กำนัน…ผู้ใหญ่บ้าน และท้ายสุด “ผู้นำครอบครัว”…คุณพ่อ…คุณแม่…ปู่ย่า…ตายาย ต้องเป็น “ต้นแบบ”… “ผู้นำทางความคิด”…”ผู้นำทางปฏิบัติตัว”… นั่นคือสิ่งสำคัญยิ่งที่จะต้องปลูกฝังกล่อมเกลา “เขา”… “ลูกหลาน” ให้ทราบถึงรากเหง้าของความเป็น “คนไทย” ในอดีตนั้นเป็น…คนรักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ อยู่ในครอบครัวแบบเรียบง่าย ขยัน ประหยัด อดออม กล้าหาญ ต่อสู้ ดิ้นรน หนักเอาเบาสู้ รักสัจจะ รักสามัคคี คนไทยโบราณรักชอบที่จะบริจาคเป็น “บุญ” ไว้กันชาติหน้า…

ทุกคนชายชาติทหารพออายุ 20 ปี ก็จะไปเกณฑ์ทหาร รับใช้ชาติอย่างสง่างาม เหมือนสมัยก่อนการได้บวชพระให้พ่อแม่ และเกณฑ์การเป็น “ทหาร” เพื่อ “ชาติ” นับถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยเรา…ฉันใดการสอนให้เด็กรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย ก็จะสอนให้อนุชนรุ่นหลัง รักบ้านรักเมืองของเราฉันนั้น เพื่อให้คนรุ่นใหม่ ได้ใช้ปัญญาพิจารณามากกว่านี้

ทั้งนี้ จะเป็นการปลูกความรัก “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ของเราให้รู้ถึงหน้าที่ของพระมหากษัตริย์และทหารไทยในอดีตที่นำประเทศฟันฝ่าวิกฤตมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน

หน้าที่ขององค์พระมหากษัตริย์และทหารไทยในอดีตมีความสำคัญเป็นอย่างมาก การไม่ได้รับความรู้และได้รับการปลูกฝังในด้านประวัติศาสตร์มากนัก ทำให้คนไทยในปัจจุบันไม่มีความรักชาติ ไม่รู้สำนึกบุญคุณแห่ง…ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันสูงสุด ในอดีตสู่ปัจจุบัน พระองค์ท่านเป็นผู้ที่มีความสำคัญสูงสุดในการกอบกู้อิสรภาพของสยามประเทศ จากที่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นต่อสู้ภัยรอบด้าน ซึ่งก็มีกองทัพไทยและทหารหาญของบ้านเมืองเท่านั้นที่ฟันฝ่ารักษาชาติไทยมาถึงปัจจุบัน ต้องอย่าลืมว่าทุกตารางนิ้วของผืนแผ่นดินไทย คือ… “เลือดเนื้อของบรรพบุรุษของชาวไทยทุกคนที่ยอมเสียสละ แล้วเพื่อแผ่นดินไทยและราชวงศ์ของประเทศไทยของเรา…ดังเช่น… “ชาวบ้านบางระจัน”

ในสมัยนี้มีคนไทยบางคนบางกลุ่มไม่เห็นคุณค่าของแผ่นดินที่เที่ยวนำแผ่นดินไปแบ่งขายให้คนที่ไม่ใช่คนไทย คนต่างชาติ เพื่อแลกกับ “ปัจจัย” เล็กๆ น้อยๆ เพื่อเอาที่ดินของเราให้ “เขา” (ต่างชาติ) มาอยู่อาศัย มาทำธุรกิจเอารัดเอาเปรียบชาติบ้านเมืองคนไทย โดยลืมนึกถึงคุณประโยชน์และการเสียสละเลือดเนื้อของ “บรรพบุรุษ” ให้กับชนชาติไทย ที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของชนชาติไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลย ควรตระหนักระลึกอยู่เสมอว่ากว่าที่จะเป็น “ชาติบ้านเมือง” ของเรา เราต้อง… “สูญเสียเลือดเนื้อของบรรพบุรุษ” ไปแล้วเท่าไร เราต้องคำนึงถึงจุดนี้ ขอให้คนไทยทุกคนและผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับบ้านเมืองช่วยกันดูแล…ให้คนรุ่นใหม่ รุ่นเก่าแก่ ทุกรุ่น และรุ่นที่กำลังจะเกิดใหม่ ให้เน้นย้ำในการปลูกกระแสเกี่ยวกับ…

“ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ รู้ถึงหน้าที่ว่ากว่าจะมาเป็น “ชาติ” กว่าจะมี “ศาสนาพุทธ” เป็นศาสนาประจำชาติ และกว่าที่ “พระมหากษัตริย์ไทย” แต่ละพระองค์มีความเหนื่อยยากในการปกครองดูแลราษฎรในการกอบกู้อิสรภาพมา บ้างอดมื้อกินมื้อ นอนกลางดินกินกลางทราย ต้องเดินทางรอนแรมเป็นเดือนเป็นปี เพื่อตั้งทัพฐานต่อสู้เอาผืนแผ่นดินไทยกลับคืนมา ดังเช่น “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” … “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” เป็นต้น แม้กระทั่ง… “ชาวบ้านบางระจัน” กว่าจะรักษาปกป้องแผ่นดินเราได้ และกว่าจะรวมกันเป็นปึกแผ่นได้อย่างเช่นในปัจจุบัน

ผู้เขียนเชื่อว่าคนไทยทุกคนใคร่ขอให้ “กระทรวงศึกษาธิการ” และผู้บริหารบ้านเมืองในปัจจุบัน ได้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ปัญหานี้ เร่งรัดการบูรณาการ ปลุกกระแส ปลุกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่รู้ “คุณค่า” ของบ้านเมือง… “รัก” บ้านเมืองไทยของเรา ให้ผู้คนในสยามประเทศยึดมั่นในสถาบันหลักคือ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” “ธงไตรรงค์” ธงชาติไทยเรา

อนึ่ง…ผู้เขียนเองเชื่อในกฎแห่งกรรม ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี พร่ำอบรมสั่งสอนเสมอว่า ด้วย “กรรมดี…คุ้มครองบ้านเมือง” และด้วยเดชะบุญแห่งพระพุทธศาสนาของประเทศไทยเรา จึงมี…บุญญาบารมีของพระสยามเทวาธิราช บุญบารมีของกษัตริย์ไทยทุกพระองค์และบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบันของเรา..แม้ผู้เขียนเองก็ยังเชื่อมั่นว่า…บุญบารมีของสมเด็จพระสังฆราช แห่งวัดบวรนิเวศ ร่วมปกปักรักษาประเทศไทยอยู่ รวมไปถึงอานิสงส์ ที่บรรพบุรุษไทยเราสั่งสมสืบทอดมาชั่วลูกชั่วหลานเหลน

อานิสงส์เหล่านี้ จึงแผ่บารมี มาช่วยคุ้มภัย ปกป้องรักษาลูกหลานให้พ้นภัยพาลทั้งหลาย ให้เมืองไทยได้เกิดความสงบร่มเย็นมาจนถึงปัจจุบันไงเล่าครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิ่งใหม่หลังเลิก MoU ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน