การเมือง (1)
ประชาชนไม่อยู่ในสายตา
เปิดหน้าท้าทาย – อุบายฉ้อฉล
ไร้สำนึก คิดมิชอบ …แยบยล
ปล้นสะดม (ใจ) ความรู้สึกนึกคิด
ไม่มีประชาชนในสายตา
แก่งแย่ง – เข่นฆ่า ไล่ล่าตำแหน่ง
มุสา – มารยาสาไถยสำแดง
หิวโหยแสงแรงผลักดันขึ้นบัลลังก์
“บัลลังก์” แปดเปื้อนคราบไคลโลภะ
บัลลังก์กักขฬะโทสะครอบงำ
บัลลังก์โมหาคติ (ขย้ำ)
บัลลังก์ “ผู้นำ” อกุศลมูล …
เมื่อผิดสัญญา (ใจ) ประชาคม
ค่านิยม-ศรัทธาจึ่งสูญหาย
เมื่อร่านทุรน-ไร้สิ้นยางอาย
“วงศ์” เสื่อมสลาย-สลด-หดหู่
เมื่อไร้ศีล-สติ-สำนึกรู้
จึ่งหายใจอยู่อย่าง “ผู้ตายทั้งเป็น” …
สงกรานต์ บ้านป่าอักษร
ก็รอดูต่อไปว่า
“การเมือง” หลังจากนี้
จะมี ประชาชน อยู่ในสายตาแค่ไหน
แต่กระนั้น “แช่แป้ง” ได้เลย
เมื่อมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่
“ประชาชน” ย่อมเป็นดุจพระเจ้า
อยู่ในสายตา และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของนักการเมือง
แต่จะอยู่และจีรัง กี่มากน้อย เป็นคำถาม
ด้วย หลังเลือกตั้ง (เรา) มักจะโดนลืม มักจะโดนหลอก
เป็นประจำ–มิใช่หรือ
การเมือง (2)
มีไว้เพื่ออะไร
ใครๆ เขาก็หาว่า เหล่านักการเมืองอย่างพวกกระผม ทั้งภูธรและนครบาล ทั้งสนามเล็กและสนามใหญ่
ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. อบจ. ส.จ. เทศบาล ส.ท. อบต. ล้วนมีกำพืดมาจากผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่บ้าง รายขนาดกลางบ้าง
บ้านใหญ่ผู้มีอาชีพสีเทาบ้าง สีดำบ้าง
นายบ่อนการพนัน นายบ่อนหวยเถื่อน นายบ่อนซ่องค้าน้ำกามบ้าง มาเฟียผู้มีอิทธิพลบ้าง ค้าของเถื่อน-น้ำมันเถื่อนบ้าง ยาเสพติดบ้าง
แต่ละรายแต่ละกลุ่มที่เข้ามา ล้วนแต่ใช้อิทธิพลทางการเงินซื้อเสียงเข้ามากันทั้งนั้น
และเมื่อได้เข้ามาสมความปรารถนาแล้ว ก็แย่งกันเป็นรัฐบาล และจ้องไปที่งบประมาณของแผ่นดินกันตาเป็นมัน
และเลียลิ้นกันแผล็บๆ และพร้อมปฏิบัติการ คอร์รัปชั่นกอบโกย เพื่อถอนทุนคืนพร้อมกับบวกดอกเบี้ยมหาโหดเข้าไปกันอย่างเต็มที่
บ้านเมืองของเรามันถึงได้มะงุมมะงาหราคลำทางกันไปไม่ถูก แล้วในที่สุดอัศวินม้าขาว ก็เข้ามายึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนแทน
ว่ากันว่าตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา อัศวินม้าขาวเข้ามายึดอำนาจกันถึง 13 ครั้ง
บ้านเมืองของเราก็เลยเหมือนกับถูกพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก บรรลัยวายวอด ตกต่ำกันมาถึงทุกวันนี้
เพราะกอบโกยคอร์รัปชั่นหนักยิ่งกว่ารัฐบาลพลเรือนเสียอีก จะตรวจสอบอะไรก็ไม่ได้
ทุกวันนี้พอทหารออกไป พลเรือนเข้ามาแทน บ้านเมืองกลับหนักขึ้นไปกว่าเดิมอีก ในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นกันทุกหน่วยงาน
ทั้งกลุ่มของนักการเมือง และหน่วยงานของราชการ
แต่…แต่… หยุดก่อน ใครว่าพวกผมไม่ทำประโยชน์ให้กับประชาชนกันเลย กรุณาดูภาพนี้เสียก่อน
แล้วคำถามที่ว่าทหาร เอ๊ย…นักการเมืองมีไว้ทำไม?
ธ่อ …ก็มีไว้เพื่อบริหารบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีกินดี อยู่ดีมีสุขกันไงล่ะ
ไม่เชื่อก็ดูคฤหาสถ์หลังงามของประชาชนไทยแลนด์แดนสยาม หลังนี้ซะก่อน
มิใช่คุณูปการ และฝีมือของพวกกระผมกันรึ
แล้วก็อย่ามาถามกันอีกนะว่า “นักการเมืองมีไว้ทำไม?”
ตากล้อง … อีตา ปิยพงศ์ (เมืองหละปูน) เจ้าเก่า
ปิยพงศ์
เลือกตั้ง
จะมีอีกแล้ว
คัตเอาต์หาเสียง
ของนักการเมือง-พรรคการเมือง
ที่ติดกันเกลื่อนเมือง
อาจทำให้เกิด “คฤหาสถ์หลังงาม”
ขึ้นอีกหลายหลัง
แต่ นั่นตอบคำถาม นักการเมืองมีไว้ทำไม?
ได้ชัดเจนจริงๆ เช่นนั้น หรือไม่
ปี้ “ปิยพงศ์” น่าจะรู้คำตอบดี
การเมือง (3)
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2568”
กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,208 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568
พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนสิงหาคม 2568 เฉลี่ย 3.71 คะแนน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ได้ 3.86 คะแนน
ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.59 คะแนน
ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ ผลงานของนายกรัฐมนตรี 3.18 คะแนน
ดัชนีการเมืองไทยในเดือนสิงหาคมยังคงอยู่ในระดับต่ำและลดลงต่อเนื่อง
โดยในตัวชี้วัดทั้ง 25 ประเด็น มีตัวชี้วัดเพียงตัวเดียวที่เพิ่มขึ้น คือ ผลงานของฝ่ายค้าน
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลที่มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์การเมือง
โดยผลงานของรัฐบาลและผลงานของนายกรัฐมนตรียังคงลดลงและอยู่ในสองลำดับสุดท้าย
ทั้งที่ในเดือนสิงหาคมประเทศไทยมีสถานการณ์สำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ ที่ทำให้รัฐบาลมีโอกาสทำงานและเผยแพร่ผลงานให้เห็นทางสื่อต่างๆ
แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้รัฐบาลโดดเด่นและได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น
แม้ในส่วนของความโดดเด่นของตัวนักการเมือง ผู้นำฝ่ายค้านก็ยังได้รับคะแนนสูงถึง 51.15% ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลรักษาการแทนนายกรัฐมนตรีที่แม้ได้คะแนนสูงสุดยังได้รับเพียง 38.16%
สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของประชาชนต่อรัฐบาลทั้งในการทำงานและแก้ปัญหาต่างๆ
ที่ยังไม่ปรากฏผลงานที่ชัดเจนและเป็นที่พอใจ
อาจารย์ภิญโญ คูวัฒนาเสนีย์
ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต
โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ดัชนีการเมือง
ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
กำลังจะถูกนักการเมือง-พรรคการเมือง
อัดฉีดให้พุ่งกระฉูด
หลังมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่
แต่นั่นจะเป็นดัชนีการเมือง ที่ยั่งยืนหรือไม่
เพราะตอนหาเสียงทุกอย่างนำเสนอออกมาให้ดีเลิศไปหมด
แต่หลังจากนั้น
ดัชนีการเมืองก็ตกต่ำเรี่ยราดอย่างที่แลเห็น
–เฮ้อ
