กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ผมอยากจะขออนุญาตรบกวนเวลาท่านนายกฯ อนุทิน อีกสักนิด เพราะมีประเด็นเพิ่มเติมที่ผมคิดว่า ท่านนายกฯ น่าจะต้องรับรู้ เนื่องจากประเด็นเหล่านี้ มีความเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาณาบริเวณของปราสาทพระวิหาร
ท่านนายกฯ คงทราบดีว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มีประเด็นสำคัญอยู่กับเรื่องของปราสาทพระวิหารนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษฏ์ ธนะรัชต์ และไปสิ้นสุดด้วยคำพิพากษาของศาลโลกในปี 2505 และปัญหานี้ กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในปี 2551 อันนำไปสู่การใช้กำลังตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จนกลายเป็นช่องทางให้รัฐบาลกัมพูชายื่นขออุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวต่อศาลโลก และเรื่องนี้จบลงด้วยคำตอบอุทธรณ์ของศาลโลกในปี 2556
คำพิพากษาทั้ง 2 ฉบับนี้ มีความสำคัญอย่างมาก ผมเชื่อเสมอว่า ผู้นำรัฐบาลไทยอาจต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้ เพราะคำตัดสินดังกล่าวมีผลผูกมัด และเป็นพันธะทางกฎหมายที่รัฐคู่พิพาทจำเป็นต้องนำไปปฏิบัติ ดังจะเห็นได้ว่า หลังจากคำตัดสินของศาลโลก 2505 แล้ว รัฐบาลของจอมพลสฤษฏ์ได้กำหนดแนวเส้นเขตแดนใหม่รอบตัวปราสาทพระวิหาร หรือที่เรียกกันในเวลาต่อมาว่า “เส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2505” และได้รายงานกลับไปให้ศาลโลกรับทราบ ทั้งยังได้นำโบราณวัตถุบางชิ้นคืนกลับให้แก่รัฐบาลกัมพูชาตามคำตัดสินที่เกิดขึ้น อันเป็นการแสดงออกถึงการที่รัฐบาลไทยในขณะนั้น ยอมรับต่อคำตัดสินที่เกิดขึ้น
สภาวะเช่นนี้เป็นคำตอบในตัวเองว่า เส้นเขตแดนที่บริเวณปราสาทพระวิหารนั้น เป็นไปตามการกำหนดของคณะข้าหลวงปักปัน ซึ่งเป็น “คณะข้าหลวงผสม” ของทั้งสยามและฝรั่งเศส หรือมีนัยโดยตรงว่า เส้นเขตแดนในบางจุดอย่างกรณีพระวิหารนั้น ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสันปันน้ำอย่างที่พวกเราคนรุ่นหลังเข้าใจ ซึ่งการชี้ชัดเช่นนี้ปรากฏอยู่ใน “คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร” (15 มิถุนายน คศ. 1962)
ดังนั้น พื้นที่เช่นนี้จึงมีความละเอียดอ่อนในตัวเอง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีข้อกำหนดจากคำตัดสินของศาลโลกกำกับไว้ นั่นจึงเป็นเหตุให้จอมพลสฤษฏ์ นายกฯ ในขณะนั้น ต้องดำเนินการตามคำตัดสินของศาลโลก ด้วยตระหนักดีว่า การแข็งขืนไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก น่าจะเป็นผลเสียต่อสถานะของประเทศไทยมากกว่า ดังที่จอมพลสฤษฏ์กล่าวหลังจากคำตัดสินของศาลโลกว่า “ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ก็จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในกฎบัตรสหประชาชาติ”
ผลของคำตัดสินนี้ รัฐบาลไทยจึงได้ยอมรับอย่างชัดเจนในเวลาต่อมาว่า “กัมพูชามีอธิปไตยเหนือพระวิหาร” และประเด็นนี้จะต้องถือว่า มีข้อยุติที่ชัดเจนทั้งทางกฎหมายและการเมือง แต่ดังที่กล่าวในข้างต้น ต่อมาในปี 2551 ก็มีการเปิดประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้น จนปัญหานี้ขยายตัวเป็นความขัดแย้งที่นำไปสู่การใช้กำลังในปี 2554 หรือกลายเป็น “คดีปราสาทพระวิหาร 2” และจบลงด้วยคำตัดสินของศาลโลกอีกครั้งในปี 2556
ท่านนายกฯ จะเห็นได้ชัดว่า ข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนทางบกนั้น ไทยแพ้กัมพูชาในศาลมาแล้วถึง 2 ครั้ง ดังนั้น หากจะมีใครมาชักชวนให้ท่านนายกฯ กลับไปเปิดประเด็นเรื่องพื้นที่ในบริเวณเขาพระวิหารอีก ด้วยความเชื่อเรื่องหลักฐานใหม่ หรือเรื่องขอบหน้าผาแล้ว หรือเรื่อวการเสริมสร้างกำลังด้วยความเชื่อที่ล้มเหลวเช่นในอดีตว่า ไทยจะเอาปราสาทพระวิหารคืน ก็คงต้องรบกวนขอความกรุณาท่านนายกฯ ให้พิจารณาด้วยความใคร่ครวญอย่างยิ่ง เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจกลายเป็น “ข้อเสียเปรียบ” ของไทยในทางกฎหมาย เช่นที่เคยเกิดขึ้นในครั้งปี 2556 มาแล้ว และความเสียหายในปีนั้น ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องการการสรุปบทเรียน
รัฐบาลไทยอาจต้องคิดในทางรูปคดีว่า คดีพระวิหารจบแล้วในปี 2505 และจบซ้ำที่เป็น “เสมือนการเสียดินแดนครั้งที่ 2” ในปี 2556 ฉะนั้น การเข้าไปดำเนินการกับพื้นที่และอาณาบริเวณที่ถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของตัวปราสาทพระวิหารนั้น อาจก่อให้เกิดผลด้านลบ เนื่องจากบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนในทางกฎหมาย อันอาจกลายเป็นช่องทางให้กัมพูชาสามารถนำไปเป็น “ข้อร้องเรียน” ต่อศาลโลกอีกครั้งว่า รัฐบาลไทยไม่เคารพคำตัดสินของศาล
หรือในการนี้ กัมพูชาอาจขอทำการอุทธรณ์อีกครั้งจากปัญหาของพื้นที่ที่มีปัญหา หรือแม้กระทั่ง อาจทำข้อร้องเรียนถึง “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” (UNSC) ก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น
ดังนั้นในสภาวะที่มีความล่อแหลมทางกฎหมายเช่นนี้ จึงต้องระวังที่ไทยจะไม่ถูกลากด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งให้ต้องไปศาลโลกเป็นรอบที่ 3 เพียงเพราะความประมาท หรือเป็นผลจากการขาดความระมัดระวังทั้งในทางการเมือง การทหาร และกฎหมาย จนกลายเป็นเงื่อนไขของการสร้างความเสียเปรียบให้กับตัวเราเองได้โดยที่เราไม่รู้ตัว หรือเป็นผลจากความเชื่อมั่นแบบผิดๆ ที่ไม่มีฐานข้อมูลรองรับ
ฉะนั้น บทเรียนในปี 2556 อาจต้องนำมาเป็นข้อพิจารณาต่อการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในอนาคต เนื่องจากหลังจากคำตัดสินของศาลโลกออกมาในปีดังกล่าวแล้ว เราแทบไม่สนใจอย่างจริงจังในประเด็นเรื่องของพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ศึกษาคำตัดสินนี้เป็นอย่างดี แต่ทางฝ่ายเราเองอาจจะละเลยไปบ้าง
วันนี้ บางทีอาจจะต้องถึงเวลาที่รัฐบาลไทยและในส่วนของกลไกรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายทหาร น่าจะต้องนำเอาคำพิพากษาศาลโลก 2556 มาพิจารณา เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ “ชัดเจนและตรงกัน” เพราะผมเชื่อว่า จนถึงวันนี้ฝ่ายไทยยังไม่ชัดเจนว่า พื้นที่ส่วนใดที่ศาลโลกในปี 2556 ได้ตัดสินได้ตัดสินไว้ และพื้นที่นี้เพิ่มเติมจากคำตัดสินปี 2505 เพียงใด
อีกทั้ง เราจะคิดแบบง่ายๆ ว่า ใครเปิดประเด็นเรื่องนี้ เป็น “ผู้ไม่รักชาติ” ไม่ได้ เพราะดังที่ได้กล่าวในเบื้องต้นแล้วว่า คำตัดสินศาลโลกในปี 2505 และ 2556 นั้น ผูกมัดประเทศไทยในทางกฎหมาย และในความเป็น “รัฐที่อารยะ” นั้น เราไม่อาจปฏิเสธคำตัดสินนั้น ด้วยเหตุผลว่า “เราไม่รู้มาก่อน” เช่นที่ไทยมีปัญหาในปี 2505 มาแล้ว เพราะการกระทำเช่นนั้น จะไม่ช่วยให้เราได้เปรียบในเวทีระหว่างประเทศอย่างแน่นอน
ดังนั้น การดำเนินการในบางจุดที่มีความละเอียดอ่อนเช่นในกรณีพื้นที่ของ “ห้วยตามาเรีย” อาจต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก เพราะความต้องการที่จะให้เกิด “ความได้เปรียบทางยุทธวิธี” นั้น อาจถูกทำให้พลิกกลับให้เป็น “ความเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์” ได้ไม่ยาก เพราะในความเป็นจริงแล้ว กระแสในเวทีโลกอาจจะไม่ได้เป็นอย่างเดียวกับกระแสในเวทีไทย และบางทีโลกก็อาจจะไม่ได้เห็นภาพของปัญหานี้ในแบบที่เราต้องการ
ในสภาวะเช่นนี้ จึงอยากขอความกรุณาท่านนายกฯ พิจารณาถึงเงื่อนไขความละเอียดอ่อนของพื้นที่ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความเหนือกว่าทางทหารจะไม่ใช่ปัจจัยตัดสินชัยชนะในปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศอย่างแน่นอน หากแต่ความเหนือกว่าในทางการเมืองด้วยการสร้าง “ภาพของความชอบธรรม” ให้เป็นที่ยอมรับในเวทีสากลต่างหาก ที่จะทำให้ไทยเกิดความได้เปรียบอย่างแท้จริงในเวทีภายนอก
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยก็ไม่อาจพึ่งพิงอยู่กับความเหนือกว่าทางทหารเท่านั้น และเชื่อเอาเองว่า ไทยสามารถลากพาความขัดแย้งนี้ไปได้อย่างไม่มีจุดจบ เนื่องจากจากความขัดแย้งชุดนี้บั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาค และโอกาสของไทยอย่างมาก
สุดท้ายนี้ ดังได้กล่าวเช่นในจดหมาย 2 ฉบับแรกว่า จดหมายนี้ไม่มีเจตนารมณ์ทางการเมืองแอบแฝง หากแต่ทำขึ้นด้วยความตระหนักว่า การเจรจาปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชายิ่งนานวันขึ้น ยิ่งมีความยุ่งยากมากขึ้น และการปล่อยให้ปัญหาลากยาวออกไปอย่างไม่เห็นโอกาสของการลดระดับความขัดแย้งนั้น อาจจะไม่เป็นผลดีทั้งต่อประเทศไทย และต่อรัฐบาลของท่านนายกฯ เองด้วย
อีกทั้ง ท่านนายกฯ คงทราบดีว่า สงครามมีค่าใช้จ่ายในตัวเองเสมอ และหลายครั้งที่ค่าใช้จ่ายสงครามมักอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าที่รัฐบาลจะแบกรับได้จริง โดยเฉพาะในเรื่องของค่าใช้จ่ายทางทหาร ที่รัฐบาลจะต้องจ่ายคืนให้กับทางกองทัพจากการรบในปี 2568 นั้น เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลทราบแล้วเป็นอย่างดี
ในท่ามกลางปัญหาเช่นนี้ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ไม่ควรจะถูกทำให้เป็น “สงครามยืดเยื้อ” ทั้งในทางการเมืองและการทหาร ที่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของไทยแต่อย่างใด แม้อาจจะตอบสนองบ้างต่ออารมณ์ทางการเมืองของคนบางกลุ่มอยู่บ้างในบางครั้งบางเวลา
ฉะนั้น ผมจึงขออนุญาตฝากประเด็นในข้างต้นเป็นข้อพิจารณาสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะอยากเห็นท่านนายกฯ เอาพลังและความคิดมาเตรียมรับสถานการณ์ในเวทีโลกในอนาคตมากกว่า เพราะวันนี้สงครามอิหร่านและวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่สร้างผลกระทบอย่างมากกับชีวิตของผู้คนทั่วโลก ยังไม่จบแต่อย่างใดครับ
