หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
ผมเคยใช้ชีวิตอยู่เชิงเขาบูโด แม้จะจากที่นั่นมานานหลายปีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ หากวันไหนมี ข่าวร้าย อันเกิดขึ้นจากความไม่สงบ เหตุการณ์นั้น เป็นภาพที่ผมหลับตา “เห็น” ชัดเจน
“เหตุความไม่สงบ” คล้ายจะรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อรับรู้จากที่ไกลๆ
ความตั้งใจแต่แรกของผมในการไปอยู่ที่นั่น คือ จะทำเรื่องราวของนกเงือก และเรื่องของคนผู้ทำหน้าที่ช่วยเหลือพวกมัน
ผมพบว่าไม่ใช่งานที่ง่ายเลย ในป่าดิบชื้นซึ่งสภาพอากาศไม่เอื้อกับการทำงานสักเท่าไร
เวลากว่าสองปี งานที่ตั้งใจไม่สำเร็จ แต่ผมได้รับสิ่งมีค่ากว่านั้น
ผ่านการทำงานมาหลายผืนป่าเกือบทั่วทุกภาคทั้งในประเทศและนอกประเทศ สิ่งหนึ่งที่ผมพบคือ ถ้านับกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลาง และถือเอาว่า ภาษา ที่คนกรุงเทพฯ ใช้ คือภาษาราชการ ห่างออกไปจากเมืองนี้ไม่ไกลนัก มีภาษาอื่นๆ อีกมากที่ผู้คนใช้สื่อสารกัน ต่างภาษา ไม่ได้หมายความว่าต่างประเทศ
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมถือว่าสำคัญ คือเมื่อผมไปทำงานและอยู่ในพื้นที่ ซึ่งคนใช้ภาษาอันต่างออกไป ผมจะพยายามเรียนรู้ ฝึกฝนภาษานั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษามูเซอ, ม้ง, กะเหรี่ยง, ลาว หรือยาวี รวมทั้ง สำเนียงภาษาซึ่งอยู่ในพื้นที่อันเป็นรอยต่อระหว่างภาคต่างๆ พยายามแต่ก็ดูเหมือนจะทำได้ไม่ดีสักเท่าใด ได้เพียงงูๆ ปลาๆ
ส่วนใหญ่ผมจะเริ่มจากคำที่ใช้บ่อยๆ เช่น “ออมี่” เพื่อนๆ ชาวกะเหรี่ยงหมายถึงกินข้าว
ผมเรียนรู้ว่าเมื่อขึ้นบ้านชาวกะเหรี่ยงการกินข้าวกับเจ้าบ้านถือว่าจำเป็น
และก่อนจะกลับที่ผมพบคือเขาจะยกสำรับข้าวมาให้อีกเพื่อกินก่อนเดินทาง คราวนี้ผมนั่งกินคนเดียว เจ้าบ้านนั่งดู
“มาแกนาซิ” ความหมายในภาษายาวี คือ กินข้าว
ครั้งหนึ่ง ตอนอยู่บ้านตาเปาะ อาแซ มาเสะ ผู้ซึ่งผมถือว่าเขาเป็นบาบอ อันหมายถึง ครู พาผมไปร่วมกินเหนียว ในพิธีทำสุหนัดเปาซี ลูกชายโซเล ดารี เพื่อนของเขา
โต๊ะมูเด็ง ผู้ทำพิธี อนุญาตให้ผมอยู่ในวงเสื่อได้
ในวงเสื่อนี้ห้ามคนนอก และผู้หญิง ว่าตามจริงนี่เป็นเหตุการณ์ที่เป็น “ภาพ” ดีๆ สำหรับงานสารคดี แต่ผมไม่บันทึกภาพ
เพราะผมอยู่ในวงเสื่อในฐานะญาติ ไม่ใช่ช่างภาพ
อีกประโยคที่ใช้บ่อยคือ “อาปอ คอบา” เป็นคำทักทายตามปกติ หมายถึง เป็นอย่างไรบ้าง
คนฟังมักตอบ “คอบา ไบก” คือสบายดี
อย่างที่ผมบอกตั้งแต่แรก ว่างานที่ตั้งใจไม่สำเร็จ แต่ผมรู้ดีว่า เวลาที่นั่น ทำให้ผมเติบโต
หลายครั้งที่ผมอยู่ท่ามกลางการสนทนา ที่ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เป็นส่วนใหญ่ บางครั้งในแคมป์บนภูเขา กลุ่มชายฉกรรจ์เดินเข้ามากลางดึก เราลุกขึ้นก่อไฟ ชงน้ำชา ผมไม่รู้หรอกว่าพวกเขาเป็นใคร อาจเป็นพวกตัดไม้ หรืออะไร พวกเขาไม่ได้มีท่าทีคุกคาม เพียงซักไซ้ อูมา เพื่อนร่วมทางว่า ผมเป็นใครมาทำอะไร
ผมร่วมอยู่ในวง ข้างกองไฟ สบสายตาพวกเขา ไม่รู้เรื่องที่พวกเขาพูดทุกถ้อยคำ แต่รอยยิ้มก่อนลาจาก ทำให้รู้ว่าเราเข้าใจกัน
ทุกวันนี้ ต่างภาษาดูจะไม่ใช่อุปสรรคแล้ว มีเครื่องมือแปลภาษาที่เก่งขึ้นมาก เราใช้โทรศัพท์แปลได้แทบทุกภาษา เอไอสามารถแปลประโยคยาวๆ ให้เราได้ภายในไม่กี่วินาที
คงไม่ผิดจากความจริงว่า กำแพงของภาษาเตี้ยลงและกำลังเตี้ยลงเรื่อยๆ
แต่ในอีกด้านหนึ่งกำแพงของความเข้าใจ กลับดูเหมือนจะสูงขึ้นและสูงขึ้นทุกวันเช่นกัน
อีกนั่นแหละ เราต่างรู้ดีว่าไม่มีเทคโนโลยีใดแปลความเห็นอกเห็นใจได้ ไม่มีโปรแกรมใดแปลความจริงใจได้ และไม่มีเครื่องมือใดทำให้คนคนหนึ่งเข้าใจอีกคนหนึ่งได้
หากคนนั้นไม่เปิดหัวใจ

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมรู้สึกขอบคุณภาษาถิ่นทุกภาษาที่เคยพยายามเรียน พยายามแต่ทำได้ไม่ดีนักหรอก หลายคำก็ลืมไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังอยู่ คือบทเรียนที่ภาษาเหล่านั้นมอบให้
ฝึกภาษา ไม่ได้ทำให้ผมเป็นคนของพื้นที่ เช่นเดียวกับการพยายามเรียนรู้ทำความรู้จักสัตว์ป่า ไม่ได้ทำให้พวกมันยอมรับผมเป็นพวก
แต่ความตั้งใจที่จะเรียนรู้ ให้เกียรติ รักษาระยะห่างกับผู้คน และสัตว์ป่าในพื้นที่ ทำให้ผมได้รับโอกาสดีๆ
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาษายาวี มูเซอ ภาษากะเหรี่ยง ภาษาม้ง ภาษาไทย หรือภาษาใดในโลก คล้ายกับว่าภาษาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงประตู คนที่เดินผ่านประตูไปได้ ไม่ใช่คนที่พูดเก่ง คนที่ตั้งใจฟังมากที่สุดคือคนคนนั้น คำพูดทำให้เรารู้จักกัน แต่ความเข้าใจ ทำให้คนรู้จักกันอย่างแท้จริง
ดูเหมือนว่าโลกจะไม่ได้แบ่งผู้คนออกจากกันด้วยภาษา แต่แบ่งด้วยใจที่ไม่ยอมทำความเข้าใจกัน เพราะในความเป็นจริงภาษาไม่เคยเป็นกำแพง ใจที่ปิดต่างหากคือกำแพง
ผมพยายามฝึกพูดภาษาถิ่น ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวนัก สิ่งที่พวกเขาได้ยินเวลาผมพูดอาจไม่ใช่สำเนียงที่ถูกต้อง แต่เห็นความเคารพที่ผมมีให้พวกเขา
ทุกวันนี้ ท่ามกลางความเป็นไปรวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็วในทุกมิติ ความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย โดยเฉพาะในเรื่องของธรรมชาติ
ผมไม่แน่ใจนักว่าเรายังพูด “ภาษา” เดียวกันไหม แต่สิ่งที่แน่ใจคือกำแพงแห่งความไม่เข้าใจ สูงและแน่นหนาขึ้นทุกวัน
