ภท.-ปชน.-พท. ประชันร่างแก้ รธน. เปิดโมเดลที่มา ส.ส.ร. ลุ้นฝ่าด่านผ่านวาระหนึ่ง
ในประเทศ
ตลอดช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคการเมืองแต่ละพรรคเริ่มออกมาเคลื่อนไหวและส่งสัญญาณชัดเจนพร้อมเดินหน้าผลักดันกระบวนการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ตามมติของประชาชน 21.6 ล้านเสียง ที่เข้าคูหาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ กาช่อง “เห็นชอบ” ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“พรรคภูมิใจไทย” พรรคแกนนำรัฐบาล ตอบสนองความต้องการของประชาชนจากผลการทำประชามติ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 เป็นพรรคการเมืองแรก
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำรายชื่อ 190 ส.ส. ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา
พรรคภูมิใจไทย แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้วว่ารับฟังเสียงและความต้องการของประชาชน พร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกระบวนการประชาธิปไตย พิสูจน์ให้เห็นถึงเจตนารมณ์และความตั้งใจอย่างแท้จริง
เพื่อลบข้อครหาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยนั้นไม่มีความตั้งใจหรือไม่มีความจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
สําหรับสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทยนั้น คือการเสนอเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอให้จัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. จำนวน 100 คน และมี ส.ส.ร.สำรองอีก 300 คน เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ตั้งกรรมาธิการ 2 ชุด ได้แก่ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เปิดกว้างและสะท้อนเสียงของประชาชนมากที่สุด
พร้อมวางเงื่อนไข เสมือนเป็นกฎเหล็กเขียนระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามแก้ไขหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์
เมื่อดูโครงสร้าง ส.ส.ร.ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ส.ส.ร. จำนวน 100 คน ไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน
จำนวนสมาชิก ส.ส.ร. 100 คน แบ่งเป็น สมาชิกซึ่งรัฐสภาเลือกจากผู้สมัครรับเลือกตามมาตรา 256/6 วรรคสอง ให้ได้จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และสมาชิกซึ่งรัฐสภาเลือกจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ตามมาตรา 256/6 วรรคสาม จำนวน 23 คน ดังนี้ ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 7 คน ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน
ด้วยเหตุนี้ ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า โมเดล ส.ส.ร.ร่างของพรรคภูมิใจไทย จากรายชื่อผู้สมัครทั้งหมด รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกให้เป็น ส.ส.ร. กระบวนการดังกล่าวนี้อาจไม่ยึดโยงกับประชาชน
เสมือนปิดประตูไม่ให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมใดๆ ในการเลือกตั้งผู้ร่าง
ขณะที่ “พรรคประชาชน” (ปชน.) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญและผลักดันกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา “หัวหน้าเท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) นำ ส.ส.พรรค ปชน.แถลงยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเสนอร่างจำนวน 2 ฉบับเข้าสู่รัฐสภา
‘หัวหน้าเท้ง’ อธิบายสาเหตุที่ต้องเสนอ 2 ร่างว่า ต้องยอมรับขีดจํากัดทางการเมืองที่อยู่ภายใต้คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างได้โดยตรง ซึ่งหนึ่งในร่างนั้นจะมีเนื้อหากระบวนการที่ได้มาซึ่งผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับร่างที่เคยเสนอมาปีที่แล้ว และมีวุฒิสภาบางส่วนได้ลงมติเห็นชอบกับร่างพรรคประชาชนก่อนจะการยุบสภา
ดังนั้น การเสนอ 2 ร่างเพื่อยืนยันว่าอย่างน้อยถ้าสมาชิกรัฐสภาทุกคน โดยเฉพาะวุฒิสภาใช้หลักการพิจารณาเหมือนเดิม ยืนยันว่าอย่างน้อยควรมี 1 ร่างของพรรค ปชน.สามารถผ่านวาระหนึ่งได้แน่นอน
และยืนยันว่า 2 ร่างที่เสนอมาสอดคล้องกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อธิบายเพิ่มว่า ร่าง 2 ฉบับมีเนื้อหาเหมือนกันแทบทั้งหมด แต่ต่างกันแค่กระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้ง 2 ร่าง ปลายทางจะมี ส.ส.ร.ทั้งหมด 150 คน แต่กระบวนการเลือกตั้งแตกต่างกัน โดยร่างที่หนึ่ง ให้ประชาชนเข้าหูหาเลือกตั้งจนได้แคนดิเดต ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 150 คน แบ่งเป็น 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เพื่อให้เป็นตัวแทนเชิงพื้นที่ อีก 50 คน จะมีจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เพื่อเป็นตัวแทนในเชิงประเด็น หรือกลุ่มอาชีพต่างๆ
จากนั้นนำรายชื่อ 150 คนนั้นส่งให้รัฐสภาพิจารณารับรอง โดยการรับรอง ต้องเป็นการรับรองทั้งคณะ 150 คน ไม่สามารถพิจารณาแยกรายบุคคลได้ ซึ่งหากรับรองแล้ว รายชื่อทั้งหมดนั้นจะกลายมาเป็น ส.ส.ร. แต่ถ้าไม่มีการรับรองจะต้องเลือกตั้งใหม่ทั้ง 150 คน
นายพริษฐ์ระบุต่อว่า ส่วนร่างที่สอง ให้ประชาชนเลือกตั้งแคนดิเดต ส.ส.ร. สองเท่าของจํานวน ส.ส.ร. ที่มีหรือคือ 300 คน แบ่งออกเป็น 200 คนจากการเลือกตั้งแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง อีก 100 คน เป็นแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เมื่อได้รายชื่อทั้งหมด 300 คนแล้วจะส่งให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน
หลักเกณฑ์คัดเลือกยึด 2 หลักการ เพื่อให้เกณฑ์การลงคะแนนป้องกันการผูกขาด หรือเสียงสภาล่างของรัฐสภาผูกขาด โดยมีการกําหนดเทคนิคการลงมติแบบลับ เพื่อทําให้ผู้ที่ถูกคัดเลือกเป็น ส.ส.ร. ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า ได้รับเลือกจากสมาชิกรัฐสภาจากพรรคไหนหรือคนใด เพื่อคงความเป็นอิสระของ ส.ส.ร.
“เราแบ่งการคัดเลือกออกเป็น 2 สาย โดยสายแรกรัฐสภาคัดจากตัวแทนแบบแบ่งเขต 200 คน เหลือ 100 คน และสายที่สองให้รัฐสภาคัดเลือกตัวแทนแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน เหลือ 50 คน โดยให้สมาชิกรัฐสภา 700 คน ลงมติเลือกได้ 1 คนเป็นการลับจากจํานวน 200 คน โดยจะใช้การคํานวณคะแนนพึงมีเช่นเดียวกันทั้ง 2 สาย ที่จะทําให้ 1 คนได้รับเลือกเป็น ส.ส.ร. โดยในรอบแรกแคนดิเดต ส.ส.ร. คนไหนที่ได้ 7 คะแนนขึ้นไป จะถือว่าได้รับการคัดเลือกเป็น ส.ส.ร.ทันที ถ้าในรอบแรกมี 100 คนได้คะแนนเท่านี้พอดีจะถือว่าสมบูรณ์ แต่หากยังไม่ถึงจํานวนดังกล่าว จะให้สมาชิกรัฐสภาเลือกอีกครั้งจนกว่าจะครบจํานวน 100 คน ใช้คะแนนของ 20 อันดับแรกที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ คัดเลือกเข้ามาเติมให้เต็มจำนวน แต่ถ้ายังไม่ครบอีก จะมีการเลือกรอบสาม และรอบสี่ต่อไปจนครบ”
นายพริษฐ์ระบุ
สําหรับพรรคเพื่อไทย (พท.) ก็เป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่พร้อมผลักดันกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นโดยเร็วเช่นกัน แม้ขณะนี้จะมี ส.ส.เพียง 74 เสียง ไม่ถึงเกณฑ์ 1 ใน 5 (ประมาณ 100 เสียง) ของการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ทว่า พรรคเพื่อไทยจะเร่งเดินสายขอเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมลงชื่อในร่างของพรรคเพื่อไทยให้ครบตามจำนวน คาดว่าสามารถยื่นต่อประธานรัฐสภาได้ประมาณต้นเดือนมิถุนายน
โดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคเพื่อไทยได้ตั้งคณะทำงานเพื่อยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เสร็จเรียบร้อยแล้ว สาระสำคัญของร่างจะยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุดและไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยมีคำวินิจฉัยไว้เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ยึดหลักการให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกเบื้องต้นของประชาชนในแต่ละจังหวัด แล้วให้รัฐสภามาเลือกจาก 300 คนเหลือ 100 คน เป็น ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน และเลือกโดยรัฐสภาในขั้นตอนสุดท้าย
“ส.ส.ร.มาจากการแต่งตั้งจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อของภาคส่วนต่างๆ จำนวน 52 คน รวมแล้วจะมี ส.ส.ร. 152 คน เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทยเห็นว่าควรที่จะมีความหลากหลาย จึงเปิดโอกาสให้องค์กรต่างๆ ทั้งองค์กรวิชาชีพ องค์กรทางการเมือง องค์กรภาคธุรกิจเอกชน สมาคม มูลนิธิ รวมถึงสื่อมวลชน หรือแม้แต่สภานักศึกษา สามารถเสนอชื่อมาเป็น ส.ส.ร.ได้ จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะท้อนความคิดของบุคคลกลุ่มและองค์กรทั้งหลาย ทำให้มีความหลากหลายมากขึ้น” นายชูศักดิ์ระบุ
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้เมื่อแต่ละพรรคการเมืองเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว กระบวนการต่อจากนี้คงต้องรอดูว่า ปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะสามารถเริ่มต้นพิจารณาวาระหนึ่งภายในเดือนมิถุนายนนี้ได้หรือไม่
และเมื่อถึงขั้นตอนนั้น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับที่เสนอ จะสามารถฝ่าด่านแรกของรัฐสภา ฉลุยผ่านวาระหนึ่งได้ครบหรือไม่ คงต้องรอลุ้นกัน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
