มองให้ไกลกว่าดราม่า สอบเข้าเตรียมอุดมฯ ใต้พรมปัญหาการศึกษาไทย พูดปฏิรูปกันทุกปีแต่ไม่ไปไหน ติดอะไร ?
MatiTalk โดย พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
อัตราการแข่งขันสอบเข้าโรงเรียนสูงๆ มีหลายโรงเรียนไม่ใช่แค่เตรียมอุดมฯ แก่นของเรื่องราวทั้งหมดคือ “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่สูงมากในปัจจุบัน”
ถ้าเทียบกับสมัยที่เรียน ม.ปลาย เมื่อ 40 กว่าปีก่อน พบว่าสังคมไทยยังคงวนอยู่ที่เดิม นั่นคือการติดหล่มความเหลื่อมล้ำอยู่
คือความเห็นของปารมี ไวจงเจริญ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หรือครูจวง ผู้ทำงานด้านการศึกษามายาวนาน ผ่านมติชนสุดสัปดาห์ผ่านรายการ MatiTalk
ครูจวงตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่ทำให้โรงเรียนที่ดีเลิศ มีความโดดเด่นแบบเตรียมอุดมฯ แบบมหิดลวิทยานุสรณ์ หรือแบบกำเนิดวิทย์ พบได้ในทุกโรงเรียน หรือทำให้ทุกๆ โรงเรียนมีความโดดเด่นของตัวเองให้ได้ เพื่อจะให้นักเรียนได้เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน
เรื่องนี้เป็นโครงสร้างใหญ่มากที่ต้องลงมือทำ แต่ลำพังกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงเดียวไม่พอ ต้องร่วมมือกันทุกๆ หน่วยงาน
ต้องเป็นระดับนายกรัฐมนตรีลงมาแก้ตรงนี้ เพราะว่าเราติดหล่มคำว่า “ความเหลื่อมล้ำ” มาไม่รู้กี่สิบปีวนเวียนอยู่แค่ตรงนี้
เราควรทำให้ทุกโรงเรียนในไทยมีมาตรฐานใกล้เคียงเตรียมอุดมฯ ให้ได้ โดยต้องแก้ที่โครงสร้าง
ค่านิยมการให้ลูกหลานสอบเข้าแบบนี้ของผู้ปกครองเราสามารถตั้งคำถามได้ว่าเหมาะไม่เหมาะอย่างไร
เพราะเกิดแรงกดดันต่อลูกหลานว่าเป็นความสมัครใจจริงของลูกหลาน
อยากจะชี้ชวนให้มาดูโครงสร้างในสังคมไทยว่าทำไมผู้ปกครองจึงเข้มงวดกับการเรียนของลูกหลาน ต้องพาไปเรียนพิเศษพาไปติว แล้วก็พาไปสอบโรงเรียนชื่อดังต่างๆ
ค่านิยมการเข้าสอบความกดดันเริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาลเลยด้วยซ้ำ หรือ ป.1 โดยรูปแบบของคนที่พอมีกำลังทรัพย์ ก็จะต้องพาไปทดสอบโดยจะไม่เรียกว่าการสอบโดยตรง เลี่ยงคำว่าไปทดสอบ atitude หรืออะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ เชื่อว่ายังมีความกดดันต่อเด็กอยู่เหมือนกัน
แข่งกันไปอนุบาลชื่อดังไม่พอ ป.1 ก็จะต้องแห่กันไปเรียนพิเศษเพิ่ม พอ ป.6 จบก็เรียนพิเศษกันอีก
แล้วก็ติวเข้า ม.1 และแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง เป็นค่านิยมของผู้ปกครองที่เขาอยากให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุด
ได้เรียนในโรงเรียนที่มีมาตรฐานวิชาการ
ได้เรียนในโรงเรียนที่สังคมเพื่อนๆ รอบข้างเชียร์กันไป ผลักดันให้เกิดการไปเรียน เพราะในบางที่อาจจะมีเพื่อนเกเร เพื่อนเรียนวันหยุดอีกวัน
ปัญหานี้จึงต้องไปดูก่อนว่าชีวิตเด็กมีอะไรบ้างเบื้องหลังเขาโอเคหรือไม่
พ่อแม่ชนชั้นกลางไม่อยากให้ลูกไปเจอสังคมเพื่อนอีกแบบ เราต้องยอมรับว่ามีปัญหาทับซ้อนหลายชั้น
ดังนั้น ค่านิยมของผู้ปกครองที่จะทำกดดัน
ผลักดันลูกหลานให้ไปสนามสอบต่างๆ ได้จริงๆ ต้องมีฐานะระดับหนึ่ง มีทั้งเงินและเวลาที่จะพาลูกไปเรียนพิเศษแล้วก็พาลูกไปสมัคร เพื่อให้มีอนาคตจนจบปริญญาตรี
เพราะว่าสังคมไทยเราไม่มีสวัสดิการสังคม จะได้มีเงินเก็บเอาไว้เยอะๆ เอาไว้เลี้ยงดูตนเองในยามแก่เฒ่า
ครูจวงบอกว่า ที่ผ่านมาโครงสร้างการศึกษาไทยมีปัญหาหลายจุด
โรงเรียนไทยปัจจุบันเอาเฉพาะโรงเรียนมัธยมและประถม ระดับศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัด สพฐ.มีประมาณ 29,000 โรงเรียน ในจำนวนนี้จริงๆ เกินกว่าครึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีปัญหา รัฐบาลจึงต้องแก้ที่โครงสร้าง ด้วยการจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ
ถ้าเราอยากจะให้ 29,000 โรงเรียนมีความใกล้เคียงเตรียมอุดมฯ จำเป็นต้องมีมาตรฐานระดับหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ขอฝากทั้งพรรคเพื่อไทยและฝากนายกฯ ด้วย เพราะเรื่องนี้แก้เฉพาะกระทรวงศึกษาฯ ไม่ได้ จะแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ ต้องแก้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วย
เราคงจะรู้กันว่าเด็กที่มาสอบโรงเรียนระดับชั้นนำเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเตรียมอุดม มหิดลวิทยานุสรณ์ กำเนิดวิทย์ สวนกุหลาบ สาธิตต่างๆ ตลอดจนโรงเรียนประจำจังหวัดอีกหลายโรงเรียน สามารถไปดูได้เลยส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชนชั้นกลางขึ้นไป
เด็กลูกหลานคนยากจนมีโอกาสน้อยมาก ที่จะมาสอบเข้าโรงเรียนชั้นนำเหล่านี้ได้
เพราะเขาจะหลุดระบบหรือตกหล่นไประหว่างทางเยอะมาก
รัฐบาลจะต้องพยายามมาโอบรับทุกๆ คนให้ได้

การศึกษาที่ดีต้องโอบรับทุกคน แต่การศึกษาไทยปัจจุบันกลายเป็นทำให้คนตกหล่นข้างทางเยอะมาก ไม่โอบรับทุกคน
ปัญหาที่ต้องมาร่วมคิดร่วมแก้คือเรื่องงบประมาณ เป็นเรื่องใหญ่ เพราะปัจจุบันประเทศไทยใช้ระบบจัดสรรงบประมาณให้กับนักเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นเงินอุดหนุนรายหัว พอเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่เงินอุดหนุนรายหัวที่ได้ในจำนวนสูง โดยการคูณนับหัว จึงได้เปรียบกับระบบการจัดสรรงบประมาณแบบนี้
แต่โรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดเล็กจะมีปัญหา ยิ่งโรงเรียนขนาดเล็กบางโรงเรียนมีนักเรียนทั้งโรงเรียน 30-50 คน ได้เงินอุดหนุนรายหัวออกมาก็นิดเดียว แต่ต้องใช้บริหารทั้งปีการศึกษา มันไม่พอ
อันนี้เป็นเรื่องที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการต้องคิดใหม่ทำใหม่
เรื่องงบประมาณ อาจจะต้องแบ่งเป็น 2 ระบบ จะต้องมาจินตนาการใหม่หาวิธีจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กให้เพียงพอที่เขาจะจัดการศึกษาได้มีมาตรฐานใกล้เคียงเตรียมอุดมฯ จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ต้องคิดขึ้นมา
นี่ยังไม่รวมปัญหาที่โรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางเจอหลายเรื่องหนักมาก เช่น ห้องน้ำห้องส้วม ไฟ บันไดทรุดโทรม อาคารมีไฟฟ้าไฟชอร์ต เราจะเห็นข่าวนักเรียนไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นบ่อยๆ
เหล่านี้ต้องคิดคำนวณรวมอยู่ในงบประมาณ รวมถึงอุปกรณ์การเรียน ซึ่งในโลกยุคใหม่ โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กควรต้องมีห้องคอมพ์ มีคอมพิวเตอร์ที่เพียงพอด้วย
ส่วนทำไมการศึกษาไทย บอกว่าจะปฏิรูป ทำไมทำไม่ได้? ติดอะไร? ครูจวงบอกว่าก็พูดแต่ปาก ไม่มีใครกล้าทำ เพราะโครงสร้างการศึกษาไทยมีสนิมเกาะอยู่หลายจุด
ถ้าจะปฏิรูปจริงๆ ต้องกล้าเคาะสนิมเหล่านั้นออก
พรรคการเมืองในรอบที่ดิฉันเป็น ส.ส.มา 2 ปี 7 เดือน ช่วงแรกๆ ที่ดิฉันเป็น ส.ส.ก็จะเป็นพรรคภูมิใจไทย คุณเพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ จากพรรคภูมิใจไทย แล้วก็มาเปลี่ยนเป็นพรรคกล้าธรรมในช่วงต่อมา อาจารย์แหม่ม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ก็ยังไม่มีคนแก้ได้ “ถึงแก่น” มันมีสนิมเกาะอยู่หลายจุด
อย่างที่บอกโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะโรงเรียน สพฐ. 29,000 กว่าแห่ง มีปัญหาอยู่ประมาณครึ่งหรือเกินครึ่ง ราว 15,000 แห่ง ที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เขาจะพบปัญหาเยอะมากเพราะครูไม่ครบเท่ากับชั้นเรียนไม่ครบกลุ่มวิชา
แล้วหลายโรงเรียนมีเพียงครูคนเดียว ซึ่งไม่สามารถจัดการศึกษาให้มีมาตรฐานได้ ทั้งโรงเรียนจะมีครูคนเดียวไม่ได้ แล้วครูเป็นทั้งครู เป็นทั้งผู้บริหารเซ็นเอกสารแทน ผอ. รักษาการ ผอ.ด้วย เป็นนักการภารโรงด้วย มันไม่ได้
แบบนี้ครูจะมีกำลังกายกำลังใจที่ไหนมาเตรียมการสอน ต้องแก้งบฯ จะต้องเกลี่ยใหม่
อีกหนึ่งประเด็นคือ บุคลากรในกระทรวงศึกษาฯ มีความซ้ำซ้อนหลายจุด
ยกตัวอย่างในรอบหลายปีที่ผ่านมามีความซ้ำซ้อนและเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณด้วย
คือตั้งแต่ปฏิรูปการศึกษา ปี 2542 ครั้งใหญ่มีการตั้งเขตพื้นที่การศึกษา มาสมัยยุค คสช.ท่านรัฐมนตรีในตอนนั้นได้ตั้ง “ศึกษาธิการจังหวัด” แล้วก็มี “ศึกษาธิการภาค” เกิดการบริหารงานที่ซ้ำซ้อน
ตอนที่ตั้งมาใหม่ๆ นี่ฝุ่นตลบมากเลย เพราะว่าครูและผู้บริหารโรงเรียนงงเหมือนกันว่ามีเจ้านาย 2 คน มีเขตพื้นที่การศึกษาแล้วก็มีศึกษาธิการจังหวัดด้วย
บรรดาศึกษาธิการจังหวัดที่มีทุกจังหวัด 77 คน และมีภาคอีก เงินเดือนเยอะมาก ถือเป็นข้าราชการระดับสูง
ในปีงบประมาณที่ผ่านมาตัวดิฉันได้เป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณ 2569 ด้านการศึกษา ร่วมกับคุณไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ มีงบฯ อยู่ประมาณ 300 ล้าน ที่สำนักงานปลัดกระทรวงขอมาเพื่อที่จะสร้างที่ทำการศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัดประมาณ 15 แห่ง งบฯ 300 กว่าล้าน โดยอำนาจหน้าที่ของตำแหน่งนี้ลอยมาก มีการถกเถียงที่ประชุมนานมาก ลงมติกันดุเดือดถกกันเป็นชั่วโมง คณะอนุลงมติโหวต
พรรคประชาชนมี 2 เสียง แพ้โหวตที่ประชุมอนุกรรมาธิการนั้น ก็ให้สร้างได้ 300 กว่าล้านบาท
ดังนั้น ปัญหาในโครงสร้างกระทรวงศึกษาฯ มันต้องมีการสะสาง
ข้าราชการในส่วนกลาง แล้วก็ใน สพฐ.เองรวมถึงในพื้นที่แต่ละเขต บางจุดมีคนล้นเกิน บางจุดคนขาด
เราจะได้ยินข่าวกันบ่อยๆ นะว่าบางโรงเรียนมีครูคนเดียว รับสอนหมด 8 กลุ่มวิชา ในความเป็นจริงมันไม่ได้มาตรฐาน
แต่โรงเรียนใหญ่ๆ บางโรงเรียนครูมีคาบสอนนิดเดียวมีชั่วโมงว่างเยอะ
ต้องแก้ตรงนี้ให้ได้ การที่จะแก้ได้ทั้งที่เราพูดว่าปฏิรูป ปฏิรูป ปฏิรูปการศึกษา จึงต้องมีความกล้าหาญ
ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านใหม่ลงมาดูทั้งภาพกว้างและอยากให้ดูในรายละเอียดด้วย
ถ้าท่านจะแก้ให้ได้ ท่านต้องกล้าเคาะสนิมออกจากกระทรวงศึกษาธิการ
นี่ดิฉันพูดแค่ตัวอย่างบางสนิมเท่านั้นนะ ยังมีอีกหลายจุด ท่านอย่าเพียงปฏิรูปเพียงลมปากเพื่อหาเสียงขอให้ท่านทำจริงๆ แล้วประโยชน์กุศลอะไรต่างๆ จะตกกับพ่อแม่ผู้ปกครองและนักเรียนแล้วก็ครูต่างๆ ด้วย
ท่านต้อง “กล้าทำ”
ชมคลิป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
