My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
ไทยในสายตาของคณะทาคาราซึกะ
จากนวนิยายเรื่อง Whom The Gods Deny (2483) ของพระสารสาสน์ฯ นักการทูต นักปฏิวัติ นักชาตินิยมผู้ต่อต้านเจ้าอาณานิคมตะวันตก และผู้นิยมญี่ปุ่นที่เขียนเผยแพร่ในยุโรป ถูกคณะละครทาคาราซึกะนำมาดัดแปลงเป็นละครเพลงแบบจุลอุปรากร (Operetta) ในชื่อ Return to the East แสดงยังโรงในโตเกียวเมื่อต้นปี 2485 อันเป็นช่วงต้นแห่งสงครามที่ฝ่ายอักษะมีชัยในสงคราม
ดังนั้น ละครดังกล่าวจึงสะท้อนบริบทการเมืองโลกในช่วงสงคราม ผ่านเรื่องราวความรักและความรักชาติของ “รัมภา” สตรีไทยผู้รักชาติ เรื่องราวหลักเกิดขึ้นในไทย ตัวละครต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างอิทธิพลของตะวันตกกับจิตวิญญาณแห่งตะวันออก ละครเปิดเรื่องด้วยบรรยากาศของไทยที่กำลังถูกกดดันหรือครอบงำโดยมหาอำนาจตะวันตก ทำให้คนไทยในเรื่องรู้สึกถึงการสูญเสียอิสรภาพและวัฒนธรรมดั้งเดิมไป
จากหลักฐานภาพการแสดงบนเวทีที่เหลืออยู่ จะเห็นว่าคณะละครมีความพยายามผสมผสานศิลปะท่ารำและเครื่องแต่งกายไทย และปรับให้เข้ากับจังหวะดนตรีแบบตะวันตก (Operetta) ตามสไตล์ละครญี่ปุ่นแบบฉบับทาคาราซึกะที่ดูแปลกตาแต่สวยงาม

หากวิเคราะห์แล้ว คณะละครทาคาราซึกะดัดแปลงละครเรื่องนี้ มิได้มุ่งเพื่อความบันเทิง แต่เป็นมุ่งนำเสนอ “ภาพแทน” ของไทยต่อสายตาชาวญี่ปุ่นอันมีเป้าหมายทางการเมือง คณะทาคาราซึกะเลือกใช้ฉากวัดวาอารามและราชสำนักบนเวที เพื่อสื่อถึงความมีอารยธรรมสูงส่งและความเป็นเอกราชของไทย ประเทศผู้เป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ซึ่งต่างจากภาพลักษณ์ของประเทศอาณานิคมอื่นในเอเชียที่ญี่ปุ่นอาจมองประเทศเหล่านั้นว่าล้าหลังกว่า
ทั้งนี้ งานเขียนเรื่อง Whom The Gods Deny พระสารสาสน์ฯ เขียนเรื่องนี้ด้วยภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารโดยตรงกับชาวโลกให้เข้าใจถึงความขมขื่นของชาติอาณานิคมในเอเชีย และเชิดชูอัตลักษณ์ของตะวันออก โดยประเด็นสาระสำคัญในนวนิยายตรงกับเป้าหมายของญี่ปุ่นขณะนั้นที่ต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกและขยายอำนาจของตนในเอเชีย
ดังนั้น จึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ละครดัดแปลงเรื่องนี้ถูกญี่ปุ่นใช้เป็นกระบอกเสียงส่งเสริมอุดมการณ์ “วงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา” เพราะมีเนื้อหาที่สอดรับกับนโยบาย “เอเชียเพื่อชาวเอเชีย” ของญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง

การตีความละคร Return to the East
ละครดัดแปลงจากนวนิยายไทยของพระสารสาสน์ฯ เป็นเวทีละครของคณะทาคาราซึกะนั้น Makiko Yamanashi ผู้เขียนหนังสือเรื่อง A History of the Takarazuka Revue Since 1914 (2012) วิเคราะห์ว่า คณะนำเสนอภาพลักษณ์ของไทยเป็นดินแดนในอุดมคติที่เต็มไปด้วยความงามและอารยธรรม คณะทาคาราซึกะใช้ละครเรื่องนี้เป็นเครื่องมือสื่อสารแนวคิด “เอเชียเพื่อชาวเอเชีย” ในช่วงสงคราม
ทั้งนี้ แนวคิด “แพน-เอเชียนนิสม์” นั้นเป็นแนวทางการเมืองที่มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือและความเป็นปึกแผ่นของกลุ่มประเทศในทวีปเอเชีย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อต่อต้านการล่าอาณานิคมและอิทธิพลของจักรวรรดินิยมตะวันตก ด้วยเชื่อว่า ชาวเอเชียมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชะตากรรมร่วมกัน ดังนั้น ชาวเอเชียจึงควรหันมารวมตัวกันเพื่อปกป้องตนเองจากการครอบงำของจักรวรรดินิยมตะวันตก

แนวคิดนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้านคือ ด้านการปลดปล่อยเอเชียเป็นทั้งอุดมคติและความหวังของนักปฏิวัติเอเชียทั้งหลายที่ต้องการเอกราชจากจักรวรรดินิยมตะวันตก ทำให้นักเคลื่อนไหวชาตินิยมในเอเชียที่เห็นว่า ญี่ปุ่นคือชาติเดียวในเอเชียที่ปฏิรูปจนทันสมัยและเป็น “แสงสว่างแห่งความหวัง” และเป็นพี่ใหญ่ที่จะช่วยพี่น้องชาวเอเชียให้พ้นจากโซ่ตรวนของตะวันตกได้
แต่อีกด้านหนึ่ง แนวคิดดังกล่าวสนับสนุนการขยายอำนาจของรัฐบาลและกองทัพญี่ปุ่นเพื่อใช้เป็น “เครื่องมือสร้างความชอบธรรม” ในการทำสงครามรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้คำขวัญว่า “วงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา” (Greater East Asia Co-Prosperity Sphere) เพื่ออ้างว่าญี่ปุ่นไม่ได้มารุกราน แต่มาเพื่อ “ปลดปล่อย” เอเชียจากชาติตะวันตก ภายใต้การนำของญี่ปุ่นเพียงผู้เดียว
ละครเพลงดังกล่าวปรับปรุงมาจากนวนิยายต้นฉบับของพระสารสาสน์ฯ เป็นนิยายที่มีความขมขื่นและจบลงด้วยความเศร้า แต่คณะทาคาราซึกะได้ดัดแปลงตอนจบให้มีความหวังและเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ร่วมกันของชาวเอเชีย เป็นการเปลี่ยนจากโศกนาฏกรรมสู่ความหวัง
เนื้อเรื่องในละครเน้นไปที่ศักดิ์ศรีของตะวันออกผ่านการต่อสู้ทางความคิดระหว่างอิทธิพลของตะวันตกในรูปแบบของการล่าอาณานิคม การกดขี่ทางเศรษฐกิจ และการดูถูกวัฒนธรรมเอเชียว่าล้าหลัง สุดท้ายแล้วละครได้ทิ้งบทสรุปที่เน้นย้ำถึงความหวังและการรวมตัวกันของคนในเอเชียเพื่อต่อต้านการครอบงำจากภายนอก
คณะทาคาราซึกะใช้ฉากที่หรูหราอลังการนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแดนสวรรค์แห่งตะวันออกที่มีอารยธรรมสูงส่ง เพื่อสะท้อนให้ผู้ชมชาวญี่ปุ่นรู้สึกภูมิใจที่มีพันธมิตรที่สง่างามและคู่ควรกับชาติพันธมิตรเช่นนี้ อีกทั้งสื่อสารว่าญี่ปุ่นและไทยมีความเป็นพี่น้องชาวเอเชียร่วมกัน
กล่าวได้ว่า ละครเรื่องดังกล่าวมุ่งการโฆษณาชวนเชื่อผ่านวงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพาของญี่ปุ่นอย่างชัดเจน มีการวิพากษ์ตะวันตก โจมตีความหน้าไหว้หลังหลอกของชาติตะวันตกที่อ้างเรื่องมนุษยธรรมแต่กลับกดขี่ผู้อื่น
แม้นทางญี่ปุ่นจะนำนวนิยายมาดัดแปลงเป็นละครเวทีที่มีการปรับลดทอนความรุนแรงทางการเมืองลงบางส่วน แล้วเพิ่มองค์ประกอบของความรักและระบำละครเพลงเข้าไปเพื่อให้เข้าถึงผู้ชมชาวญี่ปุ่นในวงกว้างได้ง่ายขึ้น
หากวิเคราะห์ความนิยมของชาวโตเกียวต่อจุลอุปรากรเรื่องนี้แล้วจะพบว่า ละครดังกล่าวมีกำหนดการแสดงในโตเกียวตั้งแต่ กุมภาพันธ์ – เมษายน 2485 เป็นเวลาถึง 3 เดือน สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ชมญี่ปุ่นให้ความสนใจละครเรื่องนี้มาก ด้วยละครนำเสนอว่า ไทยในฐานะพันธมิตรสำคัญของญี่ปุ่นนั้นเป็นดินแดนที่สง่างามและมีอารยธรรมสูงส่ง ไทยไม่ใช่ดินแดนป่าเถื่อน ซึ่งช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับการประกาศนโยบายวงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา และสร้างความมั่นใจให้กับชาวญี่ปุ่นถึงชาติพันธมิตรในสงครามครั้งนี้อีกด้วย



