bg-single

เสียงจากนราธิวาส ! | สุรชาติ บำรุงสุข

06.07.2026

ค่ำคืนของวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 23:45 น. มีรายงานข่าวชิ้นหนึ่งของสำนักข่าวอิศรา ถูกเผยแพร่ออกมา และข่าวชิ้นนี้แพร่หลายในเช้าวันเสาร์ที่ 4 ซึ่งทำให้คนที่ทำงานเรื่องภาคใต้ ต้องอ่านด้วยความใส่ใจอย่างมาก … หัวข้อข่าวคือ “ชายลึกลับอ้างคุมนักรบ BRN นราฯ พร้อมวางปืนแลกถอนทหาร”

แน่นอนว่า ข่าวชิ้นนี้ท้าทายในทางความคิดอย่างมาก โดยเฉพาะคำถามว่า ข่าวนี้จริงหรือปลอม แน่นอนว่า ยังไม่มีใครตอบได้

สำหรับความคืบหน้าในการแก้ปัญหาภาคใต้นั้น รัฐบาลโดยนายกฯ เพิ่งลงนามแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยฯ (หรือที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าเป็น “คณะเจรจาฯ” กับฝ่ายตรงข้าม) พร้อมกับจัดตั้งคณะผู้แทนพิเศษฯ (ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ครม. น้อย” ที่จะทำการแทนรัฐบาลในปัญหาภาคใต้)

แต่หลังจากการจัดตั้งองค์กรและจัดตัวบุคคลผู้รับผิดชอบเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ความรุนแรงดูจะเกิดมากขึ้นในพื้นที่ จนหลายฝ่ายกังวลอย่างมากว่า ความรุนแรงกำลังจะหวนคืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอาจทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ทรุดลง จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาแนวทางใการแก้ปัญหา

ในขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงมีแนวโน้มที่จะก่อตัวมากขึ้น กลับมีข่าวจากนราธิวาสปรากฏออกมา และดูจะเป็นสัญญาณที่ชวนให้ต้องคิดอย่างมาก … ข้อเสนอเรื่องการวางอาวุธแลกกับการถอนทหารออกจากพื้นที่นั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างแน่นอน !

ข้อเสนอที่ท้าทาย

ในบทรายงานของสำนักข่าวอิศรานั้น เสียงของปลายสายระบุว่า เขาเป็น “ผู้บัญชาการกองกำลังติดอาวุธฝ่ายทหารของขบวนการบีอาร์เอ็น” (BRN) ที่รับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เสนอที่จะนำกองกำลังในความควบคุมกว่า 100 นาย หากรัฐบาลยอมถอนกำลังหลัก (ทหาร) ออกจากพื้นที่ภายในปี 2570 พร้อมกันนี้ พวกเขาจะส่งมอบอาวุธที่ถูกปล้นจากค่ายปิเหล็ง และค่ายพระองค์ดำ คืนให้แก่รัฐบาลไทย

ในเบื้องต้นนั้น คาดเดาได้ไม่ยากว่า หน่วยงานความมั่นคงคงต้องความยืนยันความชัดเจนอีกครั้งถึงน้ำหนักของข่าวชิ้นนี้ เนื่องจากข่าวนี้ปรากฏจากสำนักข่าวอิศรานั้น น่าสนใจอย่างมากว่า ถ้าข้อเสนอนี้เป็นจริง คงต้องยอมรับถึงข้อต่อรองที่ชัดเจนกับฝ่ายรัฐ และทำให้เกิดคำถามตามมาอย่างมากว่า รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงคิดอย่างไรกับข้อเสนอเช่นนี้ หรือจะโยนทิ้งไป เพราะไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริง !

แต่บางทีหากเราเผื่อใจสักนิดว่า เราไม่ควรที่จะโยนข่าวเช่นนี้ทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ … หากแต่จะต้องทดลองถามว่า รัฐบาลไทยจะตอบอย่างไรต่อข้อเรียกร้องของ BRN สาขานราธิวาส ซึ่งข้อเรียกร้องเช่นนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน และรอการพิสูจน์ทราบจากฝ่ายรัฐเองด้วย

ต้องยอมรับความจริงในทางการเมืองว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวเกินกว่าที่แม่ทัพกองทัพภาคที่ 4 และผู้บัญชาการทหารบกต้องตอบ ทั้งต้องถือว่าเป็นโจทย์ในระดับนโยบาย อันเป็นปัญหาที่ฝ่ายการเมืองต้องตอบ

อย่างไรก็ดี สำหรับคนทำงานภาคใต้แล้ว มีประเด็นที่เป็นปัญหาคาราคาซังกันมาอย่างยาวนานในกระบวนการแก้ปัญหาคือ “ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล” ประเด็นนี้เป็นข้อถกเถียงกันมานานดังที่ปรากฏในสื่อ และในยุครัฐบาลแพรทองธาร สังคมได้เห็นคำสั่งของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จัดทำ “ยุทธศาสตร์ภาคใต้” แต่ดูเหมือนจนแล้วจนรอด ยุทธศาสตร์ภาคใต้ของ สมช. ก็ไม่ได้ปรากฏให้เห็นแต่อย่างใด จนในที่สุด รัฐบาลแพรทองธารก็สิ้นสภาพไป

เมื่อรัฐบาลอนุทินเกิดต่อมา ทั้งในความเป็นรัฐบาลรักษาการ และเป็นรัฐบาลจริงเต็มรูปหลังการเลือกตั้ง 2569 แต่ก็ไม่ชัดว่า ยุทธศาสตร์ภาคใต้ของนายกฯ อนุทินคืออะไร และทั้งไม่ชัดเจนอีกว่า ใครในระดับนโยบายจะเป็นผู้รับผิดชอบงานภาคใต้จริงๆ แม้นายกฯ จะใช้ระบบ “มอบงาน” แบบทำการแทน แต่นายกฯ ก็ควรต้องรับรู้งานความมั่นคงด้วย เพราะงานความมั่นคงเป็นประเด็นหลักที่สำคัญของประเทศที่นายกฯ ควรต้องใส่ใจ

ถ้าจะถือจากการรับมอบงานภาคใต้เป็นเครื่องตัดสินแล้ว จะพบว่าหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษฯ ที่เป็นดัง “ครม. น้อย” คือ รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ก็น่าจะต้องถือว่า เขาคือผู้รับผิดชอบงานภาคใต้ ซึ่งดูจะมีข้อจำกัดอย่างมากในทางปฏิบัติ ทั้งในเรื่องของความเข้าใจปัญหา และเวลาที่จะต้องแบ่งสรรให้กับงานใต้ อีกทั้ง งานต่างประเทศกับงานภาคใต้เองอาจจะมีความแตกต่างกันอย่างมากด้วย

ดังนั้น เมื่อหัวหน้ากองกำลังนราธิวาสของ BRN โยนประเด็นที่เป็นข้อต่อรองทางการเมืองที่มีนัยสำคัญขึ้นสู่เวทีสาธารณะ จนเกิดคำถามว่า แล้วรัฐบาลจะเอาอย่างไรกับข้อเสนอในเรื่องนี้ และท้าทายอย่างมากกับหัวหน้าพูดคุยฯ ที่วันนี้ อยู่ในขั้นตอนของการเจรจากับผู้แทน BRN

JCPP กับการเจรจาในอนาคต

ในอีกด้าน แล้วองค์กรอย่าง BRN ในฐานะขบวนติดอาวุธหลักของปัญหาภาคใต้คิดอย่างไรกับข้อเสนอของผู้นำกองกำลังจากนราธิวาส ข้อเสนอเช่นนี้ เกิดเป็นเอกเทศจากสายนราธิวาส หรือจะถือว่า เป็นทิศทางหลักขององค์กร BRN ทั้งหมดในอนาคตหรือไม่ อีกทั้ง ปีกการทหารของ BRN ที่ยังเชื่อมั่นในการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้กับรัฐ จะยอมรับต่อข้อเสนอเช่นนี้เพียงใด เพราะเท่ากับมีนัยถึงการวางอาวุธ เพื่อยุติการต่อสู้

แน่นอนว่า ปัญหาเช่นนี้ท้าทายต่อรัฐบาลไทยอย่างมาก เนื่องจากความพยายามในการเจรจายุติปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ของรัฐบาลไทยในปัจจุบัน อยู่ภายใต้การกำกับของ สมช. ที่ถือเอา JCPP หรือคำแปลในพากย์ภาษาไทยคือ “แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม” เป็นกรอบกำกับหัวหน้าคณะพูดคุย ซึ่งเสมือนกับ “เอา NGO ฝรั่งมาขี่คอรัฐบาลไทย” และการเจรจาต้องเดินไปตามแนวทางที่ NGO ฝรั่งกำหนดขึ้น

เหตุที่ต้องกล่าวเช่นนี้ เป็นเพราะแผน JCPP คือ ผลผลิตของ NGO ยุโรป ที่ทำขึ้นเพื่อบังคับวิถีให้ฝ่ายรัฐ (ภายใต้การสมยอมของ สมช.) ต้องเดินไปในแบบที่เขาต้องการ ซึ่งหลายฝ่ายในปัจจุบันไม่ตอบรับกับแผนนี้ และมองว่า แผนนี้เป็นปัญหามากกว่าจะเป็นประโยชน์ อีกทั้ง ในระดับรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นในยุคนายกฯ เศรษฐา และแพรทองธาร ก็ไม่ได้แสดงท่าทีตอบรับกับแผนนี้แต่อย่างใด

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ นายกฯ อนุทิน และรองนายกฯ สีหศักดิ์ ควรต้องแสดงว่าท่าทีให้เป็นที่กระจ่างบ้างว่า รัฐบาลไทยจะยอมรับแผนนี้ เพื่อให้ NGO ยุโรปกำกับงานภาคใต้ของไทยต่อไปหรือไม่ เนื่องจากในช่วงรัฐบาลรักษาการของนายกฯ อนุทิน มีความพยายามในการปรับปรุง JCPP แต่ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการ “แต่งหน้าเค้ก” ให้ JCPP สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เพื่อลดแรงเสียดทานกับหน่วยงานความมั่นคง แต่สาระสำคัญของเอกสารและทิศทางที่ถูกกำกับไว้นั้น ไม่เปลี่ยนไปแต่อย่างใด

คำถามในอนาคต

สุดท้ายนี้ สมมติว่า ถ้าการยุติความรุนแรงมีแนวโน้มที่อาจเกิดได้จริงจากข้อเสนอของกองกำลังนราธิวาสแล้ว รัฐบาลไทยคงไม่มีความจำเป็นต้องส่งคณะพูดคุยฯ ให้เสียเวลาและงบประมาณในการเดินทางไปยุโรป เพราะการเจรจาเรื่องภาคใต้ไม่ว่าจะเกิดที่เบอร์ลิน (Berlín Initiative) หรือเจนีวา (Jeneva Call) ก็ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ NGO ยุโรป … ปัญหาเช่นนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า NGO ยุโรปเข้ามาหากินกับความตายในภาคใต้ไทยหรือ … หรือวันนี้ ภาคใต้คือ “เหมืองทอง” ให้ทั้งไทยและฝรั่งขุดหากินกันไม่จบ

อย่างไรก็ตาม บทความนี้คงไม่มีข้อสรุปอะไรมากไปกว่า เราคงต้องรอคอยติดตามข้อเสนอจากนราธิวาสกันต่อไป … ขณะเดียวกัน ก็คงต้องติดตามคณะผู้แทนพิเศษฯ และคณะพูดคุยฯ ว่าจะดำเนินการอะไรต่อจากนี้ แต่ก็มิได้มีนัยที่จะไปคาดหวังยุทธศาสตร์อะไรจากรัฐบาลอนุทินในขณะนี้ เพราะภัยคุกคามใหญ่ของนายกฯ อนุทินคือ “ปัญหาการโกงการสอบ” ในกระทรวงมหาดไทย ที่กำลัง “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” รัฐบาลอย่างน่ากังวล ซึ่งต้องถือเป็น “มหกรรมการทุจริต” ครั้งใหญ่ของระบบราชการไทย และกำลังถูกจับตามองจากสังคมอย่างมาก

ในสภาวะของปัญหาการเมืองที่รุมเร้ารัฐบาลเช่นนี้ ท่านนายกฯ คงไม่มีเวลามาใส่ใจกับปัญหา 3 จังหวัดอย่างแน่นอน และทั้งก็ไม่ชัดเจนอีกด้วยว่า รัฐบาลโดยตัวท่านนายกฯ เองให้น้ำหนักกับปัญหาภาคใต้จริงเพียงใด เพราะดูจะเทียบกับการ “ปลุกกระแสกัมพูชา” ที่ยังส่อโอกาสให้เกิดสงครามชายแดนรอบที่ 3 ไม่ได้เลย !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เสียงจากนราธิวาส ! | สุรชาติ บำรุงสุข
บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (จบ)
ผีนัต ทำไมต้องเป็นผีตายโหง?
จับตา การบริหาร สกสค.-องค์การค้าฯ ยุคครูไก่-ประเสริฐ ดูแลคุณภาพชีวิตครู
WICKED : FOR GOOD | ‘ชั่วร้ายชั่วนิรันดร์’
ครบรอบ 30 ปี Everything Must Go อัลบั้มที่งดงามที่สุด ของวง Manic Street Preachers
Alive : ความเป็นชาย กับวิกฤตวัยกลางคน
คำถามถึงทีวีไทย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (12)
โผทหาร ไม่ลงตัว คิวชื่อ ‘เสธ.ปูด้วง’ คุมตึกแดง ตท.26 ส่งชิง เลขาฯ สมช. จับตา ‘ฉก.คอแดง’ เปลี่ยนแผน ‘แม่ทัพไก่’ ขยับ 5 เสือ
ระเบิดปั๊มอีกแล้ว ‘วิกฤตชายแดนใต้’ : บททดสอบนักธุรกิจท้องถิ่น ท่ามกลางความล้มเหลวด้านความมั่นคง
ครั้งหนึ่งในชีวิต-ฝันที่เป็นจริง ไปดูฟุตบอลโลก โชกฝน ที่สนามฟิลาเดลเฟีย