บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วัน บันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (8)
การโต้เถียงของคนโคตรเก๋า
“เฮ้ย!!! ห้อง 22 อย่าวุ่นวายให้มันมาก วันนี้ครบกักโรค 5 วันแล้ว เดี๋ยว อสรจ. (อาสาสมัครเรือนจำ) จะมาตรวจ ATK ถ้าไม่มีใครเป็น Covid เลย จะได้จำแนกเข้าแดนในกัน แต่ถ้ามีกักต่ออีก 10 วัน ทราบมั้ย!!!” ผู้คุมแจ้งข้อมูลระหว่างหลังเช็กยอดตอนเช้า
“ใครก็ได้ไปคุยกับไอ้หรั่งหน่อย กูไม่อยากโดนแดก” เสียงหนึ่งดังขึ้นในห้องหลังเช็กยอดจากหัวโจกแก๊งคอลาย
เรื่องมันมาจากโอริเวอร์ไม่เชื่อฟังคำสั่งผู้คุม ไม่สวดมนต์ ไม่นั่งให้เป็นแถว ดื้อว่าง่ายๆ เรากับพี่ไก่เลยไปคุยกับแก เพราะเราก็ไม่อยากให้ใครต้องทะเลาะกัน เราไม่อยากมีปัญหา แต่น่าสนใจที่โอริเวอร์ตอบว่า
“ผมไม่ทำเพราะผมยังไม่ถูกตัดสินว่าผิด คุณไม่สามารถปฏิบัติกับผมแบบนักโทษได้ มันละเมิดสิทธิผม ที่อังกฤษเขาไม่ทำแบบนี้กันหรอกนะ บังคับคนอะ” ซึ่งเป็นคำตอบที่โดนใจเรามาก เพราะเอาเข้าจริง คดีเราเองก็ยังไม่ถึงที่สิ้นสุด กำลังอยู่ระหว่างต่อสู้ และขอประกันตัว การจำกัดสิทธิในการต่อสู้คดีมันก็ถือเป็นการละเมิดนะ เราก็คิดตามความเห็นนั้นไปด้วย
“แต่ขอได้มั้ย เราไม่อยากถูกผู้คุมสั่งลงโทษกัน” พี่ไก่ตอบกลับไป เพราะในนี้ผู้คุมขู่พวกเราทุกวันถึงผลลัพธ์ของการต่อต้าน
“การลงโทษหมู่” เป็นการเหมารวมที่ผู้คุมนิยมใช้ลงโทษผู้ต้องขัง เพื่อสร้างอำนาจในการควบคุมทางหนึ่ง แต่อีกทางหนึ่งคือกระบวนการทางจิตวิทยาที่จะทำให้ผู้ต้องขังหวาดระแวงและตรวจสอบกันเอง เพราะเกรงกลัวต่อการถูกลงโทษ แม้อาจไม่เกี่ยวข้องกับตนด้วยซ้ำ ซึ่งสิ่งนี้เกิดได้บ่อยครั้ง
สุดท้ายโอริเวอร์ก็ไม่มีทางเลือกต้องจำยอมตามน้ำกับจารีตที่พึงปฏิบัติในสถานที่แห่งนี้ไปในที่สุด

“เราคงได้จำแนกอาทิตย์หน้า ในห้องดูไม่มีใครเป็นอะไรเลย” น้าโอ๊ตพูดกับพี่เล็กที่มองไปรอบๆ ห้องหลังผู้คุมเดินออกไป
“แต่ผมว่าไอ้นี้น่าเป็นห่วง” พร้อมมองไปทางขวาของเราที่มีหนึ่งในแก๊งคอลายนอนอยู่ “ดูสิ แม่งสั่นไม่หยุดเลย ไม่รู้ว่าน็อกยาหรือเป็นโควิด”
“ฉิบหายละ แล้วมานอนข้างกูเลย จะเป็นไรมั้ยเนี้ย” เราพูดกับตัวเองในใจ ก่อนพยายามขยับห่างออกมา
“ขนุนอย่าคิดมากละ ไม่เป็นไรหรอก” พี่ไก่หันมาพูดให้เราคลายกังวลนั้นลง
เวลาล่วงเลยไปราวๆ สิบเอ็ดโมงพี่แซมก็เดินมาหน้าห้องบอกให้พวกเราเตรียมตัว เดี๋ยว อสรจ.จะมาตรวจ ATK ทีละคน ให้แต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วออกมาเป็นแถว ระหว่างที่นัดแนะนั้น ข้างหลังก็มีเหล่าผู้ช่วยที่เอาอุปกรณ์ตรวจมาวางรอไว้หน้าห้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ห้องขังถูกเปิดออก เท้าทีละข้างที่ก้าวออกมามีอิสรภาพเล็กๆ หลังต้องอยู่ในห้องสีเหลี่ยมผืนผ้านานถึง 5 วันติดต่อกัน บางคนยืดเส้นยืดสาย บางคนมองไปรอบๆ และพูดถึงโอกาสที่จะได้รับการประกันตัว ส่วนเรามีแต่ความกังวล เรากลัวความท้าทายที่เข้ามาในชีวิต นี่คือความเสี่ยง เสี่ยงที่จะทำให้เราต้องเลื่อนการได้เห็นหน้าป๊าแม่ หรือคนรู้จักไปอีกนาน และความกลัวนั้นก็เกิดขึ้นจริง
“เงยหน้าขึ้น แล้วหายใจเข้า ที่ตรวจมันแพงอย่าทำให้เสียละ” อสรจ.พูดขึ้นพร้อมสอดไม้ตรวจแสนยาวเข้าไปในจมูกพี่เล็กทีละข้าง พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาในจังหวะที่สอดเข้าไปนั้น “คนต่อไป หัวหน้าห้องยืนคุมลูกห้องด้วย”
“พี่สาวชื่ออะไรครับ” หัวแก๊งคอลายถามขึ้น
“ชื่ออาลีจ้ะ อยู่นิ่งๆ” แกตอบกลับดังนั้น ไม่ถึงวิก็มีเสียงแซวต่างๆ นานาไล่หลังไม่ขาดสาย
“มีแฟนยัง” “ผ่านมากี่คนแล้ว” “คนสวยมาอยู่กับพี่มั้ย” ซึ่งทุกประโยคที่ว่า มาจากแก๊งคอลาย 5 คนหมดเลย
“เริ่มฟื้นแล้วสินะ งานจะเข้าละพวกเรา เตรียมตัวไว้พวกมันจะดีด และหิวมากต่อจากนี้” น้าโอ๊ตพูดขึ้นพร้อมเล่าให้เรา พี่ไก่ และเสี่ยโก้ฟัง
(ขอแนะนำให้รู้จัก “เสี่ยโก้” แกเป็นเจ้าของเว็บพนันที่มีเลขซ้ำหลายตัว แกมาพร้อมกับลูกน้องชื่อ ตี๋ ที่ก่อนหน้านี้เราไม่ได้พูดถึงเพราะแกค่อนข้างเก็บตัว แต่ต่อจากนี้เราจะเข้าหาแกมากขึ้น ทำให้ได้พบมุมต่างมองของแก และเราจะได้พบกับศัพท์ใหม่อย่างคำว่า “สมเด็จ” ในนี้)
เราที่กังวลเรื่องตรวจอยู่แล้ว ยังต้องมากังวลเรื่องเพื่อนร่วมห้องอีก พระเจ้า แต่จะทำไงได้ ได้แต่จำใจตั้งหน้ารอรับชะตาที่จะพัดผ่านใส่เรา

“ใครที่ตรวจเสร็จแล้ว เข้าไปในห้องด่วนเลย ถ้าใครขึ้นว่าเป็นก็ต้องกักตัวต่อ และคนที่เป็นจะย้ายไปอยู่ห้องกักโรคผู้ป่วย” พี่อาลีพูดขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับเสียงแซวเชิงคุกคามเช่นเดียวกัน
การคุกคามผ่านคำพูด และพฤติกรรม เด่นชัดมากเมื่ออยู่ภายในนี้ LGBTQAI+ คือกลุ่มคนผู้ถูกกระทำในช่วงแรกที่เราเข้ามา ทั้งในทางวาจาและทางกายภาพ หลายสิ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมได้ สิ่งนี้ทำให้จิตเราเสียระดับหนึ่ง
อย่างในวันที่สองที่อยู่ ก็มี LGBTQAI+ คนหนึ่งย้อมผมแดงยาวเด่นชัดถูกพาตัวเข้ามายังแดน 2 ก็ถูกทั้งผู้ช่วย และผู้ต้องขังแทะโลมตลอดทาง มีเสียงร้อง “ยะฮู้” ออกมาเป็นระยะ (แปลว่า ต้องการ หรือเรียกร้องความสนใจ)
หรือการที่พี่อาลีโดนก็ใช่ ที่นี่ทำให้เราเห็นมิติของการถูกกดทับและทำให้เป็นอื่นได้อย่างชัดเจน จนน่าสะอิดสะเอียน
แต่ในอีกทางตลอดระยะเวลาที่เราถูกขัง เราก็อุทิศเวลาไปไม่น้อยกับการเผยแพร่ทัศนคติที่ไม่เป็นการคุกคามทางเพศ และปกป้องสิทธิ LGBTQAI+ ภายในเรือนจำ
กลับมาที่ห้อง ทุกคนต่างล้อมวงคุยกันระหว่างรอผล แก๊งคอลายเริ่มออกเดินขอของกินจากคนอื่นไปทั่ว รวมถึงการระรานชาวบ้าน ไปบูลลี่เอ็มที่ไม่ปกติ มากวนผมโดยการถามซ้ำๆ ว่า “มึงเป็นส้มเหรอน้อง พรรคมันล้ม…นะ” หรือคุยเสียงดังมากๆ เราพยายามข่มจิตข่มใจหวังจะให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ไว
“อ้าวนายสมชาติ เอาแมสก์ไปใส่ เก็บของอยู่ห่างจากเพื่อน เป็น Covid จ้า ทุกคนในห้องกักตัวต่ออีก 10 วันนะ” หลังสิ้นเสียงพี่อาลีก็มีผู้ช่วยเปิดประตูแต่งตัวเต็มยศ (ชุด PPE) เข้ามาในห้องพาผู้ติดเชื้อออกไปในทันที เราที่เห็นอย่างนั้นก็ช็อก เพราะคนที่เป็นคือคนที่นอนข้างขวาเรา แล้วไอใส่เราบ่อยด้วย แต่นี่ก็ทำให้อิทธิพลของแก๊งคอลายลดลงไปเช่นเดียวกัน เพราะสองคนป่วยนั้นอยู่ในแก๊งนี้หมดเลย
“ฉิบหายแล้ว” เราคิดในใจและเป็นอย่างนั้นจริง
“มึงมองหน้ากู ข้องใจอะไรกับกูเหรอไอเอ็ม” หัวโจกคอลายพูดขึ้น หลังเอ็มที่ไม่พอใจที่ตัวเองถูกบูลลี่ความผิดปกติของตัวเอง พี่เล็กที่เห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงเดินเข้ามาห้ามมวยคู่นี้ “ไอ้เบิร์ดพอ”
“อย่าให้มากนะมึง แบบมึงกูตบมาหลายคนละ” เบิร์ดขู่เอ็มต่อ แล้วจึงกลับไปนอน
“โคตรงี่เง่าเลยพี่ มีคนแบบนี้ด้วยเหรอ ที่จะหาเรื่องคนอื่นไปทั่ว” เราหันไปซุบซิบกับพี่ไก่
จนเวลาผ่านไปช่วงบ่าย อากาศเริ่มกลับมาร้อนอีกครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้กับเสี่ยโก้ และน้าโอ๊ต เพราะทั้งสองต่างสั่งน้ำแข็งมาเก็บไว้เกิน 10 ถุงและแบ่งให้กับทุกคน จึงทำให้กลางวันที่แสนอบอ้าวผ่านพ้นไปได้ แต่แดดนี้ก็พานทำให้คนมีโทสะอย่างไร้เหตุผลเช่นเดียวกัน
“มึงมีปัญหาอะไรกับกู” เบิร์ดเดินมาตรงหน้าพี่ไก่พร้อมตั้งท่า ยืนส่ายไป ส่ายมา
“ผมทำอะไรเหรอครับ ผมไม่ได้ทำอะไรคุณเลย ทำไมคุณถึงมาหาเรื่องผม” พี่ไก่ถามอย่างสุภาพกลับไป
“มึงมองหน้ากู ไม่แบ่งข้าวให้กูอีก มึงแม่งไม่ใจเลยว่ะ” เบิร์ดตอบ
เราที่นั่งตรงกลางพร้อมระงับเหตุ หากเบิร์ดทำอะไรพี่ไก่จริงๆ บรรยายกาศในห้องจากที่คุยเล่น ผ่อนคลายกลับต้องมาพังลงเพราะฤทธิ์ยาเสพติดไม่ทราบชนิดที่หมดลง (แต่คำโม้ของเจ้าตัวบอกว่า สูดไอซ์เต็มกราฟพอรู้ตัวว่าจะเข้า)
ระหว่างโต้เถียงนั้นเอง พี่เล็กก็เข้ามาระงับเหตุอีกรอบ เอาจริงนับถือความกล้าพี่เล็กมาก แกเป็นแค่คนธรรมดาโดนบัญชีม้า ไม่ได้มีอิทธิพล หรือใหญ่โตมาก่อน แต่สามารถควบคุมสถานการณ์เช่นนี้ได้
เมื่อทุกอย่างจบลง เราได้แต่เก็บความกลัวกังวลนี้มาคิดในหัวตลอดทั้งคืน “พี่ไก่ยังโดนแล้วเราจะรอดมั้ย” เราเลยจดบันทึกเรื่องราวเอาไว้ เผื่อถ้าเจอทนายหรือผู้คุมเราจะได้เล่าให้ฟัง
ในช่วงเวลานั้นมันใหม่สำหรับเรา ที่เป็นลูกชนชั้นกลางที่พอมีจะกิน อยู่ในระบบการศึกษา อยู่ใจกลางเมือง ศูนย์กลางทุนนิยมของประเทศ เราไม่เคยเจอคนในสังคมอื่น ไม่ได้มีใครใกล้ชิดจากวิถีชีวิตที่ต่างกัน แต่ในคุก ไม่ว่าคุณจะจนหรือจะรวย คุณต้องอยู่ในที่ 2 ไร่นี้ให้ได้
เมื่อไหร่สิ่งแย่ๆ ในห้องนี้จะหมดไปนะ “พี่แซมบอกไว้นิว่า มีอะไรบอกแกได้ เราบอกเรื่องนี้กับแกดีมั้ยนะ” เรานั่งคิดเรื่องนี้ทั้งวัน จนหนึ่งวันนี้ก็ข้ามผ่านไปอีกครั้ง เมื่อไหร่เราจะได้กลับบ้านนะ…
