สถานที่ไหนบ้างที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมั่นใจพอที่เราจะมีบทสนทนาลับๆ กับใครสักคนได้โดยไม่ต้องกลัวเนื้อความจะรั่วไหลออกไปไหน
เราอาจจะนึกถึงสถานที่อย่างบ้านพักอาศัยของเราเอง ที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยเสียงจอแจอย่างร้านอาหารหรือสวนสาธารณะ หรือจะเป็นสถานที่ธรรมชาติอย่างภูเขาหรือชายทะเลที่เปิดโล่งก็น่าจะปลอดภัยดี
อีกสถานที่ที่ทุกคนน่าจะนึกถึงและรู้สึกว่าเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดที่หนึ่งก็คงจะเป็นภายในรถยนต์โดยเฉพาะรถยนต์ที่กำลังวิ่งอยู่บนถนน เพราะเป็นสถานที่ปิดที่เรามองเห็นได้ทั้งหมดว่ามีใครอยู่บ้าง และป้องกันคนรอบข้างไม่ให้แอบฟังหรือเผลอได้ยินเข้า
แต่ในปี 2026 รถยนต์ก็ได้รับการอัพเกรดให้มีฟังก์ชั่นแพรวพราวมากมายจนไม่อาจจะพูดได้อีกแล้วว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยที่จะเก็บรักษาความลับไว้ได้อีกต่อไป
เว็บไซต์ The Conversation รายงานถึงหน่วยงานสอดแนมของออสเตรเลียที่เพิ่งจะออกมาเตือนนักการเมืองและข้าราชการในประเทศตัวเองว่าอย่าได้หาทำเอาความลับหรือข้อมูลที่มีความอ่อนไหวไปคุยกันในยานพาหนะเด็ดขาด
คำเตือนนั้นหมายถึงยานพาหนะทุกรูปแบบโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องต่ออินเตอร์เน็ตหรือไม่ (แต่หากต่ออินเตอร์เน็ตได้ก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการเก็บข้อมูลขึ้นไปอีก) และได้ให้คำแนะนำว่าข้อมูลที่เป็นความลับทั้งหมดควรจะต้องพูดคุยถกเถียงกันในสถานที่ที่ตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัยเท่านั้น ไม่ใช่คุยกันตอนนั่งอยู่ในรถ
แม้ว่าคำเตือนนี้จะออกมาหลังจากที่มีการเพิ่มโมเดลรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนอีก 7 รุ่นเข้าไปในลิสต์ของรถยนต์ที่นักการเมืองใช้เป็นรถประจำตำแหน่งได้ แต่ทางตัวแทนของหน่วยงานก็บอกว่าไม่ได้จำกัดคำเตือนเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ที่ผลิตในจีนเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงรถยนต์ทั้งหมด
เรามาดูกันก่อนว่ารถยนต์ที่เชื่อมต่อได้ (connected cars) คืออะไร
ในที่นี้ คำจำกัดความของรถยนต์ connected car ก็คือยานพาหนะใดๆ ก็ตามที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อผ่านซิมการ์ดที่ฝังมากับตัวรถ หรือผ่านการแพร์เข้ากับสมาร์ตโฟนผ่านบลูทูธ หากเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ก็นับเป็น connected car ทั้งหมด
ผลการศึกษาโดย McKinsey พบว่ากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของรถที่วิ่งอยู่บนท้องถนนในปี 2021 เป็นรถที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และได้มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 95 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030
แล้วรถยนต์เหล่านี้เก็บข้อมูลอะไรบ้าง
รถยนต์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้มักจะมาพร้อมเซ็นเซอร์ต่างๆ มากมาย ทั้งเซ็นเซอร์ที่ฝังอยู่กับที่นั่ง บนแดชบอร์ด เครื่องยนต์ ไปจนถึงพวงมาลัย
รถสมัยใหม่บางรุ่น บางยี่ห้อ มีแม้กระทั่งกล้องที่ส่องมายังคนขับเพื่อใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ อย่างเช่น การเตือนว่าคนขับละสายตาจากท้องถนน หรือมีไว้เพื่อปรับตั้งค่าบางอย่าง เช่น การปรับตำแหน่งของกระจกมองข้าง เป็นต้น
และยังมีกล้องอยู่นอกตัวรถอีกมากมาย ทำให้ยานพาหนะคันหนึ่งสามารถสร้างข้อมูลดิบได้มากถึง 1-2 เทราไบต์ต่อคันต่อวันเลยทีเดียว
ปกติแล้วค่ายผู้ผลิตรถยนต์จะเก็บข้อมูลจากเซ็นเซอร์เหล่านี้เพื่อวัดประสิทธิผลของรถยนต์ แต่นอกจากนั้นก็ยังมีข้อมูลอื่นๆ ที่เก็บไปได้อีก อย่างเช่น ข้อมูลที่ระบุตำแหน่งพิกัดสถานที่ ความบันเทิงภายในรถ หรือข้อมูลที่บ่งบอกพฤติกรรมของผู้ขับ อย่างเช่น คาดเข็มขัดนิรภัยไว้หรือเปล่า ขับรถเร็วเกินไปไหม กระแทกเบรกแรงแค่ไหน ไปจนข้อมูลว่าคนขับง่วงหรือเมาเกินกว่าจะขับรถได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า
ยังไม่นับรวมถึงข้อมูลอื่นๆ ที่รถเก็บรวบรวมได้จากการต่อบลูทูธกับสมาร์ตโฟนของเรา ทั้งแผนที่ ปฏิทิน การเงิน หรือข้อมูลการใช้ชีวิตอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับยานพาหนะอีกแล้ว
ในปี 2023 เคยมีกรณีที่พนักงาน Tesla นำเอาวิดีโอและภาพนิ่งที่รถยนต์เก็บมาได้ไปแชร์แบบลับๆ โดยเป็นภาพบันทึกของคนที่เปลือยกายอยู่ในรถ หรือภาพจากอุบัติเหตุรถชน
เราจึงแทบไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าข้อมูลที่รถเก็บไปจะไปอยู่ที่ไหน และใครจะสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้น หรือเอาข้อมูลนั้นไปทำอะไรได้บ้าง
The Conversation บอกว่ามีหลายวิธีที่เราสามารถทำได้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลภายในรถของเรา เริ่มจากการอ่านนโยบายของค่ายรถเพื่อทำความเข้าใจว่าจะมีการเก็บข้อมูลอะไรบ้างก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อรถ
ไม่ยินยอมให้มีการติดตั้งซิมการ์ดภายในตัวรถ หรือเปิดใช้งานซิมการ์ดนั้นๆ
หากมีแอพพลิเคชั่นที่ดาวน์โหลดมาติดตั้งไว้บนรถได้ ให้เลือกปิดฟีเจอร์การเก็บข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับรถคันนั้นๆ
และหากจะขายต่อหรือให้คนอื่นเช่าหรือยืมรถก็อย่าลืมรีเซ็ตให้กลับไปเป็นค่าโรงงานเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเก็บข้อมูลไปได้
อย่างไรก็ตาม หลายๆ วิธีที่บอกมาถ้าหากเลือกใช้เราก็อาจจะเสียสิทธิ์ในการเข้าถึงฟังก์ชั่นทันสมัยบางอย่างของรถไปและอาจจะทำให้ใช้ได้ไม่คุ้มเท่าที่ควร
ฉันคิดว่าหากเราเป็นคนทั่วไป ไม่ได้มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความลับของประเทศ หรือข้อมูลอ่อนไหวของราชการอย่างที่หน่วยงานของออสเตรเลียออกมาเตือนก็อาจจะไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดกับเรื่องนี้มากจนเกินไป
หากบทสนทนาในที่ส่วนตัวของเราคือการนินทาเพื่อนร่วมงาน แซะป้าข้างบ้าน หรือทะเลาะกันตามประสาผัวเมีย รถยนต์ก็อาจจะยังเป็นสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัวมากพอให้ทำได้
แต่ถ้าจะไปถึงขั้นเปลือยกายหรือทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงจะเสียหายใหญ่หลวงหากมีใครล่วงรู้ได้ก็ให้ตระหนักไว้ในใจสักนิด
ว่ารถยนต์ที่ดูเป็นส่วนตัวสุดสุดนั้น อาจจะสาธารณะมากกว่าที่เราคิด
