ต่างประเทศ
ขณะที่วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังคงลากยาวต่อเนื่องต่อไป และยังไม่มีเค้าลางว่าจะสิ้นสุดลงที่ไหนและอย่างไร
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่บรรดาประเทศที่ดูแลรักษาช่องแคบมะละกา อีกช่องแคบสำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลกจะเริ่มวิตกกังวลมากขึ้นทุกทีว่า วิกฤตฮอร์มุซ จะกลายเป็นตัวอย่างในทางลบ สำหรับภูมิภาคเอเชียในกรณีที่เกิดสงครามขึ้นระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา
วิเวียน พลากฤษนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าวเอาไว้เมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า ถ้าหากเกิดสงครามขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก สิ่งที่เราเห็นกันอยู่ในฮอร์มุซในเวลานี้ก็จะเป็นเพียงแค่ “ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ” เท่านั้นเอง
ช่องแคบมะละกา ในทางกายภาพแล้ว มีขนาดยาวกว่าฮอร์มุซราว 5 เท่า แต่ส่วนที่แคบที่สุดนั้น แคบกว่าฮอร์มุซถึง 10 เท่า นัยสำคัญของช่องแคบแห่งนี้ก็คือ นี่คือเส้นทางผ่านของสินค้าที่ซื้อขายกันทั่วโลกมากกว่า 1 ใน 4 ซึ่งรวมทั้งการซื้อขายน้ำมันที่ต้องเดินทางจากตะวันออกกลางมาสู่ลูกค้าสำคัญในเอเชีย
ในทางกลับกัน สินค้าจากจีนก็พึ่งพาเส้นทางเดินเรือสายนี้อย่างยิ่งเช่นเดียวกัน เพราะเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดที่เชื่อมโยงมหาสมุทรแปซิฟิกเข้ากับทะเลจีนใต้
แต่ในเวลาเดียวกัน มะละกา ก็เป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงพลังงานให้กับพันธมิตรสำคัญของสหรัฐอเมริกาในเอเชีย อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์
ทำให้การควบคุมช่องแคบนี้เป็น “ความจำเป็น” ชนิดคอขาดบาดตายสำหรับทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา
ในแง่ของสหรัฐอเมริกา กองกำลังทางเรือของสหรัฐอเมริกาปรากฏอยู่อย่างหนักแน่นมั่นคงในภูมิภาค โดยมีกองเรือที่ 7 เป็นกองกำลังสำคัญที่แสดงบทบาทมาแล้วในหลายสงคราม ทั้งสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม
ในอีกฟากหนึ่งนั้น จีนก็มีกองเรือที่ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นอย่างรวดเร็วผิดหูผิดตา และได้ชื่อว่าเป็นกองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ในเวลานี้
ทั้งสองฝ่ายแค่เอื้อมมือก็ถึงช่องแคบมะละกา ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า สักวันหนึ่งในอนาคต สภาวะวิกฤตอย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับช่องแคบฮอร์มุซ สามารถเกิดขึ้นที่นี่ได้หรือไม่
ฌอว์น แอนดรูวส์ อดีตนายเรือเกษียณอายุชาวออสเตรเลีย กล่าวถึงสถานการณ์ในอนาคตไว้ง่ายๆ ว่า ถ้าตนเป็น “พลเรือเอก” ก็จะปิดล้อมมะละกา จำกัดให้แต่เรือบางกลุ่มเท่านั้นผ่านได้ ที่เหลือห้ามผ่าน
ในสถานการณ์เช่นนั้น เท่ากับเป็นการบีบบังคับไปในตัวให้เรือสินค้าใดๆ ก็ตามต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมไปเป็นเวลานานหลายวัน เพื่อไปใช้ช่องแคบทางด้านใต้ลงไปที่เรียกว่า ช่องแคบล็อมบ็อกในเขตทะเลชวา ใกล้กับกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย
หรือไม่ก็ต้องแล่นอ้อมอินโดนีเซียไปทั้งหมด ซึ่งเป็นทางเป็นไปได้เพียงทางเดียวที่จะอ้อมผ่านอุปสรรคใหญ่อย่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภูมิภาค
ความต่างสำคัญประการหนึ่งระหว่างฮอร์มุซกับมะละกาก็คือ มะละกายังมีเส้นทางเดินเรืออ้อมหลายทางให้เลือก ในขณะที่ฮอร์มุซแทบไม่มีให้เห็น จีนเองตระหนักในเรื่องนี้มานาน และพยายามหาหนทางแก้ไขมาตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ที่พยายามลดการพึ่งพาน้ำมันที่ต้องอาศัยเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกานี้
ขณะเดียวกัน 3 ชาติสำคัญที่ขนาบมะละกาอยู่ทั้งสองด้านล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์ในลักษณะเป็นพันธมิตรที่ดีกับทั้งจีนและสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด และแสดงจุดยืนว่าด้วยเสรีภาพในการเดินเรือมาตลอดเช่นเดียวกัน แม้ว่าวิกฤตฮอร์มุซจะก่อให้เกิดความตึงเครียดขึ้นบ้างก็ตามที
เมื่อเดือนที่ผ่านมา พูร์บายา ยุธี ซาเดวา รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซีย ถึงกับเสนอให้ “เรียกเก็บเงิน” ค่าเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้ แต่กลับถูกรัฐบาลตีตกไปในไม่ช้าไม่นาน
ในขณะที่พลากฤษนันของสิงคโปร์ยืนยันไว้ว่า เราจะไม่เรียกเก็บค่าผ่านทาง พวกเราทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศทั้งสิ้น
ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ทำให้มะละกาแตกต่างจากฮอร์มุซก็คือ ฮอร์มุซไม่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นทางการจากชาติโดยรอบ
แต่มะละกามีชุดความตกลงระหว่างสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซียและไทย ในทุกๆ ทางตั้งแต่การประสานงานกันลาดตระเวนทางทะเล การตรวจการณ์ทางอากาศ ไปจนถึงการแบ่งปันข่าวกรองและความร่วมมือในการให้ความคุ้มครองต่อระบบนิเวศ
นักวิชาการอย่าง บาร์บอรา วาโลคโควา นักวิจัยประจำศูนย์เพื่อเอเชียศึกษาและโลกาภิวัตน์ ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ระบุว่า สิงคโปร์เองมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ประสานงานของกลุ่มบริหารจัดการดังกล่าวนี้
วาโลคโควาระบุว่า สิงคโปร์พยายามดำเนินการเพื่อให้เพื่อนบ้านในภูมิภาคได้เข้าใจว่า อาจบางที บทเรียนสำคัญจากกรณีของฮอร์มุซ ก็คือการแสดงให้เห็นว่า เราควรดำเนินความพยายามเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัวเพื่อธำรงรักษาให้ช่องแคบมะละกาเป็นเส้นทางเปิดต่อไป คาดเดาได้ และปลอดภัยจากการตกเป็นส่วนหนึ่งของการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ใดๆ ในอนาคต
พลากฤษนันเองย้ำว่า เราเคารพทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา และเราได้บอกกับเขาไปแล้วว่า เราจำเป็นต้องทำเช่นนี้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายทางทะเลแห่งสหประชาชาติ (อันคลอส) “สิทธิในการเดินทางผ่านเป็นสิทธิที่ได้รับประกันสำหรับทุกๆ ชาติ เราจะไม่เข้าร่วมใดๆ ในการดำเนินความพยายามเพื่อปิด หรือเพื่อออกคำสั่งห้าม หรือเรียกเก็บเงินค่าผ่านทางใดๆ ในแถบบ้านของเรานี้”
ในขณะที่ มามู้ด ฮัสซัน รัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซีย ย้ำเช่นกันว่า ทุกประเทศในย่านนี้ มีความเข้าใจที่แนบแน่นประการหนึ่ง
นั่นคือ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นกับช่องแคบมะละกา โดยที่ประเทศเพื่อนบ้านที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด ไม่รู้เรื่องด้วยเป็นอันขาด
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
