อุทาหรณ์ ‘แอร์ฯ มีนา’ รับหิ้วของ แกะรอยโลจิสติกส์สายดาร์ก สู่ขบวนการค้ายาระดับโลก
คอลัมน์ โล่เงิน
ผ่านไปเกือบครึ่งเดือน คดีแอร์โฮสเตสมีนา ถูกจับที่ออสเตรเลียจากรับหิ้วกระเป๋าผ้าลายช้าง 12 ใบ แล้วพบว่าบางใบมีเฮโรอีนซุกอยู่เมื่อ 25 มิถุนายน 2569
ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บก.ปส.) บูรณาการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และ The Australian Federal Police (AFP) ได้ร่วมมือสืบสวนสอบสวน
ต่อมาจับกุมผู้เกี่ยวข้องในขบวนการ ตลอดจนนำพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลการติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้องสู่การดำเนินคดี
พบว่าพฤติการณ์ทั้งหมดเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
จะส่งสำนวนบางส่วนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ รับไปดำเนินการต่อ เพื่อใช้อำนาจและเครื่องมือพิเศษสืบสวนเชิงลึก
ทั้งนี้ “คดีแอร์ฯ มีนา” เชื่อมโยงคดีจับกุมตรวจยึดเฮโรอีน 4 จุดในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเตรียมส่งออกไปยังออสเตรเลียและไต้หวัน
วันที่ 10 กรกฎาคม พนักงานสอบสวนดีเอสไอจะร่วมประชุมกับ ป.ป.ส. เพื่อวางแนวทางดำเนินคดี
จะมีความชัดเจนในการออกหมายจับผู้บงการใหญ่ฝั่ง สปป.ลาว ที่ทำหน้าที่โอนเงินและเป็นเจ้าของเฮโรอีน อย่างน้อย 2 คน
ส่วนขบวนการยาเสพติดชาวไทยที่รอรับพัสดุ “แอร์ฯ มีนา” อยู่ในออสเตรเลีย 2-3 คน เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการขยายผลสืบสวนและแลกเปลี่ยนข้อมูลตำรวจออสเตรเลีย
‘แอร์มีนา’ จะขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์นอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายน 2569
จากข้อมูลหน่วยงานความมั่นคงปราบปรามยาเสพติด พบว่าไทยไม่มีแหล่งผลิตยาเสพติดภายในประเทศ
แต่เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ไทยมีเขตแดนติดกับพื้นที่แหล่งผลิตยาเสพติดในพื้นที่รัฐฉาน สหภาพเมียนมา สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่าเมียนมาเป็นผู้ผลิตฝิ่น รายใหญ่ที่สุดของโลกขณะนี้
จึงทำให้ไทยที่มีอาณาเขตติดต่อประเทศเพื่อนบ้านถึง 4 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ลาว กัมพูชา มาเลเซีย
อีกทั้งการคมนาคมขนส่งทางบก ทางอากาศ และทางทะเลที่พัฒนาอย่างมีศักยภาพ
เอื้ออำนวยต่อการลักลอบลำเลียงจากแหล่งผลิต ไปสู่ตลาดยาเสพติดในประเทศที่สาม
ไทยจึงมีสถานะเป็นทางผ่านยาเสพติด ทั้งยาบ้า ยาไอซ์ และเฮโรอีนโดยธรรมชาติ
สถานการณ์ปัจจุบันยังพบว่ามีการนำเข้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่องและรุนแรง
ที่สำคัญปัญหาในประเทศเองยังมีการแพร่ระบาดยาบ้าและไอซ์ในพลเมืองของตัวเองอย่างหนักด้วย
สําหรับการลักลอบนำเข้ายาเสพติดสู่ประเทศไทยใช้พื้นที่แนวชายแดนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ก่อนนำมาพักคอยในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
โดยอำพรางซุกซ่อนมากับรถยนต์ รถบรรทุกพืชผลทางการเกษตร หรือรถยนต์ที่ถูกดัดแปลงทำช่องลับยาเสพติด ทั้งยาบ้า ไอซ์ เฮโรอีน และเคตามีน
เมื่อลำเลียงมาแล้วจะถูกนำมากระจายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเตรียมส่งต่อไปยังประเทศที่สาม
โดยปัญหาการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในประเทศ พบว่าเกิดจากพื้นที่อิทธิพล กลุ่มเครือข่าย กลุ่มขบวนการนอกและในประเทศมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในแต่ละพื้นที่
ทั้งในลักษณะวัฒนธรรมเครือญาติ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีการสื่อสารภาษาเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มจัดหา กลุ่มลำเลียงนอกประเทศ กลุ่มลำเลียงเข้ามาในประเทศ เช่น กลุ่มมูเซอลำเลียงแนวชายแดนด้าน จ.เชียงใหม่ กลุ่มลีซอลำเลียงด้าน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กลุ่มอาข่าลำเลียงด้าน จ.เชียงราย กลุ่มม้งลำเลียงด้านตะวันออกของ จ.เชียงราย
และกลุ่มกะเหรี่ยงด้านพื้นที่ จ.ตาก และ จ.กาญจนบุรี
ปัจจุบันกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามายังไทย เป็นกลุ่มผู้ต้องหาที่หลบหนีหมายจับ
ภาคเหนือพบลักลอบลำเลียงตามแนวชายแดน อ.แม่สาย อ.แม่ฟ้าหลวง และ อ.เชียงแสน ของ จ.เชียงราย, อ.เชียงดาว อ.ฝาง และ อ.แม่อาย ของ จ.เชียงใหม่
ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ.ปากชม จ.เลย, อ.เมือง จ.หนองคาย, อ.เมือง จ.บึงกาฬ, อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม, อ.เมือง จ.มุกดาหาร, อ.เขมราฐ และ อ.โพธิ์ไทร ของ จ.อุบลราชธานี
รูปแบบลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน พบว่าจ้างรถขนส่งสินค้าตามกลุ่มไลน์รถยนต์ขนส่ง
รวมทั้งใช้วิธีซุกซ่อนอำพรางยาเสพติดที่ยากต่อการตรวจค้น และพบการใช้เส้นทางรอง หลบเลี่ยงการจับกุมเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน
แล้วใช้พื้นที่ จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง จ.ลพบุรี และ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่พักคอย ก่อนเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มเครือข่ายใช้ จ.เพชรบูรณ์ จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา จ.สระบุรี เป็นพื้นที่พักคอยยาเสพติด
การลำเลียงไปภาคใต้ ส่งผ่านผู้ให้บริการขนส่งพัสดุเอกชน และซุกซ่อนในสัมภาระเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะไปยังจังหวัดท่องเที่ยว
และยังพบการนำรถขนยาเสพติดโดยสารเรือเฟอร์รี่ขนาดใหญ่ไปยังภาคใต้ เพื่อหลบเลี่ยงจุดตรวจ ด่านตรวจด้วย
สําหรับ “คดีแอร์ฯ มีนา” รูปแบบขบวนการได้เปลี่ยนไปจากอดีต
จากการทำงานบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานปราบปรมยาเสพติดพบว่า
ผู้ร่วมขบวนการมีการใช้เทคโนโลยีพรางตัว และแยกส่วนการทำงาน
เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกกวาดล้างแบบถอนรากถอนโคน
นั่นคือผู้ที่อยู่ในเครือข่ายยาเสพติดไม่ได้เจอหน้าผู้รับหิ้วของ
เห็นได้จาก “แอร์ฯ มีนา” ได้รับการติดต่อจากบัญชีเฟซบุ๊กอวตาร “Rose Rose” เพื่อจ้างงาน
เช่นเดียวกับ นายอุทัย หนุ่มม้งเมืองน่าน สวมฮู้ดสีน้ำเงิน ไปส่งกระเป๋าผ้าลายช้างที่คอนโดฯ “มีนา” ตามไลน์ “รินริน” สั่งงาน
ทำให้ยากต่อการยืนยันตัวตนที่แท้จริง หากไม่มีการกู้ข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลอย่างละเอียด
สำหรับ “ระดับสั่งการ” กบดานในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เจ้าหน้าที่ไทยไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายจับกุมได้โดยตรง จึงต้องยกระดับขึ้นคดีพิเศษเพื่อออกหมายจับสากล
และขบวนการค้ายาเสพติดจะฟอกเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล เลือกใช้คริปโตฯ หรือการโอนเงินผ่านระบบโพยก๊วนออนไลน์ เพื่อไม่ให้มีประวัติการทำธุรกรรมในระบบธนาคารไทย
หน่วยงานความมั่นคงไทยได้เท่าทันจากการไล่จับ “คนส่งของ” มาเป็นการ “ใช้เทคโนโลยีสืบสวนเชิงลึกแบบย้อนรอยหาต้นตอ” เพื่อสู้องค์กรอาชญากรรมสมัยใหม่
ซึ่ง “คนส่งของ” หรือนักบินนั้น ระดับสั่งการมองว่าเป็น “ต้นทุนที่สูญเสียได้”
และอีกประการสำคัญ หน่วยปราบทั้งหลาย ต้องเปลี่ยนดัชนีชี้วัดผลงาน จากเดิมเน้นน้ำหนักยาเสพติดยึดได้ เป็นจำนวนเครือข่ายและทรัพย์อายัด เพื่อทำลายวงจรเงินทุนที่เป็นเส้นเลือดใหญ่องค์กร
