สันติธาร แนะไทย ‘โต้คลื่น ขี่เทรนด์โลก’ ตั้งทีมรุก-รับ-จับตาความเสี่ยง

สันติธาร แนะไทย ‘โต้คลื่น ขี่เทรนด์โลก’ ตั้งทีมรุก-รับ-จับตาความเสี่ยง

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 21 มิถุนายน ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชนจัดงานสัมมนา “Thailand : Take off” โดยในช่วงถาม-ตอบ นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้เขียนหนังสือ Futuration และ The Great Remake ตอบคำถามหลังการบรรยายในหัวข้อ “Turn around เศรษฐกิจไทย”

ต่อคำถามที่ว่า จากที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ‘คนตัวเล็ก’ ควรปรับไปในทิศทางใด เมื่ออยากเป็นนักกีฬาที่เก่ง แม้ร่างกายไม่สมบูรณ์

นายสันติธารตอบว่า หากเปรียบเป็นนักกีฬา ตัวอย่างหนึ่งคือ นักกีฬาว่ายน้ำอยู่ในทะเล นักกีฬาสูงวัยว่ายน้ำตลอดก็จะเหนื่อย ไม่ไหว แต่สิ่งที่ทำได้อย่างหนึ่ง และใช้ประโยชน์จากโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คือ ‘โต้คลื่น’ โดยการรอให้คลื่นมา และขี่คลื่นของโลก โดยดูเทรนด์ของโลกสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่
1.เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งวันนี้สามารถฝึกทักษะ และผู้ประกอบเอสเอ็มอี ก็สามารถทำได้แล้วเช่นกัน

Advertisement

2.ความยั่งยืน ส่วนใหญ่มักพูดถึงพลังงานและการขนส่งคมนาคมเป็นหลัก แต่จริงๆ แล้ว ต้องทำทุกภาคอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมที่น่าสนใจมากๆ ของไทย คือ ภาคการท่องเที่ยว ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญในการเติบโต แต่หากไปดูเรื่องความยั่งยืนนั้นอันดับต่ำมาก จากปัญหาเดิม คือการทำลายสิ่งแวดล้อม นักท่องเที่ยวล้นเมือง เพราะมีการท่องเที่ยวกระจุกตัวไม่กี่จังหวัดของไทยเท่านั้น และถ้าไปดูเทรนด์โลกจะเห็นว่าคนหันไปเที่ยวเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งถ้าไทยใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนเทรนด์ จะช่วยทั้งการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และเป็นการขี่เทรนด์โลกไปด้วย

และเทรนด์สุดท้าย 3.เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องแย่ เป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่มันก็มีประโยชน์ กับเศรษฐกิจไทย เพราะว่าในช่วงยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกากับจีนตีกัน เทรนด์หนึ่งที่เกิดขึ้น de-risking (การลดความเสี่ยง) นักลงทุนลดความเสี่ยงตัวเองลง จากเมื่อก่อนลงทุนนเอเชียก็คือจีนทั้งหมด แต่ตอนนี้เก็บที่จีนไว้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนกระจายออกไปข้างนอก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูมิภาคอาเซียน

“เราจึงได้เห็นการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่มากขึ้น การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไทย ก็เพราะการลดความเสี่ยง แต่มีจุดหนึ่งคือ บริษัทเหล่านี้ไม่ได้เลือกไทยเป็นที่แรกในการลงทุน เพราะฉะนั้นไทยจะขยับอันดับตัวเองขึ้นไปอย่างไร ก็ต้องมาดูกัน ทั้งนี้ ทั้ง 3 เทรนด์เป็นเทรนด์ที่มาอยู่แล้ว เราอย่าไปฝืน ไปว่ายสวนกระแส แต่ให้หาบอร์ดดีๆขึ้นและขี่มันไปดีกว่า” นายสันติธารกล่าว

จากนั้น มีคำถามในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่ว่า หากย้อนไปดู 2-3 ปีก่อน กับวันนี้ และอนาคตอันสั้นนับจากนี้ มองว่าเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน ความเข้มข้นทางภูมิรัฐศาสตร์หลังตั้งรัฐบาลใหม่ จุดยืนประเทศไทย ควรอยู่จุดใดจะก่อประโยชน์สูงสุด

นายสันติธารกล่าวว่า เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เหมือนดูหนังเจ้าพ่อสมัยก่อน ปัญหาของโลกตอนนี้คือ เจ้าพ่อคนเก่าเริ่มหมดอำนาจ แต่ก็ยังอยู่ ส่วนเจ้าพ่อคนใหม่ที่กำลังขึ้นมา มีอำนาจมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าพ่ออันดับหนึ่งอยู่ดี ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือสภาพสุญญากาศ ที่ไม่มีคนไหนเป็นเจ้าพ่อคุมที่คนได้ ในหนังทุกเรื่องที่เป็นแบบนี้ก็จะเหมือนกัน คือเกิดฉากของการตีกัน แต่ในเรื่องจริงการตีกัน ก็เป็นแบบสงครามเย็น ด้วยการแข่งทางการค้า ด้านการเงิน รวมไปถึงบางครั้งก็มีสงครามปกติด้วย ส่วนปัจจุบันจะมองว่าการไม่มีสงครามคือภาวะปกติ

“เพราะฉะนั้นในสภาพนี้ คิดว่าเป็นโลกที่มีความอันตรายมากขึ้น ดังนั้นต้องระวังตัว ซึ่งสิ่งที่ควรทำคือ การตั้งทีมดูในเชิงรุก และเชิงรับ โดยเชิงรับ ควรมีทีมดูเรื่องความเสี่ยง และการรับแรงกระแทก เพราะเรื่องภูมิรัฐศาสตร์จะสูงขึ้น อาจจะเกิดสงครามตรงนั้น ตรงนี้ มีการทำสมมุติฐานว่าถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจะเกิดผลอะไรบ้าง เราควรทำอย่างไรบ้างในการรับความเสี่ยง

ส่วนเชิงรุกคือ หากเกิดยักษ์ใหญ่เชิญไปอยู่กับข้างเขา เราก็ไม่สามารถเลือกได้ว่า จะอยู่กับใคร ดังนั้น เราไม่สามารถเป็นกลางได้ในทุกๆ ด้าน และไม่ควรคิดว่าการไม่มีจุดยืนแปลว่าเป็นกลาง ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือเลือกเป็นประเด็นๆ ไป ว่าในเรื่องนี้เราจะอยู่กับฝั่งหนึ่งและอีกเรื่องจะอยู่กับอีกฝั่ง ซึ่งเราทำได้ เพราะโลกการค้าตอนนี้จะมาเป็นประเด็นๆ ไป เรื่องพลังงานอาจจะดูเรื่องความมั่นคงด้วย ส่วนเรื่องแฟชั่นไม่มีประเด็นก็ค้าขายปกติได้ ดังนั้น แต่ละเรื่องมีความเซ็นซิทีฟไม่เท่ากัน และได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน ก็ควรตั้งทีมมาจัดการว่าแต่ละประเด็นเราควรไปอยู่ข้างใคร และใช้ทีมนี้นำกลยุทธ์ตรงนี้” นายสันติธารกล่าว

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image