น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
บทความพิเศษ | อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
ท่ามกลางแสงตะวันลับขอบฟ้าในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ หน้าโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ไม่ควรมีเสียงใดดังไปกว่าเสียงหัวเราะของเด็กนักเรียนที่กำลังกลับบ้าน
แต่ภาพที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่พราก ครูฟาตีเม๊าะ ยาโง๊ะ ผู้เป็นทั้งแม่และครูไปตลอดกาล
ทิ้งไว้เพียงทารกน้อยในอ้อมกอดที่ยังไม่ทันได้รับรู้ว่าโลกใบนี้โหดร้ายเพียงใด
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนหนึ่ง
แต่มันคือแผลใจของพวกเราทุกคน
เป็นเสียงสะท้อนที่ถามเราว่า “เราจะปล่อยให้แผ่นดินแห่งนี้ถูกย้อมด้วยน้ำตาของผู้บริสุทธิ์ไปถึงเมื่อไหร่?”
เราไม่อาจปล่อยให้ความสูญเสียครั้งนี้กลายเป็นเพียง “สถิติ” ที่ถูกลืมเลือนได้อีกต่อไป
เสียงประณามจากทุกกลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องภาคประชาสังคม หรือปัญญาชนในพื้นที่ ต่างตอกย้ำความจริงข้อหนึ่งว่า “ความรุนแรงที่พุ่งเป้าสู่เป้าหมายอ่อนแอ ไม่ใช่ทางออกของอุดมการณ์ใดๆ แต่คือการย่ำยีความเป็นมนุษย์”
วันนี้… ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกมองว่าปัญหาไฟใต้เป็นเรื่องของคนอื่นหรือเรื่องของฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น
แต่เป็นเรื่องของ “พวกเรา” ทุกคน ทุกภาคส่วนต้องก้าวข้ามความหวาดระแวง และหันมาจับมือกันเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางสังคม (Social Guard) ที่แข็งแกร่ง
สันติภาพที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากความจริงใจ เราไม่ได้ต้องการเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เราต้องการเห็น “ความรับผิดชอบ” ที่จับต้องได้
ถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือผู้บงการ และกลไกภาครัฐ
ได้โปรดหยุดใช้ชีวิตของประชาชนเป็นเครื่องมือในการต่อรอง
เราต้องการเห็นการพิสูจน์ตนเองด้วยการหยุดยิงในพื้นที่เปราะบางอย่างจริงจัง เพื่อให้ลูกหลานของเราได้เติบโตโดยไม่ต้องหวาดกลัวเสียงปืน
ถึงกลไกภาครัฐ เราต้องการความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เพียงการไล่จับตัวเบี้ยหมาก แต่คือการเปิดเผยความจริงถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่ากฎหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองทุกคนอย่างเท่าเทียม
ท่ามกลางความมืดมิด เราเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการสันติภาพฯ โดยมีคุณรอมฎอน ปันจอร์ และคณะทำงานที่มีความเข้าใจพื้นที่อย่างลึกซึ้ง รวมถึงความพยายามของคุณกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ในการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมผ่านศาลทหาร
นี่คือ “โอกาส” ที่เราในฐานะประชาชนต้องช่วยกันสนับสนุนและเฝ้าจับตา เพื่อให้กระบวนการเหล่านี้ไม่เป็นเพียงแค่กระดาษ
แต่เป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน
จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
ท่ามกลางหยดน้ำตาของครอบครัวครูฟาตีเม๊าะ และเสียงสะอื้นของทารกน้อยที่ต้องกำพร้าแม่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งโดนเหมารวมจากแม่ทัพว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะ ไม่ใช่แค่ความล้มเหลวของมาตรการรักษาความปลอดภัย แต่มันคือการ “ล้ำเส้น” พันธสัญญาที่ท่านเคยให้ไว้กับประชาคมโลกผ่านองค์กรเจนีวาคอล (Geneva Call) ในเรื่องการคุ้มครองพลเรือนและสถานศึกษา
วันนี้… สังคมไม่ได้ต้องการคำแก้ตัวหรือการนิ่งเฉย เพราะความเงียบของท่านในยามที่เป้าหมายอ่อนแอถูกพรากชีวิต คือเครื่องยืนยันชั้นดีว่าท่านกำลังสูญเสียความชอบธรรมในสายตาของประชาชน
ที่ท่านอ้างว่า “กำลังต่อสู้เพื่อพวกเขา” หากท่านยังต้องการเป็นคู่เจรจาที่โลกยอมรับ ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา
แสดงความรับผิดชอบ : หากเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่ในความต้องการขององค์กร ท่านต้องกล้าที่จะปฏิเสธและประณามผู้กระทำผิด เพื่อแยกตัวออกจากอาชญากรรมที่มืดบอด
ยึดมั่นในข้อตกลง : พันธสัญญาต้องไม่ใช่แค่กระดาษ แต่ต้องสะท้อนผ่านปฏิบัติการในพื้นที่ที่หยุดยิงและคุ้มครองผู้บริสุทธิ์อย่างเด็ดขาด
สันติภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากมีเพียงรัฐที่พยายาม แต่ฝ่ายท่านยังคงปล่อยให้เสียงปืนดังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
เราขอเชิญชวนให้ท่านทบทวนเป้าหมายและวิธีคิด เพราะตราบใดที่เลือดของผู้บริสุทธิ์ยังไหลริน สันติภาพที่ท่านวาดหวังไว้จะไม่มีวันเป็นจริงในใจของประชาชน
จากหยดน้ำตา สู่พลังการเปลี่ยนแปลง
เราไม่อาจแก้ไขปัญหาด้วยวิถีเดิมๆ ได้อีกต่อไป หากเราอยากเห็นอนาคตที่ดีกว่า
1. ร่วมเป็นหูเป็นตา : สร้างเครือข่ายความปลอดภัยในชุมชนและสถานศึกษา
2. ขับเคลื่อนผ่านการเมืองที่ยึดโยงกับท้องถิ่น : สนับสนุนแนวคิดที่ให้ผู้บริหารจัดการพื้นที่อย่าง ศอ.บต. ยึดโยงกับประชาชน ผ่านกระบวนการที่ตรวจสอบได้จริง
3. กล้าพูดความจริง : ปฏิเสธการสร้างวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง และหันมาสื่อสารด้วยหัวใจที่ต้องการความสงบสุข
บทสรุป : ครูฟาตีเม๊าะจากไปแล้ว แต่ความรักที่ท่านมีต่อลูกและศิษย์คือเชื้อไฟชั้นดีที่จะจุดประกายให้พวกเราตื่นขึ้น เราไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่เราทำเพื่อลูกหลานของเรา ที่สมควรได้รับสิทธิ์ในการเติบโตในพื้นที่ที่ปลอดภัย
มาร่วมจับมือกัน… เปลี่ยนจากความโศกเศร้าเป็นพลังในการขับเคลื่อนสันติภาพที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
“กับดักทางอำนาจรวมศูนย์” ระบบปัจจุบันถูกออกแบบมาให้ยึดติดกับโครงสร้างความมั่นคงที่เชื่อว่า “ส่วนกลางรู้ดีกว่าพื้นที่” การปลดล็อกเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การแก้กฎหมาย แต่คือการเปลี่ยนผ่านทางความคิด (Paradigm Shift) ของผู้มีอำนาจในส่วนกลาง ให้กล้า “วางมือ”
และยอมรับว่าอำนาจในการตัดสินใจที่แท้จริงควรกลับคืนสู่มือของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามากที่สุด
