bg-single

กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 4) เรื่อง ปัญหา JBC | สุรชาติ บำรุงสุข

11.06.2026

ผมต้องขออนุญาตรบกวนเวลาท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุล เพิ่มเติมอีกสักนิด เพราะมีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ในเรื่องของเส้นเขตแดน หากแต่การต่อสู้ในส่วนนี้ ไม่ใช่เรื่องของการใช้กำลังทางกายภาพ ที่ปรากฏให้ท่านนายกฯ เห็นมาแล้วในรูปแบบของสงครามตามแนวชายแดน

แต่สำหรับในส่วนนี้เป็นการต่อสู้บนสนามรบของการเจรจา โดยมีกฎหมายระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญ ซึ่งก็คือ การต่อสู้ในเวทีการประชุม “คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม” หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “JBC” (Joint Boundary Committee) ซึ่งท่านนายกฯ น่าจะคุ้นเคยมาบ้างในช่วงของการดำรงตำแหน่งรัฐบาลรักษาการ

โดยปกติในอดีต เรามักจะใช้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือรัฐมนตรีช่วยฯ เป็นประธานฝ่ายไทย แต่รัฐบาลก็อาจแต่งตั้งบุคคลอื่นตามที่ท่านนายกฯ เห็นสมควร มาดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้บรรทัดฐานอย่างเดิมเป็นตัวกำหนดเสมอไป

ดังนั้นในเงื่อนไขของการแก้ปัญหาเรื่องเส้นเขตแดน การกำหนดตัวบุคคลมาเป็นประธาน JBC จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างมากในการสร้างความได้เปรียบบนโต๊ะเจรจา ทั้งผลของการเจรจายังมีนัยต่อการแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดน และในอีกด้านคือ ก็มีนัยต่ออนาคตของพื้นที่ที่เป็นปัญหาด้วย

นอกจากนี้ ผมเชื่อว่า ท่านนายกฯ ในฐานะนักชาตินิยมคนสำคัญในปัจจุบัน คงจะเกิดอาการ “ของขึ้น” เนื่องจากทางผู้นำกัมพูชาได้ประกาศท้าทายทางการเมือง ด้วยการเรียกร้องให้ไทยยอม “เปิดโต๊ะ JBC” เพื่อเจรจาในการสำรวจและปักปันเขตแดน ซึ่งข้อเรียกร้องเช่นนี้เป็นเสมือน “การท้ารบ” ในเวทีการสำรวจและเจรจา และสะท้อนให้เห็นว่า การต่อสู้บนโต๊ะเจรจาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนในเวทีระหว่างประเทศ

ที่กล่าวมาในข้างต้นเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นการกราบเรียนท่านนายกฯ ว่า การต่อสู้ในเวทีการทูตเช่นนี้ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดของเส้นเขตแดนไทยในอนาคตอย่างมาก

ในสภาวะที่เราต้องเผชิญกับปัญหาข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนที่ยังมีเงื่อนไขของสงครามเช่นนี้ ผมทราบดีว่า ท่านนายกฯ อาจจะต้องการใช้ฝ่ายทหารเข้ามาควบคุมงานด้านชายแดนทั้งหมด เพื่อให้เกิดเอกภาพในการจัดการ และสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาลและสังคมในการแก้ปัญหา จนภาพที่ปรากฏออดมาจึงดูเหมือนท่านคงต้องการใช้ทหารในการ “ควบคุมชายแดนแบบเบ็ดเสร็จ” ดังที่ปรากฏให้เห็นจากการก่อตั้ง “ศบค. ชด.” (ศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน)

ในกรณีเช่นนี้ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เพราะเสมือนกับรัฐบาลแก้ปัญหาชายแดนแบบ “รัฐราชการ” ที่มีการสร้างองค์กรราชการใหม่ขึ้นมาแทน หรือสร้างให้เกิด “สายงานราชการใหม่” ในแบบที่ระบบราชการคุ้นเคย

สำหรับความไว้วางใจทหารอีกส่วนของท่านนายกฯ นั้น อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในทางการเมือง ดังปรากฏชัดจากการตั้ง ”ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม” (ประธาน JBC) ที่ประธานคนใหม่เป็นนายทหารยศพลเอก เป็นอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และเคยดำรงหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขในระยะเวลาสั้นๆ

ท่านนายกฯ อาจจะ “เชื่อมือ” นายทหารท่านนี้ว่า ทหารสามารถทำได้ทุกอย่าง ทั้งปัญหาเจรจาสันติสุขภาคใต้จนถึงปัญหาเส้นเขตแดน กระนั้น ก็อยากให้ท่านคำนึงถึงเงื่อนไขในทางปฏิบัติสำหรับงานชายแดน ซึ่งหากพิจารณาถึงภารงานแล้ว ถ้าเราไม่ใช่รัฐมนตรีต่างประเทศเป็นประธานเช่นในอดีต ประธาน JBC น่าจะเป็นนักการทูตที่มีความรู้และความเข้าใจใน 2 ส่วนที่สำคัญคือ 1) เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ และ 2) เรื่องเส้นเขตแดนของประเทศ เพราะท่านนายกฯ ต้องตระหนักว่า เวทีนี้เน้นการแก้ปัญหาทางเทคนิคเป็นสำคัญ


อีกทั้งจะเป็นการดีที่สุด ถ้านักการทูตท่านนั้น มีประสบการณ์ในงานสนามในการแก้ปัญหาข้อพิพาท หรือเคยนั่งเป็นคณะผู้แทนไทยในการประชุมเรื่องเส้นเขตแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว เนื่องจากงานในส่วนนี้ เป็นเรื่องที่เน้นในทางเทคนิค และมีประเด็นของกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคู่กันไป ไม่ใช่เป็นงานในมิติเดียว ซึ่งอาจจะต้องยอมรับในกรณีนี้ว่า ทหารอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมกับภารกิจในกรณีนี้

เหตุที่ผมทักท้วงไม่ใช่เป็นเพราะนายทหารระดับสูงที่ท่านเลือกไม่เก่ง แต่อาจจะไม่เหมาะสมกับภารกิจข้างหน้าที่ไทยต้องต่อสู้

ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว จึงต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านนายกฯ ถึงความน่าเป็นห่วงที่มีนัยสำคัญในเรื่องนี้ เนื่องจากประธาน JBC ควรจะมีคุณสมบัติทั้ง 2 ประการดังที่กล่าวแล้วเป็นพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาคือ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเส้นเขตแดน และกฎหมายระหว่างประเทศ

ด้วยภารกิจเช่นนี้ งานของ JBC นี้ จึงมักจะเป็นภารกิจของกระทรวงต่างประเทศ ประกอบกับความเป็นจริงในอีกด้านนั้น นายทหารที่เติบโตมาจากสายงานทางทหาร อาจไม่สันทัดในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีทักษะของการเจรจาระหว่างประเทศเท่าที่ควร แม้นายทหารที่มีอดีตเป็นเลขา สมช. ก็มิได้มีนัยว่า นายทหารท่านนั้น จะต้องรู้เรื่องปัญหาเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน จนสามารถนำการเจรจาระหว่างประเทศได้

บางทีในอีกด้านของปัญหา เมื่อท่านนายกฯ ตัดสินใจเอา “อดีตเลขา สมช.” มานั่งเป็นประธานฝ่ายเทคนิคของงานชายแดนนั้น น่าจะเสมือนกับ “การลดเกรด” ของนายทหารท่านนั้นมากกว่า เพราะท่านนายกฯ ย่อมทราบดีว่า โดยตำแหน่งและสายงานนั้น เลขา สมช. เป็นคนที่คุมภาพรวมที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ แต่ท่านนายกฯ กลับใช้นายทหารท่านนี้มาทำเรื่องเทคนิค และเป็นเรื่องที่ท่านนั้นอาจไม่มีความคุ้นเคยเท่าที่ควร

อีกทั้ง น่าแปลกใจที่รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ ควรจะนำเรียนท่านนายกฯ ถึงข้อจำกัดดังกล่าว เว้นแต่ปัญหาเกิดจากทางกระทรวงต่างประเทศเอง ที่ไม่ต้องการให้คนของตนดำรงตำแหน่งนี้ และปล่อยให้ทหารเข้ามาทำหน้าที่เป็นประธาน JBC แทน

แต่ในอีกส่วน เวทีของการประชุมเรื่องชายแดนนั้น นายทหารจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นคือ การเป็น “ประธานคณะกรรมการชายแดนทั่วไป” (General Border Committee- GBC) ซึ่งในกรณีนี้ ประธานคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม การจัดวางบุคลากรในลักษณะเช่นนี้ ก็เพื่อให้เกิดการกำหนดตัวบุคคลให้สอดรับกับภาระงาน และแยกงานทางเทคนิคออกจากฝ่ายทหาร ดังจะเห็นได้ว่า แม้กระทั่งนายทหารจากกรมแผนที่ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ฉะนั้น อยากจะขออนุญาตฝากท่านนายกฯ ในเรื่องนี้ เพราะการเจรจาระหว่างประเทศในเรื่องของเส้นเขตแดนมีความละเอียดอ่อนอย่างมาก และมีนัยถึงความได้เปรียบ/เสียเปรียบของรัฐในเวทีระหว่างประเทศ จึงอยากเห็นการเลือกตัวบุคคลของท่านนายกฯ เป็นไปตามหลักวิชาบริหารคือ “เลือกคนให้ถูกงาน” หรือที่มักจะกล่าวกันเสมอในวิชา “การบริหารองค์กร” ของภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ว่า “Put the right man to the right job.” ซึ่งท่านนายกฯ มาจากภาคธุรกิจ คงทราบถึงหลักการเช่นนี้ดี ผมคงไม่บังอาจไปก้าวล่วงอธิบายท่านมากกว่านี้ ด้วยเกรงจะเป็น “การสอนหนังสือสังฆราช” ไปเสียเปล่าๆ

สุดท้ายนี้ ต้องขอเรียนท่านนายกฯ ด้วยความจริงใจว่า จดหมายนี้ไม่มีเจตนารมณ์ทางการเมืองแอบแฝง หากแต่ทำขึ้นด้วยความห่วงใยสถานการณ์ความมั่นคงไทยว่า การเจรจาปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชายิ่งนานวันขึ้น ยิ่งมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้น การตัดเลือกตัวบุคคลที่จะรับตำแหน่งนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญ … ประธาน JBC มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเขาจะต้องเป็น “คนถือธงนำ” ในเวทีเจรจาที่จะเกิดขึ้น และเวทีนี้จะเป็น “จุดชี้ขาด” ของตัวเส้นเขตแดนของประเทศภายใต้การกำกับด้วยข้อมูลจากสนธิสัญญาและแผนที่ปักปัน ที่รัฐทั้ง 2 ได้ให้สัตยาบันต่อกันแล้ว

ดังนั้น ผมจึงขออนุญาตฝากประเด็นในข้างต้น เป็นข้อพิจารณาสำหรับการเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาที่จะเกิดในอนาคตครับ// (11 มิถุนายน 2569)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี
ยุทธศาสตร์คืนอาเซียน ของกองทัพเมียนมา
E-DUANG | จับตา ความแน่วแน่ DE กับ AI PASSPORT