ธงทอง จันทรางศุ | ‘ชาตินิยมดั้งเดิม’ กรณีลูกแรงงานต่างด้าว
คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ข้อเขียนคราวนี้ผมเขียนในเวลารุ่งเช้าของวันที่ 29 มิถุนายน 2569 หลังจากทราบผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ ซึ่งผู้ชนะได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งก็คือผู้ว่าฯ คนเก่า ได้แก่ อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ปฏิกิริยาหลังจากที่ผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาเช่นนี้ ย่อมมีทั้งคนที่สมหวังและผิดหวัง รวมถึงคนที่รู้สึกเป็นกลางมาตั้งแต่ต้นจนจบ คือรู้สึกเฉยๆ กับเรื่องนี้มากบ้างน้อยบ้างเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ดี ความเห็นหนึ่งที่ผมได้รับฟังทางรายการโทรทัศน์เช้าวันนี้ เป็นความเห็นจากบุคคลระดับแกนนำของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ส่งคนลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย และท่านได้แถลงความคิดเห็นของท่านตั้งแต่เมื่อวานนี้ตอนค่ำแล้วว่า ท่านจะตามคัดค้านการใช้จ่ายงบประมาณด้านการศึกษาของกรุงเทพมหานครที่สิ้นเปลืองและสูญเปล่าไป เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของเด็กนักเรียนที่เป็นลูกแรงงานต่างด้าว ซึ่งท่านเห็นว่าเป็นการใช้จ่ายเงินที่ไม่ถูกต้อง และท่านจะได้ติดตามคัดค้านเรื่องนี้ต่อไปอย่างไม่ลดละ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินของกรุงเทพมหานครคุ้มค่าและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชาวกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะอย่างแท้จริง ไม่นำไปใช้สอยในเรื่องที่ไม่ถูกทาง ไม่ถูกต้องแบบนั้น
ประเด็นแบบนี้ผมเคยฝากความคิดเห็นและข้อมูลไว้ในพื้นที่แห่งนี้มาแล้วว่า เรื่องของการศึกษาให้กับเด็กในวัยเรียนซึ่งเป็นลูกของแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานอยู่ในประเทศไทย จะอยู่ที่กรุงเทพมหานครหรืออยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ ได้มีมติคณะรัฐมนตรีแต่ดั้งเดิมที่ยังมีผลจนถึงปัจจุบันนี้ว่า อย่างไรเสีย เราก็ต้องให้เด็กเหล่านั้นเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนโดยได้รับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกันกับลูกไทยของเรา
ขออนุญาตพูดเรื่องนี้ซ้ำอีกครั้งนะครับ
ประเด็นนี้ ความคิดทั้งสองแนวทางมีเหตุผลที่อยู่ข้างหลังแบบคนละขั้วเลยทีเดียว
ความคิดแบบที่ผู้นำพรรคการเมืองดังกล่าวเสนอเมื่อค่ำวานนี้ด้วยความหงุดหงิดที่เห็นว่า เราต้องใช้งบประมาณไปเพื่อให้ลูกใครไม่รู้ได้เรียนหนังสือนั้น ผมเข้าใจว่าเป็นความคิดแบบ “ชาตินิยมดั้งเดิม” คือ เงินภาษีของคนไทยต้องใช้จ่ายเพื่อเด็กไทยเท่านั้น เด็กที่พ่อแม่ไม่ใช่คนไทยจะมาใช้เงินจำนวนนี้ได้อย่างไร
นี่เป็นความคิดแบบตรงไปตรงมา และผมเห็นว่าเป็นความคิดชั้นเดียว มองประเด็นเรื่องการศึกษาของเด็กต่างด้าวเป็นประเด็นเดี่ยว มุ่งเน้นในเรื่องการใช้สตางค์ของภาครัฐไทยเท่านั้น
ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของความคิด ซึ่งเป็นต้นทางให้คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อนานปีมาแล้ว ให้โรงเรียนของรัฐรับเด็กเข้าเรียนได้โดยได้รับเงินอุดหนุนเสมอกัน ไม่ว่าจะมาจากครอบครัวคนไทยหรือจะเป็นลูกคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานหรือเราก็ตามดี มาจากความคิดว่า ถ้าเราปฏิเสธไม่ให้เด็กจำนวนนี้เข้าเรียนหนังสือ ไม่ให้รู้หนังสือไทย ไม่ให้มีเพื่อนเป็นคนไทย
เด็กแบบนี้ก็จะเติบโตขึ้นอย่างที่โบราณเรียกว่า “โตฟักโตแฟง” คือเติบโตขึ้นเหมือนฟักหรือแฟงที่อยู่รั้วริมบ้าน และเป็นการเติบโตขึ้นตามลูกใหญ่บ้างลูกเล็กบ้าง บางลูกก็เหี่ยวเฉาตายไปตามธรรมชาติ ไม่มีใครไปดูแลช่วยเหลืออะไรทั้งนั้น
แต่เรื่องที่เรากำลังพูดอยู่นี้ไม่ใช่ฟักแฟงนะครับ แต่เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ และสามารถทำอะไรได้ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว เรื่องของการศึกษาอบรมให้เด็กจำนวนนี้สามารถแยกผิดชอบชั่วดีได้ และเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพคือมีความรู้ สามารถเลี้ยงได้ด้วยอาชีพสุจริตในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและในระดับนโยบายของเราก็เลือกเดินทางนี้มาโดยตลอด
ตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ยอมให้ลูกคนต่างด้าวที่พ่อแม่ทำงานอยู่ในประเทศไทยเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียน เด็กเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหนครับ เผลอตัวไปเพียงไม่กี่นาทีเด็กก็จะกลายเป็นเกลอกับยาเสพติด เป็นมิตรกับปัญหาสังคม และอุดมไปด้วยอาชญากรรมประจำตัวเสียแล้ว
มองให้ยาวไกลแล้วเห็นว่า การเปิดโอกาสให้เด็กลูกต่างด้าวได้เรียนหนังสือในโรงเรียน จึงเป็นการป้องกันปัญหาเหล่านั้นไม่ให้เกิดขึ้น และเป็นการประหยัดเงินจำนวนมากของเราในระยะยาวที่ไม่ต้องจับจ่ายใช้สอยเงินอีกจำนวนมหาศาลไปเพื่อรบรากับปัญหาดังกล่าวในวันข้างหน้าด้วย
แถมประโยชน์ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การฝึกปรือให้เด็กจำนวนนี้พร้อมที่จะเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมไทยต่อไป
ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ง่ายเลยครับที่แรงงานต่างด้าวที่ทำงานอยู่ในบ้านเราพร้อมด้วยเด็กเล็กจำนวนนี้ “ทุกคน” จะเดินทางกลับบ้าน ต่อให้คิดในมุมบวกมากที่สุด อย่างไรเสีย จะมีจำนวนที่คงตกค้างอยู่ในบ้านเราไปอีกหลายชั่วคน
และบรรพบุรุษของเราได้เคยแสดงให้เห็นฝีมือของท่านมาแล้วว่า เมืองไทยของเรามีความสามารถในการโอบรับคนต่างด้าวเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในสังคม และเพิ่มพูนศักยภาพให้คนเหล่านั้นเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพเพื่อช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองได้ในที่สุด
ใจร้ายเกินไปไหมครับถ้าจะถามว่า ถ้าเรารักชาติแบบ “ชาตินิยมดั้งเดิม” และเคร่งครัดกับนโยบายแบบนี้มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ สมาชิกของพรรคการเมืองที่ชื่นชอบกับนโยบายแนวนี้จะมีผู้ที่สืบสายเลือดไทยแท้แต่ยุคบางระจัน โดยไม่มีเลือดคนต่างด้าวต่างภาษาเข้าไปปะปนเลยเหลืออยู่สักกี่คน
ถ้าคิดจะจำกัดกีดกันแล้ว ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในเมืองไทยหลายยุคหลายสมัยก็ล้วนแต่เป็นคนต่างด้าวทั้งสิ้นนะครับ
ไม่มีตำราที่ไหนบอกว่าเฉพาะแรงงานที่มาจากพม่า ลาว และเขมร สามชาตินี้เท่านั้นจึงจะเป็นคนต่างด้าว ส่วนคนจีนรุ่นอากงอาม่าหรือเก่าขึ้นไปกว่านั้นไม่ใช่คนต่างด้าว
การคิดนโยบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาเพื่อแสวงหาความเห็นร่วมจากสาธารณะ เรื่อยไปจนถึงเรื่องคะแนนนิยมในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับชาติหรือการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นก็ตาม ผมสังเกตเห็นว่า ความคิดแบบจารีตนิยมสุดโต่งแบบที่เรากำลังพูดถึงอยู่กันอยู่นี้จะปรากฏพบเห็นอยู่เสมอ
เพราะมีผู้อธิบายว่า ความคิดแบบชาตินิยมดั้งเดิมที่คิดอะไรแบบตรงไปตรงมาและเชิงเดี่ยว เป็นนโยบายที่อธิบายง่าย ฟังแล้วฮึกเหิมเป็นบ้า
และหลายคนก็เป็นบ้าไปแล้วจริงๆ
ความรักชาติได้ของแปลก เพราะทุกคนล้วนบอกว่าตัวเองรักชาติด้วยกันทั้งนั้น แต่น่าคิดครับว่า ความรักชาติของแต่ละคนพอลงลึกไปในรายละเอียดแล้วสามารถนำไปสู่นโยบายที่แตกต่างกันคนละทิศคนละทางได้เลยทีเดียว
รักชาติแบบไม่ยอมให้ลูกพม่าลูกลาวลูกเขมรเรียนหนังสือในโรงเรียนของกรุงเทพมหานคร นั่นก็เป็นแบบหนึ่งของความรักชาติ
ส่วนรักชาติแบบที่มองไปข้างหน้าให้ยาวไกล ยอมเสียเงินจำนวนน้อยเพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้มีปัญหาที่นำไปสู่การเสียเงินจำนวนมากกว่า และปัญหาอื่นๆ ที่ติดตามมา นี่ก็เป็นความรักชาติอีกชนิดหนึ่ง
อันที่จริง ประเด็นแบบนี้ผมได้ยินการหาเสียงโดยหันหลังพิงความรักชาติแบบดั้งเดิมมาหลายวัน ก่อนถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาแล้ว แต่ผมคร้านที่จะพูดอะไรขึ้นมาในเวลาที่ฝุ่นตลบขณะที่ทุกคนกำลังรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งกันอยู่
บัดนี้ถึงที่ควรจะพูดได้แล้ว จึงยกประเด็นขึ้นมากล่าวไว้ให้ปรากฏ
ทั้งๆ ที่รู้ว่า อีกสี่ปีข้างหน้าก็จะมีคนคิดและพูดแบบชาตินิยมดั้งเดิมแนวนี้ปรากฏตัวขึ้นมาอีก
แล้วเราก็ต้องอดทนกันไปครับ วิถีประชาธิปไตยเป็นเช่นนี้เอง เขาขยันพูด เราก็อดทนฟังครับ แต่ข้อสำคัญคือ การตัดสินใจเลือกว่าจะเชื่อที่เขาพูดหรือไม่ เป็นเรื่องของเรา
