คอลัมน์ เหยี่ยวถลาลม
“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” สำนวนหรูๆ แบบนี้มาจากสมองช่างคิดช่างฝันของชนชั้นกลางซึ่งเพิ่งพัฒนาขึ้นมาภายหลัง แต่ตำราตะวันตกชอบอ้างไปไกลว่ามีมาตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล
ประวัติศาสตร์ตะวันตกมีบาดแผลจากการกระทำที่ตรงกันข้ามกับการคุ้มครอง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ด้วยการจับคนฉลาดคิดต่างไปเผาทั้งเป็น ถ้าจอห์น ล็อก กับอิมมานูเอล คานต์ เกิดในยุคนั้นๆ ก็ไม่รอด ที่นาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวหลายล้านคนราวกับสัตว์ภายใต้บัญชาของฮิตเลอร์นั้นก็ไม่มีใครถามหา “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” เพิ่งลืมตาอ้าปากเมื่อชนชั้นกลางขยายวงเติบโตขึ้นเบียดแทรกตัวขึ้นมายึดพื้นที่ในสังคมตะวันตก จึงมีโอกาสนำเสนอความคิดฝัน
300 กว่าปีก่อน “จอห์น ล็อก” นักปรัชญาอังกฤษเป็น 1 ในผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดด้านมนุษยชนและลัทธิประชาธิปไตยก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสเสียอีก “ล็อก” นั่นแหละที่สอนว่าทุกคนมีสิทธิติดตัวมาตั้งแต่เกิด 3 อย่าง คือสิทธิในชีวิต สิทธิในทรัพย์สิน และเสรีภาพ “รัฐ” จึงไม่ได้มาจากกำปั้น ดาบ หรือปืน แต่เกิดจาก “สัญญาประชาคม” ที่ประชาชนยินยอมให้มีอำนาจเพื่อทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิที่ติดตัวมาตั้วแต่เกิด
ราวร้อยปีถัดมา “อิมมานูเอล คานต์” นักปรัชญาเยอรมันต่อยอดแนวคิดศักดิ์ศรีของมนุษย์ ทั้งที่ “ผัสสะ 6” ทำให้มนุษย์ “ติดกับดัก” ชั่วนิรันดรกาล จนคนผู้หนึ่งมักจะโยน “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ทิ้งไปเสมอเมื่อ “ความโลภ” เข้าครอบงำ
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีอยู่จริงมาจนถึงทุกวันนี้ แต่มนุษย์บางจำพวกมักอวดอ้างและสำคัญผิดกันจนกระทั่งไม่รู้ผิดชอบชั่วดี
คนที่ประพฤติทุจริตคดโกงยังจะนับว่ามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่!
ทุกถ้อยคำที่คุณพนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณปี 2570 ของ 3 องค์กรอิสระ อันประกอบไปด้วย สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นั้นเป็นเนื้อหาที่เผ็ดร้อนดุเดือดควรที่วิญญูชนจะรู้สึกอับอายไม่อาจทนได้
แต่การเอาคืนไม่ใช่ตอบโต้แบบโง่ๆ ด้วยการขู่ฟ้อง หรือใช้วิธีการป่าเถื่อน
ควรนำเสนอแบบแผนความคิดและแนวทางปฏิบัติกับสาธารณชนว่า องค์กรจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ดำรงอยู่แบบ “เสียของ” หรือที่โบราณว่า “เปลืองข้าวสุก”
งบประมาณแผ่นดินที่จ่ายให้ 3 องค์กรอิสระนั้น รวมกัน 10,195 ล้านบาท คุณพนิดาให้ความหมายว่า “เพื่อรักษาความสุจริตของระบบการเมือง”
จึงควรมีองค์กรภายนอกที่มีความอิสระเข้าตรวจสอบและบรรจุ KPI ของ กกต., ป.ป.ช.และ สตง.ไม่ปล่อยให้ลอยตัว หรือลอยนวล!
จากการไล่สับทีละหน่วยของคุณพนิดาพบว่า คดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ภายใต้ความรับผิดชอบของ กกต.ก็ยังไม่สว่าง ทั้งที่มีหลักฐานสำคัญการเดินเก็บโพยเป็นใบบอกการจัดตั้ง ทำตาราง เขียนหมายเลขผู้สมัคร พร้อมผลการลงคะแนนซึ่งเปรียบไปก็เหมือนล็อกเลขรางวัลที่ 1 ให้ถูกติดต่อกัน 70 งวด
การได้มาของ “ส.ว.” ชุดปัจจุบันจึงเต็มไปด้วยข้อครหาในขณะที่ “ส.ว.” มีอำนาจมีหน้าที่ “ให้ความเห็นชอบ” ผู้ที่จะไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
ถ้าจัดการเลือกตั้ง ส.ว.ไม่โปร่งใสก็จะกลายเป็น “ต้นไม้พิษ”!
ส่วนองค์กร “ป.ป.ช.” นั้นเสื่อมโทรมทรุดหนักมานานนัก กระทั่งเมื่อศาลอาญา คดีทุจริต ภาค 1 พิพากษาจำคุก “อดีตประธาน ป.ป.ช.” กับ “อดีตกรรมการ ป.ป.ช.” ระดับหัวหมู่ทะลวงฟัน คนละ 3 ปี จากกรณี “แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน” ที่อื้อฉาวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เกียรติภูมิความน่าเชื่อถือของ ป.ป.ช.ยิ่งวิกฤตหนัก
ไม่เหลือชิ้นดีเมื่อถูกจับได้ว่า ป.ป.ช.ลงมติเรื่องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้จบลงไปอย่างเงียบๆ โดยไม่แถลงเปิดเผยความคืบหน้าต่อสาธารณะ ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยาม พ้นตำแหน่งจากคดีซุกหุ้น
การไม่ส่งคดีนายศักดิ์สยามเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ ไม่ใช่รอยด่าง แต่เป็นแผลเหวอะหวะของ ป.ป.ช.
ถัดมา คณะผู้ไต่สวนอิสระ ที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง ลงมติ 9 ต่อ 0 ให้แจ้งข้อกล่าวหา นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. และ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ในคดี “สินบนทองคำแท่งหนัก 246 บาท”
“สตง.” ซึ่งตั้งอยู่ในความสงบนับตั้งแต่ ตึกใหม่สูง 30 ชั้น มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท ถล่มกลายเป็นเศษซากในพริบตา จนบัดนี้ไม่มีแม้แต่ลมพัดใบไม้ไหว
ผู้นำองค์กรเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ ไม่ปริปากอธิบายอะไรต่อสาธารณะ ว่าการคัดเลือกผู้รับเหมาทำมากันอย่างไร ทำไมอาคาร สตง.จึงเป็น ” 1 เดียว” ใน กทม. และเป็น “1 เดียว” ของประเทศที่พังครืนลงมาในพริบตาในวันที่มีแผ่นดินไหวในพม่าซึ่งไกลออกไปเป็นพันกิโลเมตร
สตง.ฉลาดหลักแหลมเก่งกาจในการปกป้องงบประมาณของประเทศอย่างไร ใครจะรับผิดชอบกับค่าก่อสร้างกว่า 2 พันล้านบาทที่หายวับไปกับตา
องค์กรอิสระทั้ง 3 ถูกตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับ “แผนการใช้เงิน” แต่ละปีซึ่งวนเวียนอยู่กับการสร้างตึกสร้างอาคาร ทั้งที่หลายแห่งสร้างแล้วทิ้งร้างมาแล้วเป็นสิบปี แต่ก็ยังคงเดินหน้า “ของบฯ” ไปสร้างอาคารกันอีก
คุณพนิดาได้ทำหน้าที่ “ผู้แทนราษฎร” ใช้รัฐสภาเป็นเวทีตีแผ่ข้อมูลให้ประชาชนได้รับรู้แล้ว ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบหน่วยที่ใช้ “เงินหลวง” เสร็จสิ้นแล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่ของผู้นำองค์กรอิสระที่จะต้องออกมาบอกกับสังคมว่าจะดำรงอยู่เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรม และจะทำความสุจริตโปร่งใสให้ปรากฏได้ด้วยวิธีใดเมื่อใด เวลาใด วันเดือนปีใด
ความหมายก็คือ การมีอยู่ขององค์กรอิสระทั้ง 3 มาเนิ่นนานนั้นควรจะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าความสุจริตยุติธรรมของประเทศต้อง “สูงขึ้น”
ไม่ใช่ “ต่ำลง” มูลค่าติดลบเช่นทุกวันนี้ ซึ่งประเมินผลงานแล้วกล่าวได้ว่า สามารถยุบองค์กรและเลิกจ้างพนักงานได้ทันที!?!!!
